วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มีศิลปะ มีวินัยดี khaosod

มีศิลปะ มีวินัยดี

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


ศิลปะ คือ สิ่งที่แสดงออกถึงความงดงาม และมีสุนทรียภาพ



อยากเป็นคนมีศิลปะ ควรฝึกให้มีคุณสมบัติ เช่น มีความรักและศรัทธาในความงดงามของสิ่งต่างๆ หมั่นสังเกตพิจารณา มีความประณีต มีอารมณ์ละเอียดอ่อน มีความคิดสร้างสรรค์



งานที่ทำแล้วจัดว่าเป็นศิลปะ ต้องเป็นงานที่ทำด้วยความประณีต ทำให้สิ่งของต่างๆ มีคุณค่าสูงขึ้น ทำแล้วส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทำแล้วให้เกิดความน่าเลื่อมใสศรัทธา ไม่ทำให้เกิดกิเลสเกิดกามราคะ ไม่ทำให้เกิดความคิดพยาบาททำลายล้างผลาญ



คุณสมบัติของผู้มีศิลปะ ต้องมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่จะทำ ว่าเป็นสิ่งดี มีประโยชน์จริง มีใจรักที่จะทำและตั้งใจว่า จะต้องทำให้สำเร็จ อย่าเป็นคนโอ้อวด เพราะไม่มีใครอยากสอน ไม่มีใครอยากแนะนำ อย่าเป็นคนเกียจคร้าน ให้มีความเพียรพยายาม อดทน รู้จักสังเกตและพิจารณา



การมีศิลปะ ย่อมทำให้มีความสามารถมากกว่าผู้อื่น สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เป็นคนฉลาด ช่างสังเกต มีปฏิภาณไหวพริบดี ทำให้เป็นคนมั่งคั่งสมบูรณ์ ได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า ทำให้โลกเจริญทั้งด้านวัตถุและทางด้านจิตใจ



วินัย คือ ข้อกำหนด ข้อบังคับ กฎเกณฑ์เพื่อควบคุมให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยนั่นเอง มีทั้งวินัยของพระภิกษุสงฆ์และ ของฆราวาสคนทั่วไป



สำหรับของพระภิกษุสงฆ์ มีการรักษาสิกขาบทอย่างเคร่งครัดตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ในพระปาฏิโมกข์



มีการสำรวมอายตนะทั้ง 6 ระมัดระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไว้ ไม่ให้หลงเพลิดเพลินติดกับอารมณ์ที่มาสัมผัส กับอายตนะเหล่านั้น จนก่อให้เกิดกิเลสขึ้น



มีการหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ ที่ทรงอนุญาต คือการเที่ยวบิณฑบาต แสดงธรรม เที่ยวไปโดยอาการสำรวม ไม่หาเลี้ยงชีพโดยทางที่ไม่ชอบ ไม่เหมาะสมแก่สมณเพศ



มีการพิจารณาในสิ่งของ ให้รู้ถึงคุณประโยชน์ของสิ่งของ เหล่านั้นอย่างแท้จริง โดยใช้เพื่อบริโภค เพื่อประโยชน์ความอยู่รอด และความเป็นไปของชีวิตเท่านั้น



ส่วนวินัยของบุคคลทั่วไป มีการละเว้นจากอกุศลกรรมบถ 10 ประการ คือ ไม่ฆ่าชีวิตคน หรือสัตว์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ลักทรัพย์ สิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตัว ไม่ประพฤติผิดในกาม ข่มขืนกระทำชำเรา ไม่พูดโกหกหลอกลวงให้หลงเชื่อ ไม่พูดส่อเสียดนินทาว่าร้าย ไม่พูดจาหยาบคายให้เป็นที่แสลงหูคนอื่น ไม่พูดจาเพ้อเจ้อไร้สารประโยชน์ ไม่คิดอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ไม่คิดร้ายผูกใจเจ็บแค้น คนอื่น ไม่เห็นผิดเป็นชอบ เช่น เห็นว่าบาปหรือบุญ ไม่มีจริง



