วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วินัย (14) เรื่องใหญ่กว่าที่คิด khaosod

วินัย (14) เรื่องใหญ่กว่าที่คิด

คอลัมน์ พระพรหมคุณาภรณ์

(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)



วินัยในฐานะวินัย ในระบบการสร้างสรรค์อภิบาลโลก

วินัยนั้น เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติด้วย

เรื่อง นี้เป็นไปตามหลักการที่แยกเป็นธรรมฝ่ายหนึ่ง กับวินัยฝ่ายหนึ่ง ตามหลักการนี้ มนุษย์เราดำเนินชีวิตอยู่ในโลก โดยมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ที่แยกง่ายๆ เป็น 2 ส่วน คือ

1. ในสถานะที่เป็นบุคคล เรามีความสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกัน รวมทั้งความจริงตามสมมติของกฎมนุษย์

2. ในสถานะที่เป็นชีวิต เรามีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และความจริงของกฎธรรมชาติ

ใน ด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เราก็ต้องรักษาให้ดี แต่พร้อมกันนั้นอีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ถูกต้องกับโลกของธรรมชาติ เราก็ละเลยไม่ได้ เพราะถึงอย่างไร ทั้งชีวิตเราและคนอื่นทุกคน รวมทั้งสังคมทั้งหมด ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติทั้งนั้น เราจะต้องมีความสัมพันธ์ทั้งสองด้านนี้ให้ถูกต้อง เพื่อให้ชีวิตที่ดีงามดำเนินไปด้วยดี บุคคลก็มีความสุข และสังคมก็อยู่เรียบร้อย

ถ้าเราเอาแต่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ด้วยกัน ละเลยหลักการแห่งเหตุและผลตามความจริงของกฎธรรมชาติ ความอยู่ดีนี้ก็ไม่สมบูรณ์ไม่มั่นคง สังคมก็จะปั่นป่วนภายหลัง หรือจะเอาแต่ความจริงของกฎธรรมชาติอย่างเดียว ละเลยความสัมพันธ์ที่ดีงามและความเกื้อกูลมีน้ำใจต่อกันระหว่างมนุษย์ โลกก็แห้งแล้ง แล้วก็จะทำให้อยู่กันไม่เป็นสุขเท่าที่ควรอีก

เพราะ ฉะนั้น จะต้องคำนึงทั้ง 2 ด้าน คือ มนุษย์จะต้องรักษาทั้งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และรักษาความสัมพันธ์กับกฎธรรมชาติไว้

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงประทานหลักเกณฑ์ที่ทำให้เกิดดุลยภาพ ซึ่งเมื่อเราปฏิบัติตาม ก็จะเกิดระบบองค์รวมที่สมบูรณ์ขึ้น เป็นดุลยภาพระหว่างความสัมพันธ์ในหมู่มนุษย์เอง กับระบบของความสัมพันธ์กับธรรมชาตินั่นเอง

ความสัมพันธ์นี้ โดยสรุปก็คือ

ก) เราจะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีงามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง คือตัวเรากับมนุษย์คนอื่น ว่าเราจะต้องมีความเกื้อกูลช่วยเหลือมีน้ำใจต่อกัน ในสถานการณ์ 3 อย่าง คือ

1. ในยามที่เขาอยู่เป็นปกติสุข เราก็มีไมตรีจิตมิตรภาพ มีความปรารถนาดี เรียกว่า เมตตา

2. ในยามที่เขาตกต่ำลง เดือดร้อนเป็นทุกข์ ประสบปัญหา เราก็เห็นใจ พลอยหวั่นใจด้วย ปรารถนาจะช่วยเหลือปลดเปลื้องให้เขาพ้นจากความทุกข์ เรียกว่า กรุณา

3. ในยามที่เขาขึ้นสูง ประสบความสำเร็จ ได้ดีมีสุข เราก็มีความยินดีด้วย พลอยส่งเสริมสนับสนุน เรียกว่า มุทิตา

สำหรับ มนุษย์เราก็มี 3 สถานการณ์นี่แหละ และทางธรรมท่านก็ให้หลักที่จะปฏิบัติไว้พร้อม คือ ยามปกติ เราก็ใช้เมตตา ในยามที่เขาตกต่ำ เราก็ใช้กรุณา ยามเขาขึ้นสูง เราก็ใช้มุทิตา นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังไม่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ไปกระทบต่อตัวธรรม ตัวหลักการ ตัวความจริงความดีงามที่เป็นเหตุเป็นผลในกฎธรรมชาติ ตลอดจนความจริงความดีงามตามกฎเกณฑ์แห่งเหตุผลที่มนุษย์ได้มาจัดวางเป็นกฎใน หมู่มนุษย์คือวินัย

หมายความว่า ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นี้ไปกระทบ ต่อตัวหลักการที่เป็นตัวธรรม หรือวินัยที่พูดไปแล้ว เราจะต้องหยุดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ใน 3 ข้อข้างต้นนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้แก่การทำหน้าที่ของธรรมวินัย

อัน นี้เป็นจุดที่สำคัญมาก คือจะต้องให้ตัวธรรมตัววินัยนั้นได้แสดงหลักแสดงผลออกมา หมายความว่า มนุษย์จะต้องปฏิบัติตามตัวหลักการตัวกฎเกณฑ์ ที่เป็นความจริง หรือที่ตกลงไว้ คือตัวธรรม ตัววินัยนั้น

ตอนนี้ กฎเกณฑ์แห่งจริยธรรม และหลักการแห่งความจริงความถูกต้องความดีงาม ตลอดจนกฎหมายกติกาสังคม จะต้องออกมาได้รับการปฏิบัติ นี้คือสถานการณ์ที่ 4 ซึ่งวางลงเป็นหัวข้อได้ คือ

4. ในกรณีที่ความสัมพันธ์ช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างบุคคลในข้อ 1-2-3 จะส่งผลกระทบเสียหายหรือทำลายหลักการแห่งความจริง ความถูกต้องความดีงาม ความเป็นธรรม ความชอบธรรม ในธรรมดาแห่งธรรมชาติ (ธรรม) ก็ดี ที่บัญญัติจัดวางเป็นกฎหมาย กฎเกณฑ์กติกาในสังคมมนุษย์ (วินัย) ก็ดี เราจะต้องหยุดหรือระงับการปฏิบัติในข้อ 1-2-3 เสีย และปล่อยให้มีการปฏิบัติตามหลักการแห่งธรรมและวินัย เพื่อให้ธรรมตั้งอยู่ในโลกต่อไป