การมีวินัย เป็นบ่อเกิดแห่งโภคสมบัติและทำให้สามารถ ใช้ทรัพย์ได้เต็มที่ ไม่ต้องระแวงว่าจะมีใครมาทวงคืน มีชีวิตอยู่เป็นสุข เกียรติคุณย่อมฟุ้งขจรไป เป็นคนเชื่อได้ แกล้วกล้าอาจหาญในท่ามกลางชุมชน เป็นคนไม่หลงลืมสติ ตายแล้วย่อมไปเกิดในสวรรค์ มีสุคติเป็นที่ไป



ถ้าเราต้องการก้าวไปสู่ความดีความก้าวหน้า ต้องการความบริสุทธิ์กระจ่างแจ้ง ต้องการยกฐานะให้สูงขึ้น จึงควรรักษาวินัย ผู้มีวินัยดี คือ ผู้ที่รักษาวินัยอย่างถูกต้องและเคร่งครัดนั่นเอง

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อยู่ในถิ่นที่สมควร khaosod

อยู่ในถิ่นที่สมควร

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร www.watdevaraj.com


การอยู่ในถิ่นที่สมควร ประกอบด้วยสิ่งแวดล้อมเป็นที่สบาย คือ อาวาสเป็นที่สบาย หมายถึง อยู่แล้วสบาย เช่น การเดินทางไปมาสะดวก ไม่มีภัยอันตราย สะอาด อากาศดี

อาหารเป็นที่สบาย หมายถึง อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เช่น มีแหล่งอาหารที่แสวงหามาได้ง่าย และสามารถจัดซื้อหามาได้ง่าย เป็นแหล่งชุมชน ไม่มีแหล่งอบายมุข

บุคคลเป็นที่สบาย หมายถึง ถิ่นที่มีคนดี จิตใจโอบอ้อมอารี พึ่งพาอาศัยกันได้ มีศีลธรรมไม่มีโจรผู้ร้าย นักเลงอันธพาล หรือใกล้แหล่งอิทธิพลผู้มีความเห็นผิดคิดผิด

ธรรมะเป็นที่สบาย หมายถึง มีที่พึงทางใจคือธรรมะ มีวัด สถานที่ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม มีโรงเรียน หรือแหล่งศึกษาหาความรู้ อยู่ในละแวกนั้น

วิธีทำบ้านให้น่าอยู่ ดูแลบ้านให้สะอาด เป็นระเบียบ มีทางถ่ายเทอากาศได้สะดวก เลือกซื้อเลือกทำอาหารให้ถูกหลักอนามัย จูงใจคนในบ้านให้มีความเคารพเชื่อฟังซึ่งกันและกัน ละเว้นอบายมุข มีความขยันหมั่นเพียร มีน้ำใจต่อกัน โดยเริ่มปรับปรุงที่ตัวเราเองให้ดีก่อน แล้วจึงชักชวนผู้อื่นให้ปฏิบัติตาม

ชักนำกันไปวัดทำบุญ รักษาศีล ฟังเทศน์ ฝึกสมาธิจิต เป็นประจำ จัดบ้านให้มีอุปกรณ์เครื่องส่งเสริมทางใจ เช่น มีห้องพระหรือหิ้งพระ มีหนังสือธรรมะ เป็นต้น แล้วชักชวนกันให้ไหว้พระสวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนาที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ

การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ได้รับความสุขกายสุขใจเต็มที่ มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม มีโอกาสบำเพ็ญบุญเต็มที่ ทั้งทาน ศีล ภาวนา

ได้ลาภอันประเสริฐ คือ ได้ความศรัทธาในพระรัตนตรัย

ได้ฟังพระธรรมอันประเสริฐ คือ ได้ฟังคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า

ได้เห็นอย่างประเสริฐ คือ ได้เห็นพระรัตนตรัย

ได้รู้พระสัทธรรมอันประเสริฐ คือ ได้ศึกษาธรรมะ

ได้การศึกษาอย่างประเสริฐ คือ ได้ศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา

ได้การบำรุงอันประเสริฐ คือ ได้บำรุงพระพุทธศาสนา

ได้ระลึกถึงอย่างประเสริฐ คือ มีใจระลึกถึงพระรัตนตรัย ไม่ประมาทด้วยการปฏิบัติธรรม

ได้ที่พึ่งอันประเสริฐสูงสุด คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ได้อริยทรัพย์อันประเสริฐ เป็นหนทางดำเนินไปสู่พระนิพพาน

ผู้ที่อยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมเหมาะสม เพื่อประกอบสัมมาชีพตามความถนัดของแต่ละบุคคลได้อย่างสะดวกสบาย เป็นบ้านเมืองที่สงบเรียบร้อย ปราศจากภัยพิบัติอันตราย เป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน การคมนาคมไปมาสะดวก เป็นประเทศเป็นที่ประดิษฐานมั่นคงแห่งคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้มีความมุ่งหมายจะประกอบอาชีพทางใด ก็สามารถดำเนินชีวิตให้เป็นไปทางนั้นตามความประสงค์

คนที่ควรบูชา khaosod

คนที่ควรบูชา

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


การบูชา คือ การแสดงความเคารพต่อบุคคลที่เรานับถือ ยกย่อง เลื่อมใสศรัทธา

การบูชา มี 2 ประเภท คือ

1.อามิสบูชา คือ การบูชาด้วยสิ่งของ เช่น การให้เงินหรือมอบวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่สมควรให้แก่มารดาบิดา เป็นต้น หรือนำดอกไม้ ธูปเทียนของหอมไปบูชาพระรัตนตรัย

2.ปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการปฏิบัติดูแลมารดาบิดาผู้มีพระคุณทั้งหลาย รักษาศีล ปฏิบัติพระกรรมฐาน เจริญสมาธิภาวนา ฝึกจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน มีปัญญาเห็นแจ้งในสัจธรรมตามสภาพความเป็นจริง ละความโลภ โกรธ หลงได้อย่างสิ้นเชิง

บุคคลที่ควรเคารพบูชา มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า (พระอรหันต์ที่ตรัสรู้เฉพาะตนเอง สั่งสอนธรรมให้แก่ผู้อื่นไม่ได้ เกิดขึ้นในสมัยที่ว่างจากพระพุทธศาสนา) พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์ผู้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มารดาบิดา ครูอาจารย์ ที่มีความรู้ดี มีความสามารถ หรือผู้บังคับบัญชาที่มีความประพฤติดี ตั้งอยู่ในคุณธรรม

วิธีการบูชาที่ใช้กันมากคือการกราบไหว้ ซึ่งผู้ที่กราบนั้นต้องศึกษามีความรู้ความเข้าใจเสียก่อน ไม่ใช่เห็นเขากราบก็กราบตาม เห็นเขาไหว้ก็ไหว้ตาม โดยที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริง การกราบอย่างนี้ได้ประโยชน์น้อย เมื่อยมือเปล่าๆ เช่น กราบพระแล้วขอในสิ่งไม่สมควรจะขอ อย่างนี้เรียกว่ากราบอย่างงมงาย

การกราบพระต้องยึดถือเอาหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติตาม เช่น

กราบครั้งที่ 1 ระลึกถึงพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงมีปัญญามาก สามารถพิจารณาเห็นทุกข์ และคิดค้นหาวิธีการดับทุกข์ได้ด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้เพราะพระองค์ได้ทรงศึกษาพระธรรมและฝึกฝนอบรมจิตมาอย่างดี จึงมีใจใสสว่าง สามารถตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณได้ ไม่มีอาสวะกิเลส

กราบครั้งที่ 2 ระลึกถึงพระบริสุทธิคุณของพระองค์ ที่ทรงมีความบริสุทธิ์ทั้งทางกาย วาจา และใจ เพราะพระองค์ทรงรักษาศีลมาอย่างบริบูรณ์ ไม่เคยให้ร้ายแก่ใคร เป็นตัวอย่างในการรักษาศีลได้เป็นอย่างดี