การปฏิบัติในกรณีนี้ คือการมีท่าทีเป็นกลาง โดยวางเฉยต่อบุคคล ไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงขัดขวางการแสดงผลของธรรมหรือวินัย คือให้บุคคลนั้นรับผลตามธรรมตามวินัย เรียกว่า อุเบกขา

วินัย (15) เรื่องใหญ่กว่าที่คิด khaosod

วินัย (15) เรื่องใหญ่กว่าที่คิด

คอลัมน์ พระพรหมคุณาภรณ์

(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)



วินัย ในฐานะ ถ้ามนุษย์มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงหลักการแห่งธรรมวินัย ก็จะเกิดผลร้าย คือมีการช่วยเหลือกันระหว่างบุคคลจนกระทั่งมองข้ามกฎเกณฑ์กติกาของสังคม

อัน นี้จะเห็นได้ในบางสังคม ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นใหญ่ คนมีน้ำใจต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาก จนแม้แต่จะละเมิดกฎเกณฑ์กติกา ก็ไม่เอาใจใส่ มองข้ามไปเลย ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกาเหล่านั้น ทำให้หลักการ ทั้งในความจริงของธรรมชาติ และในสังคมมนุษย์ ที่เรียกว่า ธรรมวินัย เลือนรางจางหายลงไป กลายเป็นว่า หมู่มนุษย์ไม่ปฏิบัติตามธรรมและวินัย เหมือนกับร่วมกันหรือสมคบกันทำลายตัวธรรมตัววินัยลงไปเสีย แล้วผลร้ายก็จะเกิดแก่สังคมของมนุษย์เองในระยะยาว

ในทางตรงข้าม ถ้าเราจะเอาแต่กฎเกณฑ์กติกา ละเลยการช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างบุคคล มีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลน้อย คนไม่เอาใจใส่กัน ก็จะกลายเป็นระบบตัวใครตัวมัน ทุกคนรับผิดชอบต่อกฎเกณฑ์กติกา ต่อหลักการ ต่อตัวธรรม ตัววินัย กฎหมายหรือกติกาว่าอย่างไร ก็ทำตามนั้น คุณจะทำอะไร คุณก็ทำไป แต่อย่าให้ผิดกฎผิดระเบียบนะ ฉันจัดการทันที ในระหว่างนี้ตัวใครตัวมัน ไม่เกื้อกูล ไม่ช่วยเหลือ ไม่มีน้ำใจ

ใน สังคมแบบนี้ ก็เอียงไปอีก ชีวิตแห้งแล้ง ขาดความอบอุ่น มนุษย์จะมีความเครียด จิตใจไม่สบาย และถ้าขาดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์จนเกินควรถึงขีดหนึ่ง คนจะเริ่มเกิดโทสะ แค้นเคืองว่าไม่มีใครเอาใจใส่กันเลย ไม่ช่วยเหลือกันเลย คราวนี้ไม่เอาละ หลักการกฎเกณฑ์กติกาก็ทำลายมันเลย ก็เสียอีก

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้มีดุลยภาพระหว่างความสัมพันธ์ในหมู่มนุษย์ กับความสัมพันธ์กับกฎธรรมชาติ ซึ่งถ้ารักษาไว้ให้พอดี สังคมก็จะสมดุล โลกมนุษย์ก็มีสันติสุข

ที่ว่ามานี้เกี่ยวข้องกับวินัยตรงไหน ก็ตรงที่ว่าวินัยนั้นอยู่ในส่วนของกฎเกณฑ์กติกาที่เนื่องมาจากธรรม

หมาย ความว่า เราจะต้องให้ความสำคัญแก่วินัย ที่เป็นมาตรฐานของสังคม เช่น กฎหมาย กฎเกณฑ์ กติกา และระเบียบต่างๆ อย่าให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลไปเด่นเหนือวินัย

ในบางสังคม เหตุสำคัญที่วินัยไม่สามารถเกิดขึ้นก็เพราะว่าประชาชนเอาความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลมากเกินไป มีการอุปถัมภ์กัน ช่วยเหลือกัน จนกระทั่งคนจำนวนหนึ่งที่ไม่พัฒนาตน ก็ได้แต่คอยรอพึ่งพาคนอื่น เพราะสามารถหวังความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ ญาติมิตร เพื่อนฝูง เป็นต้นได้ เราไม่ต้องทำก็ได้ เดี๋ยวคนนั้นคนนี้ก็มาช่วยเอง เราทำผิดหน่อยไม่เป็นไร เดี๋ยวไปบอกเจ้านาย ถึงอย่างไรท่านก็เมตตา ก็เลยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎของสังคม

ในกรณีอย่างนี้ การช่วยเหลือเกื้อกูลที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นตัวเด่นเกินไป สังคมก็เสียดุลยภาพ เพราะคนขาดอุเบกขา กฎเกณฑ์กติกาหลักการ ทั้งตามธรรมชาติและของสังคมคือตัวธรรมวินัย ถูกละเลย

ส่วนในบาง สังคม ความสัมพันธ์มีน้ำใจช่วยเหลือกันระหว่างบุคคลนี้ เขาไม่เอาใจใส่ เขาเอาแต่หลักการและตัวกฎเกณฑ์กติกา เรื่องตัวคนไม่เกี่ยว ทุกคนรับผิดชอบตัวเอง ว่าไปตามกฎ จนกระทั่งเลยเถิด ก็กลายเป็นตัวใครตัวมันอย่างที่ว่าแล้ว

ฉะนั้น การปฏิบัติในเรื่องนี้จึงยาก ธรรมยากตรงนี้แหละ คือต้องคอยระวังว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดความพอดี นี้คือความพอดีอย่างหนึ่งที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ดุลยภาพ ระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ กับความสัมพันธ์กับกฎธรรมชาติ และอันนี้ก็คือหลักพรหม วิหารนั่นเอง