กราบครั้งที่ 3 ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงเทศนาสั่งสอนผู้คนทั้งหลาย โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญทาน และช่วยเหลือสัตว์โลกมานับภพไม่ถ้วนจึงมีความเมตตากรุณาเป็นเลิศ

การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นการทำความเห็นถูกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และทำความเห็นถูกที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น ทำให้มีกิริยามารยาทสุภาพอ่อนโยน น่ารักน่านับถือ ทำให้จิตใจผ่องใส เพราะระลึกถึงกุศลธรรมอยู่เสมอ

ทำให้สติปัญญาบริบูรณ์ขึ้น เพราะมีความสำรวมระวัง เป็นการป้องกันความประมาท ช่วยป้องกันความลืมตัวความหลงผิดได้ เพราะระลึกอยู่เสมอว่า ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่าตนยังมีอยู่ ทำให้เกิดมีกำลังใจมีศรัทธามากขึ้น สามารถคุ้มครองป้องกันตนให้พ้นจากอุปสรรคและภัยต่างๆ จากเหล่าคนพาลได้

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ออกพรรษา-ปวารณากัน khaosod

ออกพรรษา-ปวารณากัน

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้วทำปวารณากัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการจำพรรษาของพระสงฆ์



คำว่า ปวารณา หมายความว่า ยอมให้ใช้ ยอมให้ขอ และยอมให้ว่ากล่าว ตักเตือน



ธรรมดาคนโดยทั่วไปย่อมจะมีการพูด การคิด การทำ ผิดไปจากความชอบธรรม จารีตประเพณี ระเบียบวินัยบ้าง



พระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษามากรูปด้วยกัน บางรูปอาจจะประพฤติปฏิบัติผิดไปจากธรรมวินัยบ้าง ถ้าไม่ยอมให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือน หรือไม่มีการกล่าวตักเตือน ก็จะเข้าใจว่า ความประพฤติของตนถูกต้อง และจะประพฤติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ความเสื่อมเสียก็จะเกิดขึ้น แก่หมู่คณะ จึงทำให้เกิดการแตกสามัคคี



ดังมีเรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี 2 พวก คือ พวกพระวินัยธร และพวกพระธรรมกถึก ถือทิฏฐิมานะเข้าหากัน แม้พระพุทธเจ้าจะทรงชี้โทษแห่งความแตกสามัคคี ทรงขอร้องให้ปรองดองกัน ภิกษุเหล่านั้นก็ไม่เชื่อฟัง เพราะอาศัยเหตุเพียงน้ำชำระที่เหลือไว้ในภาชนะที่เวจกุฎีนิดเดียวเท่านั้นเป็นตัวอย่าง



พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุทำปวารณาแก่กันและกัน เพื่อว่ากล่าวตักเตือนให้เกิดสติ ในเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เห็น ได้ฟัง หรือสงสัยข้อบกพร่อง ข้อรังเกียจของกันและกัน โดยถือหลักที่ว่า ผู้ชี้โทษคือผู้ชี้หนทางแห่งขุมทรัพย์ให้



เมื่อได้ปวารณา หรือให้โอกาสแก่กันและกันไว้ จะได้ว่ากล่าวตักเตือนได้สนิทใจ ไม่ต้องระแวงว่า ฝ่ายที่ถูกว่ากล่าวตักเตือนจะโกรธ ตรงตามพระพุทธประสงค์ที่จะให้ภิกษุทั้งหลายอยู่ด้วยกัน ด้วยความรัก ความห่วงใย และความสามัคคี



การทำปวารณานั้นพึงมีการประชุมสงฆ์ ประกาศ ให้สงฆ์ทราบมีใจความว่า วันนี้เป็นวันปวารณา หากพร้อมแล้ว ขอให้ทำปวารณากัน และกล่าวคำปวารณามีใจความว่า ขอปวารณาต่อสงฆ์ หากได้ยิน หรือสงสัยว่ามีความประพฤติบกพร่องหรือน่ารังเกียจ ขอให้อนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือน เมื่อได้ทราบแล้ว จักได้แก้ไขปรับปรุงให้ดีต่อไป