พรหมวิหาร ประกอบด้วย

๑. เมตตา ความรักความปรารถนาดี มีไมตรีกัน ยามปกติ

๒. กรุณา ความพลอยหวั่นใจเห็นใจ อยากช่วยเหลือ ยามเขาตกต่ำเดือดร้อน

๓. มุทิตา ความพลอยยินดี อยากส่งเสริมสนับสนุน ยามเขาขึ้นสู่ความดีงามความสุขความสำเร็จ

๔. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง ไม่ก้าวก่ายแทรกแซง เมื่อเขาจะต้องรับผิดชอบ ตามธรรม ตามวินัย

สาม ข้อแรก วางไว้สำหรับรักษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหมู่มนุษย์ ที่บอกสั้นๆ ว่า ยามเขาอยู่ดีเป็นปกติ เรามีเมตตาไมตรี ยามเขาตกต่ำ เรามีกรุณา ยามเขาได้ดีมีสุข เราก็มีมุทิตา

นี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่หนักไปทางด้านความรู้สึก แทบไม่ต้องใช้ปัญญา

แต่ พอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์นี้ส่งผลเสียหายไปกระทบต่อตัวธรรม ตัววินัย ตัวหลักการ ตัวกฎกติกาขึ้นมา เราต้องหยุดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อรักษาตัวธรรมตัววินัยนั้นไว้ ตอนนี้ไม่ใช้ความรู้สึก แต่ต้องใช้ปัญญามาก เอาความรู้มาปรับหรือแม้แต่ระงับความรู้สึก

โลกวัชชะ khaosod

โลกวัชชะ

คอลัมน์ ศาลาวัด



เรื่องโทษที่ไม่ร้ายแรงในทางพระธรรมวินัยสงฆ์ เราเรียกว่า โลกวัชชะ ทำให้โลกติเตียนพระ ชาวโลกตำหนิติเตียน

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำว่า โลกวัชชะ (อ่านว่า โล-กะ-วัด-ชะ) ว่า โทษทางโลก, อาบัติที่เป็นโทษทางโลก, ข้อเสียหายที่ชาวโลกติเตียนว่าไม่เหมาะสมกับสมณะ

โลกวัชชะ ใช้เรียกอาบัติหรือความผิดของพระภิกษุที่ชาวโลกตำหนิติเตียนว่าไม่เหมาะไม่ควรแก่สมณะ

ความ ผิดที่เป็นโลกวัชชะนั้น เช่น การทะเลาะวิวาท ทำโจรกรรม ฆ่าคนตาย ความผิดอย่างนี้ แม้คนทั่วไปทำ ก็ถูกตำหนิติเตียนเหมือนกับพระภิกษุไปทำ แต่พระภิกษุที่ได้ชื่อเป็นผู้วางตัวเหมาะสม ยิ่งต้องถูกตำหนิมากขึ้น

อีก ประการ การกระทำบางอย่าง แม้ไม่เป็นความผิดตามพระวินัย แต่ก็เป็นโลกวัชชะ คือ ถูกตำหนิติเตียนได้ เช่น สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ส่งเสียงดังในที่ชุมนุมชน ไม่เอื้อเฟื้อแก่สตรีและเด็ก เป็นต้น

สำหรับ หลักเกณฑ์การพิจารณาความผิด ได้มีบัญญัติไว้ในพ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 เป็นกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยความผิดและวิธีลงโทษทางการปกครอง

โดยเจ้าสังกัด เจ้าของเขต มีอำนาจพิจารณาลงโทษแก่พระภิกษุหรือสามเณร เมื่อปรากฏว่าประพฤติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

(1) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา ด้วยการ

(ก) ละเมิดพระวินัยอันเป็นโลกวัชชะ

(ข) บิดเบือนพระธรรมวินัยให้วิปริต หรือกล่าวตู่พระธรรมวินัย หรือตีความพระธรรมวินัยตามความคิดเห็นของตนเอง โดยไม่ยึดหลักคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา

หรือ (ค) ประพฤติอื่นใดที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหาย แก่พระพุทธศาสนา หรือให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยามพระพุทธศาสนา

(2) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การปกครองคณะสงฆ์ด้วยการ

(ก) ฝ่าฝืน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ กฎกระทรวง กฎ มส. ข้อบังคับระเบียบ คำสั่ง มติ หรือประกาศของ มส.

(ข) ฝ่าฝืนพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเหนือตนที่สั่งโดยชอบ

(ค) ประพฤติอื่นใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่การบริหารงานของคณะสงฆ์

ใน กรณีพระภิกษุผู้กระทำผิดตาม (1) หรือ (2) เป็นพระสังฆาธิการ ให้เจ้าสังกัดหรือเจ้าของเขตใกล้ชิดที่ความผิดเกิดขึ้น เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยการลงโทษ

ทั้งนี้ โทษที่จะลงแก่พระภิกษุหรือสามเณรที่กระทำความผิดมี 4 สถาน คือ (1) ให้สละสมณเพศ (2) ตำหนิโทษ (3) ภาคทัณฑ์ (4) ว่ากล่าวตักเตือน

แต่ หากเป็นโทษที่พระรูปนั้นประพฤติไม่เหมาะสมกับสมณสารูป หรือโลกวัชชะ โทษที่จะลงแก่พระภิกษุหรือสามเณรที่กระทำความผิด คือ การว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น

วิดน้ำออกจากเรือ ข่าวสด

วิดน้ำออกจากเรือ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด



สภาวะในปัจจุบันนี้ ประเทศของเรากำลังประสบกับอุทกภัยครั้งใหญ่เกือบครึ่งประเทศ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก เราคนไทยทุกคนก็ควรที่จะช่วยเหลือกัน เอื้อเฟื้อกัน ให้กำลังใจกัน ในยามทุกยากเช่นนี้ ให้ข้ามพ้นอุทกภัยครั้งนี้ไปให้จงได้

อุทกภัย คือ ภัยจากน้ำท่วม เป็นภัยภายนอก เป็นภัยที่เกิดจากธรรมชาติ เป็นภัยที่ไม่สามารถห้ามได้ ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ วันไหน แต่น้ำคือภัยภายในคือ กิเลสนั้น สามารถจะวิดออกได้จากใจบุคคลผู้ที่ต้องการความสุข

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอจงวิดน้ำออกจากเรือ คืออัตภาพนี้ เรือที่เธอวิดน้ำออกแล้ว จักพลันถึงฝั่ง เธอตัดราคะ โทสะ โมหะได้แล้ว แต่นั้น เธอจักถึงซึ่งพระนิพพาน ตามพุทธพจน์นี้ พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าอัตภาพร่างกายเปรียบเสมือนเรือ ข้อปฏิบัติที่ขจัดกิเลส อาสวะ เปรียบด้วยการวิด กิเลสทั้งหลายเปรียบด้วยน้ำ

บุคคลที่อยู่ในเรือที่กำลังแล่นไป ต้องคอยระมัดระวังไม่ให้น้ำไหลเข้าเรือ ถ้าน้ำไหลเข้ามาในเรือ เรือก็จะถึงฝั่งได้ช้า หรืออาจอับปางลงในระหว่างทางก็ได้ เมื่อวิดน้ำให้แห้งอุดรูรั่ว แล้วรีบแจวรีบพาย ก็จะถึงที่หมายได้โดยไม่ช้า อัตภาพร่างกาย เปรียบเหมือนเรือ ใจก็เหมือนคนที่ไปในเรือหรือเจ้าของเรือ ถ้าไม่เอาใจใส่บำรุงรักษา ปล่อยให้มีรูรั่ว คือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ รุมเร้า ก็จะถึงกาลอวสานแห่งชีวิตก่อนวัยอันควร แต่ถ้าเจ้าของเอาใจใส่ระมัดระวังไม่ประมาท ก็อาจดำรงชีพอยู่ได้จนถึงอายุขัย

อนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสว่ามนุษย์ทั้งหลายที่ยังเวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม 4 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ

การที่จะวิดน้ำคือ กิเลส ให้ลดน้อยลงหรือให้หมดไป ต้องอุดช่องที่กิเลสจะไหลเข้าได้ทั้ง 6 ช่อง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่าอายตนะภายใน เป็นที่ตั้งแห่งการกระทบของ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ซึ่งเป็นอายตนะภายนอก หากไม่รู้จักปิดช่องเหล่านี้ แม้ตั้งใจจะขจัดกิเลสให้เบาบางหรือหมดสิ้นไป ก็ไม่อาจทำได้ เพราะกิเลสทั้งหลาย ยังมีช่องให้หลั่งไหลเข้าได้ การที่จะปิดช่องกิเลสที่แล่นเข้ามาหาทั้ง 6 ช่อง พระพุทธองค์ตรัสว่า จะต้องใช้สติปัญญา เป็นเครื่องกั้น สติ คือความระลึกได้อยู่เสมอว่ากิเลสกำลังเข้ามา ปัญญา คือ ให้รอบรู้เท่าทันกิเลสว่า นี้เป็นเสียง นี้เป็นรูป เมื่อได้ยินเสียง ได้เห็นรูป ก็ให้รู้เท่าทัน และให้คิดเพียงสักว่าเห็น เพียงสักว่าแต่ได้ยินเท่านั้น

ฉะนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลายควรหาโอกาสปลีกตนจากความกังวลวุ่นวายต่างๆ อบรมกาย วาจา ใจ ให้สงบ และไม่ควรพอใจหยุดอยู่ในคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่งที่ได้ประสบ เมื่อกิเลสอาสวะยังเหลืออยู่ ควรพยายามเพื่อบรรลุธรรมชั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป



พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร / www.watdevaraj.com 0-2281-2430

วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สินบนนำจับ matichononline

นัก กม.กฤษฎีกาชำแหละระบบ"สินบนนำจับ" อธิบดีกินรวบ2ต่อทุกคดี ฐานะ"ผู้สั่งการ-ผู้จับ"กดขี่"ผู้น้อย"

นายอรรถสิทธิ์ กันมล นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเขียนบทความวิชการ เรื่อง"การจ่ายเงินรางวัลตามกฎหมายไทย"ชี้ ให้เห็นข้อบกพร่องในระบบการ"จ่ายเงินรางวัล"(ที่ชาวบ้านมักเรียกสินบนนำจับ) หรือการจ่ายเงินรางวัลหรือเงินที่รัฐบาลจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ ปฏิบัติหน้าที่สืบสวนหรือจับกุมผู้กระทำความผิดที่กฎหมายกำหนดให้มีโทษปรับ ทางอาญาซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมายเกือบ 150 ฉบับว่า มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นซึ่งทำให้หัวหน้าหน่วยงานหรือหัวหน้าส่วน ราชการ(ระดับอธิบดี)มีอำนาจในการกำหนดผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลในระเบียบของ หลายหน่วยงาน


จึงมักปรากฏว่า มีการกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินรางวัลในฐานะ "ผู้สั่งการให้มีการจับกุม" และยัง มีสิทธิรับเงินรางวัลในทุกคดีซึ่งทำให้เกิดความไม่เสมอภาคต่อเจ้าหน้าที่ ระดับปฏิบัติงานเนื่องจากผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานมีสิทธิรับเงินรางวัล ในสัดส่วนที่สูงกว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยตรงในการจับกุม


ความไม่เป็นธรรมดังกล่าวมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ


หนึ่ง การมีผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้มีอำนาจกำหนดสัดส่วนเงินรางวัล

เนื่องจากการกำหนดผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลและการกำหนดสัดส่วนการได้รับ เงินรางวัล กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงานหรือหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ดังนั้น ในการกำหนดผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลในระเบียบของหลายหน่วยงานจึงมักปรากฏว่า ได้มีการกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินรางวัลใน ฐานะ "ผู้สั่งการให้มีการจับกุม" และยังมีสิทธิรับเงินรางวัลในทุกคดีด้วย


นอกจากนั้น ในการกำหนดสัดส่วนเงินรางวัลก็ปรากฏว่า ผู้ มีอำนาจได้กำหนดให้ตนเองหรือผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานมีสิทธิรับเงิน รางวัลในสัดส่วนที่สูงกว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยตรงในการจับ

การกำหนดเช่นนี้น่าจะไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการกำหนดให้มีเงินรางวัลที่ต้องการส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เพราะผู้มีอำนาจดังกล่าวจะทำหน้าที่ผู้บริหารหน่วยงานมากกว่าที่จะทำหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายและการที่ผู้มีอำนาจใช้อำนาจออกระเบียบที่ให้ประโยชน์แก่ตนเองเช่นนี้ อาจเข้าข่ายการมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วย