เมื่อภิกษุเข้าพรรษาแล้ว อยู่ถ้วนกำหนดไตรมาส ตามพระบรมพุทธานุญาต จนได้ปวารณาแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ 5 ประการ คือ 1.เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา 2.เที่ยวจาริกไปไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับ 3.ฉันคณะโภชน์และปรัมประโภชน์ได้ 4.เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา และ 5.จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้น เป็นของได้แก่พวกเธอ อานิสงส์ทั้ง 5 นี้ ท่านให้นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ ไปถึงวันเพ็ญเดือน 12 รวมเป็นเวลา 1 เดือน



นอกจากนี้แล้วยังได้โอกาสเพื่อจะกรานกฐิน ต่อไป



พิธีกรรมสำหรับพระภิกษุนี้ คฤหัสถ์ควรนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนและผู้อื่น เพราะการอยู่รวมกันเป็นหมู่ เป็นคณะ ย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ไม่มากก็น้อย ถ้าได้ให้โอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันและกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความหวังดี ก็จะทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นสุข

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ธรรมที่ควรประพฤติ khaosod

ธรรมที่ควรประพฤติ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร /www.watdevaraj.com


ธรรมในทางพระพุทธศาสนา ที่ควรประพฤติ 3 ประการ คือ

1.ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่ตนเอง

2.ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่ญาติ

3.ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก

ประการที่ 1 ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่ตนเอง ได้แก่ การปลูกฝังตนเองให้สมบูรณ์ ด้วยกำลังความรู้ กำลังความสามารถ มีสมรรถภาพพอที่จะเป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้

มีคำกล่าวไว้ว่า เกิดมาเป็นคน ต้องทำตนให้มีดี เกิดมาทั้งที ต้องทำดีให้กับตน โดยการบำเพ็ญตนให้เป็นคนมีพลังสมบูรณ์ 4 ประการ คือ

มีพลังกาย รวมถึงสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์

มีพลังทรัพย์ โภคสมบัติเพียบพร้อม

มีพลังสติปัญญา คือ การศึกษาบริบูรณ์

และมีพลังความดี ไม่ขาดตกบกพร่อง

ผู้ปลูกฝังสร้างตนเอง ให้มีพลังทั้ง 4 ประการนี้ได้อย่างสมบูรณ์ จัดเป็นคนมีประโยชน์ ทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น เพราะพลังเหล่านี้ ล้วนเป็นมหาเสน่ห์มหานิยม ทำให้คนชื่นชมเป็นอย่างดี

ประการที่ 2 ความประพฤติ เป็นประโยชน์แก่ญาติ ได้แก่ การช่วยสงเคราะห์อนุเคราะห์ผู้ที่เป็นญาติทั้งหลาย ทั้งที่เป็นญาติร่วมวงศ์ตระกูล และทั้งที่เป็นญาติโดยความคุ้นเคยกัน ได้แก่ มิตรสหายทั้งหลาย โดยที่สุด เป็นญาติโดยเกิดมาร่วมโลกเดียวกัน ช่วยให้พวกเขาได้รับประโยชน์และความสุข ตามสมควรแก่อัตภาพและฐานะของตน

ด้วยว่าการสงเคราะห์ญาติทั้งหลายนี้ จัดเป็นอุดมมงคล เป็นมูลเหตุให้ถึงความเจริญก้าวหน้าอย่างสูงสุดประการหนึ่ง

ประการที่ 3 ความประพฤติเป็นประโยชน์แก่โลก เป็นธรรมดาว่า ผู้เกิดมาในโลก ย่อมมีหลายชั้นหลายระดับ หลายฐานะ อยู่ร่วมกันเป็นสังคมมนุษย์ รวมกันเป็นพวกเป็นหมู่ เป็นประเทศชาติ

ฉะนั้น คนดีจึงมีหลายชั้นตามประโยชน์ที่กระทำ กล่าวคือ ใครบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์และความสุขแก่ตัวคนเดียว คนนั้นก็เป็นคนดีสำหรับตัวเอง ใครบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ความสุข แก่คนทั้งครอบครัว แก่คนทั้งหมู่บ้าน แก่คนทั้งประเทศ แก่คนทั้งโลก คนนั้นก็เป็นคนดีของครอบครัว ของหมู่บ้าน ของประเทศ และของโลกโดยลำดับ