สอง การกำหนดสัดส่วนเงินรางวัลไม่สอดคล้องกับสัดส่วนการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่


เนื่องจากระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการหักเงินค่าปรับก่อนนำส่งคลัง พ.ศ.2546 กำหนดให้การพิจารณาจ่ายเงินรางวัลเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการโดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปฟ้องร้องมิได้


ดังนั้น ในกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการกำหนดสัดส่วนเงินรางวัลไม่สอดคล้องกับสัดส่วนการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น การ กำหนดให้ผู้บริหารองค์กรมีสิทธิรับเงินรางวัลในทุกคดีและในสัดส่วนที่สูง กว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวน สอบสวน หรือจับกุมเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนั้นก็มิอาจคัดค้านหรือโต้แย้งได้


กระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินในภาครัฐ ก็มิอาจตรวจสอบและแก้ไขระเบียบที่หัวหน้าส่วนราชการกำหนดให้เป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสมได้ เพราะได้กำหนดให้เป็นอำนาจเด็ดขาดของหัวหน้าส่วนราชการไปแล้ว


สาม การกระจายสัดส่วนเงินรางวัลที่มากเกินทำให้การจ่ายเงินรางวัลไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์


จากการตรวจสอบระเบียบของหลายหน่วยงาน พบว่า ผู้มีอำนาจได้กำหนดผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลให้ครอบคลุมถึงผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดใน หน่วยงานนั้น และกำหนดสัดส่วนเงินรางวัลให้กระจายไปยังเจ้าหน้าที่กลุ่มต่างๆ ทำให้เจ้าหน้าที่แต่ละกลุ่มได้รับเงินรางวัลในจำนวนน้อยจนไม่อาจสร้างแรงจูง ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายโดยตรงปฏิบัติหน้าที่ อย่างมีประสิทธิภาพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตได้ ซึ่งนั่นย่อมทำให้การจ่ายเงินรางวัลไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์


บทความดังกล่าวระบุว่า การจ่ายเงินรางวัลดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ก็เพื่อส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยเป็นการจายเงินรางวัลเพื่อชดเชยค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีราย ได้น้อย เป็นการสร้างแรงจูงใจแก่เจ้าหน้าที่มิให้ทุจริตจากการรับสินบนหรือประโยชน์ ตอบแทนอื่นที่มิชอบด้วยกฎหมายจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือเป็นการจ่าย เงินรางวัลเพื่อตอบแทน ภาระงานที่มีลักษณะพิเศษ เช่น งานที่มีความเสี่ยงอันตราย อย่างไรก็ตาม การที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบางตำแหน่งมีสิทธิได้รับเงินรางวัล ซึ่งเป็นสิทธิพิเศษแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยทั่วไป อาจก่อให้เดปัญหาอย่างน้อย 2 ประการ คือ


(1) การเกิดพฤติกรรมบิดเบือนจากสิ่งที่ควรกระทำ (Moral Hazard) เช่น มุ่งเน้นปฏิบัติงานเฉพาะงานที่มีรางวัลสูงๆ หรือชอบที่จะปราบปรามมากกว่าการป้องกันซึ่งไม่มีผลตอบแทนอะไร


(2) การสร้างความไม่เป็นธรรม ในระบบการทำงานของข้าราชการกลุ่มหนึ่งที่ได้ผลตอบแทนจากการปฏิบัตหน้าที่ตาม ปกติสูงกว่าข้าราชการอื่นซึ่งหมายถึงการปฏิบัติที่ไม่เสมอภาคและไม่เท่า เทียมกัน


ปัจจุบันการจ่ายเงินรางวัลมีปรากฏอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การจ่ายเงินรางวัลตามข้อบังคับกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการหักเงินค่าปรับก่อนนำส่งคลัง พ.ศ. 2546 และ การจ่ายเงินรางวัลตามพระราชบัญญัติต่างๆ ที่บัญญัติให้มีการจ่ายเงินรางวัล สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้


การจ่ายเงินรางวัลตามข้อบังคับกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการหักเงินค่าปรับก่อนนำส่งคลัง พ.ศ. 2546


การหักเงินค่าปรับก่อนนำส่งคลังเพื่อจ่ายเป็นเงินรางวัลให้แก่เจ้า หน้าที่ของรัฐตามข้อบังคับกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการหักเงินค่าปรับก่อนนำส่งคลัง พ.ศ. 2546 เกิดขึ้นจากนโยบายในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องการเพิ่มค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการ ทำงานและเป็นค่าตอบแทนการปฏิบัติงานที่ยากลำบากและเสี่ยงอันตราย


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 4 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ.2491 ออกข้อบังคับกระทรวงการคลังว่าด้วยการหักเงินค่าปรับก่อนนำส่งคลัง พ.ศ 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้หัวหน้า ส่วนราชการ หรือผู้ได้รับมอบหมายมีอำนาจหักเงินค่าปรับซึ่งได้รับชำระจากผู้กระทำความ ผิดทางอาญาตามฐานความผิดที่บัญญัติไว้ในกฎหมายจำนวน 132 ฉบับ ก่อนนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อจ่ายเป็นเงินสินบนรางวัลและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน


การจ่ายเงินรางวัลตามกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติให้จ่ายเงินรางวัล


ปัจจุบันมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติจำนวน 15 ฉบับ ที่บัญญัติให้มีการจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าหน้าที่ผู้จับผู้กระทำความผิด และกฎหมายดังกล่าวมิได้อยู่ในบัญชีรายชื่อกฎหมายแนบท้ายประกาศกระทรวงการ คลัง เรื่อง การกำหนดประเภท และอัตราการหักเงินค่าปรับก่อนนำส่งคลัง ซึ่งได้แก่ (1) พระราชบัญญัติการไฟฟ้า พ.ศ. 2503 (2) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 (3) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 (4) ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 16 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2514 (5) พระราชบัญญัติไพ่ พ.ศ.2486


(6) พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (7) พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2529 (8) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 (9) พระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ. 2522 (10) พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510


(11) พระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (12) พระราชบัญญัติ ศุลกากร พ.ศ. 2469 (13) พระราชบัญญัติส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 (14) พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 และ (15) พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489

ปัจจุบันความแตกต่างกันของการกำหนดบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคกันในระบบของการปฏิบัติราชการ 3 ประการ คือ


1.เกิดความไม่เสมอภาคระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน โดยหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายซึ่งกำหนดให้มีเงินรางวัลจะมีสิทธิรับเงิน รางวัลเป็นค่าตอบแทนพิเศษจากการปฏิบัติหน้าที่ ในขณะที่หน่วยงานบางแห่งซึ่งทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ในกฎหมายมิได้กำหนดให้มีการจ่ายเงินรางวัล เจ้าหน้าที่ดังกล่าวก็จะไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าวได้


2.เกิดความไม่เสมอภาคระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใน หน่วยงานที่ต่างกัน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานที่กำหนดผู้มีสิทธิรับ เงินรางวัลอย่างกว้าง จะมีผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจับ เช่น เจ้าหน้าที่ธุรการทั่วไป มีสิทธิรับเงินรางวัล


ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่เดียวกันแต่ปฏิบัติ หน้าที่อยู่ในหน่วยงานอื่นที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ โดยตรง ในการจับเป็นผู้มีสิทธิรับเงินรางวัล ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นไม่มีสิทธิรับเงินรางวัล


3.เกิดความไม่เสมอภาคระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน โดยในกรณีที่มีการกำหนดให้ผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลจำกัดเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้ จับในความหมายอย่างแคบ แต่ในการดำเนินการเพื่อให้มีการจับนั้นยังมีเจ้าหน้าที่อื่นร่วมดำเนินการ ด้วยแต่มิได้กำหนดให้เป็นผู้มีสิทธิรับเงินรางวัล ทำให้เจ้าหน้าที่ซึ่งดำเนินการร่วมกันเพื่อให้มีการจับในหน่วยงานเดียวกันมี ทั้งที่มีสิทธิรับเงินรางวัลและไม่มีสิทธิรับเงินรางวัล


จากสภาพปัญหาของการจ่ายเงินรางวัลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า บทบัญญัติกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศเกี่ยวกับการจ่ายเงินรางวัลที่ใช้บังคับในปัจจุบันยังมีปัญหาหลาย ประการ ทำให้การจ่ายเงินรางวัลไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้การบังคับ ใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพได้ จึงเห็นควรพิจารณาดำเนินการใน 2 แนวทาง ดังต่อไปนี้


1.การทบทวนนโยบายเกี่ยวกับการจ่ายเงินรางวัลตามกฎหมาย


โดยที่การจ่ายเงินรางวัลเป็นการจ่ายเงินเพื่อ


(1) ชอเชยค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีรายได้น้อย


(2) สร้างแรงจูงใจแก่เจ้าหน้าที่มิให้ทุจริตจากการปฏิบัติหน้าที่


และ(3) ตอบแทนภาระงานที่มีลักษณะพิเศษ เช่น งานที่มีความเสี่ยงอันตราย โดยเป็นการนำเงินซึ่งได้จากการหักเงินค่าปรับก่อนนำส่งคลัง หรือแบ่งจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดได้จากการ กระทำผิดกฎหมาย โดยเงินในส่วนนี้จะไม่ตกเป็นเงินในระบบงบประมาณแผ่นดินแต่ให้หน่วยงานของรัฐ บริหารจัดการตามระเบียบที่กำหนดขึ้นโดยกระทรวงการคลังจะกำกับดูแลการใช้จ่าย เงินโดยการวางกรอบในข้อบังคับและประกาศแต่มิได้พิจารณาลงไปในรายละเอียดของ การกำหนดผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลและอัตราหรือสัดส่วนเงินรางวัล


ดังนั้น จึงทำให้กระทรวงการคลังไม่สามารถควบคุมการใช้จายเงินดังกล่าวให้เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกันได้ และการกำหนดให้มีเงินรางวัลยังสร้างปัญหาความไม่เสมอภาคระหว่างหน่วยงานของ รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว


เนื่องจากปัจจุบันการกำหนดค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ ได้กำหนดให้มีการจ่ายเงินซึ่งมีวัตถุประสงค์ไม่ต่างจากวัตถุประสงค์ของการ จ่ายเงินรางวัลอยู่แล้วเช่น การชดเชยค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีรายได้น้อยหรือการสร้างแรงจูงใจ แก่เจ้าหน้าที่มิให้ทุจริตได้กำหนดให้มีเงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ เงินรางวัลประจำปี หรือเงินเพิ่มค่าครองชีพตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นต้น หรือการกำหนดเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีความเสี่ยงภัย


ดังนั้น การที่จะส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพจึงสามารถใช้ช่องทางตามระบบการกำหนดค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐที่มี อยู่พิจารณากำหนดค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า หน้าที่แทนระบบการจ่ายเงินรางวัลที่ดำเนินการและมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้กระทรวงการคลังสามารถกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินในภาครัฐให้เกิด ประโยชน์สูงสุดและเกิดความเสมอภาคกันในระบบราชการมากยิ่งขึ้น


2.การปรับปรุงกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศเกี่ยวกับการจ่ายเงินรางวัล


ในกรณีที่เห็นว่ายังมีเหตุผลความจำเป็นที่ควรให้มีระบบการจ่ายเงิน รางวัลต่อไป เพื่อให้การจ่ายเงินรางวัลมีมาตรฐานและเป็นการส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมาย ให้มีประสิทธิภาพได้จริง สมควรปรับปรุงกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศเกี่ยวกับการจ่ายเงินรางวัล ในประเด็นดังนี้


การกำหนดผู้มีสิทธิรับเงินรางวัล

เนื่องจากการกำหนดผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลตามข้อบังคับกระทรวงการคลังได้ กำหนดให้เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการโดยไม่มีกรอบการใช้ดุลพินิจ ในทางปฏิบัติจึงมีการกำหนดผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลที่แตกต่างกัน เพื่อให้การกำหนดผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลของหน่วยงานต่างๆ มีมาตรฐานยิ่งขึ้น สมควรแก้ไขนิยาม "เจ้าหน้าที่ผู้จับ" ใน 4 แห่งข้อบังคับกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการหักเงินค่าปรับก่อนนำส่งคลัง พ.ศ. 2547 โดยกำหนดให้กระทรวงการคลัง ต้องวางระเบียบเพื่อกำหนดรายละเอียดของลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ว่าการ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหน้าที่ใด หรือการปฏิบัติหน้าที่ลักษณะใดบ้างที่จะถือเป็นผู้มีส่วนร่วมในการจับกุมผู้ กระทำผิดหรือเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่อันได้มาซึ่งเงินค่า ปรับ


นอกจากนั้น เห็นควรแก้ไขความในข้อ 4 แห่งระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2546 โดยกำหนดให้ระเบียบที่กำหนดผู้มีสิทธิรับเงินรางวัลซึ่งหัวหน้าส่วนราชการ ต่างๆ กำหนดขึ้นต้องเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้กระทรวงการคลังมีโอกาสตรวจสอบความเหมาะสมของการกำหนดผู้มีสิทธิรับ เงินรางวัล


การกำหนดอัตราและสัดส่วนเงินรางวัล


(1) เนื่องจากการกำหนดอัตราการจ่ายเงินรางวัลยังมีทั้งที่กำหนดเพดานขั้นสูงของ เงินรางวัลและที่มิได้กำหนด เพื่อให้เกิดมาตรฐานในการกำหนดอัตราเงินดังกล่าวควรที่จะได้มีการกำหนดเพดาน ขั้นสูงของเงินรางวัลจากการบังคับใช้กฎหมายทั้ง 132 ฉบับท้ายประกาศกระทรวงการคลังฯ ในลักษณะเช่นเดียวกับการกำหนดเพดานอัตราเงินรางวัลตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดประเภทและอัตราการหักเงินค่าปรับก่อนนำส่งคลัง (ฉบับที่ 4)


(2) เห็นควรแก้ไขความในข้อ 4 แห่งระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พ.ศ. 2546 โดยกำหนดให้ระเบียบที่กำหนดสัดส่วนเงินรางวัลซึ่งหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ กำหนดขึ้น ต้องเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้กระทรวงการคลังมีโอกาสตรวจสอบความเหมาะสมของการกำหนดสัดส่วนเงิน รางวัล

(หมายเหตุ-เป็นการนำลทความมานำเสนอเฉพาะบางส่วน ผู้ที่ต้องการอ่านฉบับเต็มดูได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา http://www.krisdika.go.th/wps/portal/general)

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ฉลาดผูก ฉลาดแก้ khaosod

ฉลาดผูก ฉลาดแก้

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด



ใน การอยู่ร่วมกันในสังคม ย่อมจะมีปัญหาน้อยใหญ่เข้ามากระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อปัญหาเกิดขึ้นกับเราแล้ว สิ่งสำคัญเราจะต้องมีปฏิภาณ คือความฉลาด มาแก้ไขปัญหาต่างๆ ส่วนใครจะฉลาดมาก ฉลาดน้อย ย่อมแล้วแต่ความรู้ที่ได้เล่าเรียนได้สัมผัสมา ถ้ามีความรู้มาก ก็ยิ่งมีกำลังสามารถมาก ถ้ามีความรู้ความฉลาดน้อย แต่ได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติม ก็อาจจะฉลาดได้

คนบางคนเพียงแต่ฉลาด ผูกแต่ไม่ฉลาดแก้หรือเพียงแต่ฉลาดแก้แต่ไม่ฉลาดผูก ก็ย่อมที่จะไม่อำนวยให้ชีวิตของเขาประสบความสำเร็จได้ ต้องฉลาดทั้งผูกและฉลาดทั้งแก้ เราเรียกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายๆ ด้านว่า เป็นผู้มีความสามารถสูงนั้น ในความเป็นจริงแล้ว ความสามารถดังกล่าวก็คือความเป็นผู้ฉลาดผูกฉลาดแก้นั่นเอง

คำว่า ฉลาดผูกนั้น หมายถึง ให้เรารู้จักผูกไมตรี ให้มีมนุษยสัมพันธ์ในสังคม เราต้องยอมรับความจริงว่า คนเราจะอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ นักปราชญ์กล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมาโดยหวังที่จะให้อยู่กันเป็นหมู่เป็นสมาคม ต้องพึ่งพาอาศัยกันช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จึงจะมีความสุข สมกับเป็นมนุษย์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า คนที่จะมีพวกพ้องเพื่อนฝูงมาก หรือ ควบคุมบริษัทบริวารให้มีความรักใคร่สนิทสนมกับตนได้นั้น ต้องประพฤติตามหลักธรรมสำหรับยึดเหนี่ยวน้ำใจคน ที่เรียกว่า สังคหวัตถุ เพราะเป็นความประพฤติอันดีงาม สามารถเหนี่ยวรั้งน้ำใจผู้อื่นให้รักใคร่เคารพนับถือทั้งต่อหน้าและลับหลัง อย่างไม่จืดจาง สังคหวัตถุ 4 ประการคือ 1.ทาน การให้ 2.ปิยวาจา พูดวาจาไพเราะ อ่อนหวาน 3.อัตถจริยา ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และ 4.สมานัตตตา การวางตนเสมอต้นเสมอปลายไม่ถือตัว

ส่วนคำว่า ฉลาดแก้ หมายถึง ความฉลาดสามารถในการแก้ไขปัญหา หรือความยุ่งยากของชีวิต มนุษย์เรานั้นมีความยุ่งอยู่ 2 อย่าง คือ 1.ยุ่งภายใน 2.ยุ่งภายนอก ยุ่งภายในนั้นเป็นเรื่องของจิตใจ คือ จิตใจดิ้นรนกระวนกระวาย ไม่มีความสงบ เพราะถูกความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าครอบงำ ขาดความอิสระ ขาดความสุขใจ เมื่อเกิดความยุ่งภายในขึ้น ถ้าระงับไว้ไม่อยู่ก็แสดงออกมาภายนอกทางตาบ้าง ทางปากบ้าง ทางมือบ้าง ทำให้พฤติกรรมทางกาย วาจา ของเราผิดปกติไป ส่วนยุ่งภายนอก หมายถึง ยุ่งเรื่องทรัพย์สมบัติ เรื่องญาติพี่น้อง เรื่องการอุปโภคบริโภค สาเหตุที่มนุษย์เราต้องยุ่งกันอย่างนี้ ก็เพราะความอยาก ซึ่งความอยากก็มีหลายประเภท เช่น อยากมี อยากเป็น อยากรวย อยากสวย อยากสุข อยากสบาย เป็นต้น ความอยากแต่ละอย่าง เกิดขึ้นที่ใจก่อน เมื่อใจเกิดอยากขึ้นแล้วก็เป็นเหตุให้มีการกระทำทางกาย ทางวาจา อยากอย่างใด ก็ทำอย่างนั้น ทำให้พอแก่ความอยาก แต่ใจของเราไม่เคยรู้จักพอ พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักเต็ม จึงทำให้คนเราต้องลำบากเดือดร้อน ดังนั้นเมื่อเกิดความอยากขึ้น ท่านบอกให้ฉลาดในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ความรู้จักพอประมาณ พอดี พอเพียงนั่นเอง

ฉะนั้น ความเป็นผู้ฉลาดผูกฉลาดแก้ เป็นคุณสมบัติอันสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตในสังคมยุคปัจจุบัน เพราะผู้ที่ฉลาดผูกไมตรีโดยยึดหลักสังคหวัตถุ 4 ประการ ย่อมเป็นที่เคารพนับถือของคนโดยทั่วไป สามารถที่จะทำให้สังคมร่มเย็นเป็นสุขได้ ส่วนผู้ฉลาดแก้ ย่อมเป็นอุบายวิธีในการสร้างความสุขให้แก่ตัวเอง สร้างครอบครัวให้มีความมั่นคง ลดปัญหาสังคมลงได้ ดังนั้นสมควรที่ท่านสาธุชนจะน้อมนำไปพิจารณาด้วยปัญญาอันชอบ แล้วปฏบัติตามกำลังและโอกาส ย่อมก่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตตลอดไป



พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร / www.watdevaraj.com 02-281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 02-281-2430

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สมณสารูป khaosod

สมณสารูป

คอลัมน์ ศาลาวัด



เราคงเคยได้ยินเวลาที่พระภิกษุประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมว่า "กระทำการไม่เหมาะสมกับสมณสารูป"

คำว่า 'สมณสารูป' ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความถึง ที่สมควรแก่พระ กิริยามารยาทที่สมควรแก่สมณะ

มงคลชีวิต (The Blessings of Life) ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ 38 ข้อ หรือ เรียกว่า มงคล 38 ประการ

ในมงคลที่ 29 เห็นสมณะ ลักษณะของสมณะ ที่เหมาะสมกับสมณสารูป

สมณะ ต้องสงบกาย คือ มีความสำรวม ไม่คะนอง ไม่มีกิริยาร้าย เช่น ทุบตี ชกต่อย ฆ่าฟัน สะพายดาบ พกมีดพกปืน เดินขบวน หรือเฮโลยกพวกเข้าชิงดีชิงเด่น แย่งที่อยู่ที่ทำกินกัน อันเป็นกิริยาของคนไม่สงบ คนที่เป็นสมณะไม่ว่าจะเข้าที่ไหน จะอยู่ที่ไหน ย่อมจะไม่ทำความชอกช้ำแก่ใคร

ครั้ง หนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชมพระโมคคัลลานะ ในเรื่องนี้ว่า "ท่านแม้จะมีฤทธิ์เดชมาก แต่ไม่ว่าจะไปที่ใด ก็ไม่เคยทำความช้ำชอกแก่ตระกูลนั้นเลย จะบิณฑบาตรับของถวายอะไรก็ตาม ก็คอยดูว่าเขาจะเดือดร้อนไหม รับแต่พอประมาณ เปรียบเหมือนแมลงภู่บินเข้าสวน ดูดเกสรดอกไม้จนอิ่มหนำสำราญ แต่ไม่เคยทำความช้ำชอกให้แก่ดอกไม้เลย"

นอกจากนี้ สมณะยังต้องคำนึงถึงสมณสารูป คือ จะทำอะไรต้องให้ควรแก่สมณวิสัย

สมณะ ต้องสงบวาจา คือ ไม่เป็นคนปากร้าย ไม่นินทาว่าร้ายใคร ไม่ยุยงใส่ร้ายป้ายสีกัน จะเป็นระหว่างพระกับพระ หรือพระกับฆราวาสก็ตาม จะทำไปโดยอ้างคณะ อ้างนิกาย อ้างวัด อ้างพวกไม่ได้ทั้งนั้น มีแต่วาจาที่เป็นอรรถเป็นธรรม ไม่ใช่วาจาเหมือนคมหอกคมดาบ แม้การพูดให้คนอื่นกระดากขวยเขิน เช่น พูดจาเกาะแกะผู้หญิงเล่นสนุกๆ ก็ผิดสมณสารูป

สมณะต้องสงบใจ คือ ทำใจให้หยุดนิ่งเป็นสุขอยู่ภายใน สงบจากบาปกรรม ตรึกนึกถึงธรรมเป็นอารมณ์ ไม่ใช่ทำเป็นสงบแต่เปลือกนอกเหมือนเสือเฒ่าจำศีล จิตใจของสมณะที่แท้ย่อมเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ไม่เป็นภัยต่อผู้ใด

การที่มีความสงบกาย วาจา ใจ ทั้ง 3 ประการนี้ ส่งผลให้สมณะมีความสง่างามอยู่ในตัว

มี คำอยู่ 2 คำที่ใช้ชมความงามของคน คือ ถ้าชมชายหนุ่มหญิงสาวทั่วไป เราใช้คำว่า สวยงาม แต่ถ้าจะชมสมณะเราใช้คำว่า สง่างาม เป็นความงามที่สง่า และยังมีความสงบเสงี่ยมอยู่ในตัว ทั้งสง่างามและสงบเสงี่ยม เพราะมีความเชื่อมั่นในคุณธรรมที่ตนเองปฏิบัติอยู่ มีความอิ่มเอิบอยู่ในธรรม เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงอานิสงส์ของการประพฤติดีปฏิบัติชอบ

สมณะจึงเป็นมาตรฐานความประพฤติของชาวโลกทั้งหลาย