บุคคลใดได้บำเพ็ญตนให้เป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขทั้งแก่ตนเอง ทั้งแก่มหาชนและแก่โลก ด้วยคุณธรรม 3 ประการดังกล่าวข้างต้น บุคคลนั้นย่อมได้รับความชื่นชม นิยมยกย่องสรรเสริญ เคารพ นับถือ เป็นที่ปรารถนาของสังคมหมู่มาก แม้ในหมู่เทวดาทุกชั้นฟ้า ก็ปรารถนาบุคคลนั้น

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

มีสติไม่ผิดพลาด khaosod

มีสติไม่ผิดพลาด

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


ผู้มีสติย่อมมีความเจริญทุกเมื่อ ผู้มีสติย่อมได้ความสุข วันหนึ่งคืนหนึ่งของผู้มีสติเป็นวันคืนที่ดี แต่ผู้มีสติหรือความมีสติยังไม่คุ้มครองตนให้พ้นไปจากเวรภัยได้



ผู้ใดมีใจยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียนผู้อื่นตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ใจของผู้นั้นมีส่วนแห่งเมตตาในสรรพสัตว์อยู่เป็นนิตย์ ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรภัยต่อใครๆ



คำว่าสติ คือความระลึกได้ คู่กับคำว่าสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวอยู่เสมอ



สติเป็นไปในกิริยาที่ทำ กิริยาที่พูด กิริยาที่นึกหรือคิด คือก่อนจะทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ระลึกนึกได้ก่อนแล้ว จึงทำ จึงพูด จึงคิด บุคคลผู้ที่ทำผิด พูดผิด คิดผิด ก็เพราะขาดสติ



สติเป็นไปในกิริยาที่จำ คือ กิจการใดที่ได้ทำไว้แล้ว ถ้อยคำใดที่ได้พูดไว้แล้ว เรื่องใดๆ ที่ได้คิดตกลงใจไว้แล้ว แม้ล่วงกาลเวลาช้านาน ก็ระลึกนึกถึงกิจที่ได้ทำ คำที่ได้พูด เรื่องที่ได้คิดไว้นั้นได้ ไม่ลืมเลือน



บุคคลที่ทำแล้ว พูดแล้ว ลืมเสีย ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับกิจที่จะทำ คำที่จะพูด เรื่องที่จะคิดต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายได้ ก็เพราะขาดสติ



ส่วนสัมปชัญญะ ความรู้ตัวอยู่เสมอนั้น เป็นไปในขณะที่กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด คือรู้สึกตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำ พูด และคิดอะไรอยู่ กล่าวคือทำ พูด คิดถูกก็รู้ หรือทำ พูด คิดผิดก็รู้



เมื่อรู้ว่ากำลังทำ พูด คิดถูก ก็ให้ทำ พูด คิดอย่างนั้นๆ ต่อไป เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดในทางที่ผิด ก็ให้หยุดเสีย ไม่ให้ทำ พูด คิดอย่างนั้นๆ ต่อไปอีก



ความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าตนมีภาวะเป็นอย่างไร มีหน้าที่ มีกิจที่จะต้องทำอะไรบ้าง ก็ให้ปฏิบัติให้สมกับภาวะและหน้าที่ที่ตนเป็นอยู่และมีอยู่นั้นๆ ไม่บกพร่อง ไม่ผิดพลาด บริบูรณ์ดี เพราะมีสัมปชัญญะควบคุมอยู่



บุคคลที่บกพร่องต่อหน้าที่ มีความเสียหายเกิดขึ้นทั้งแก่ตนและคนอื่น เพราะขาดสัมปชัญญะ ไม่มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดอะไรอยู่ จึงทำให้ทำ พูด และคิดไปในทางที่ผิด เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนและคนอื่น สติและสัมปชัญญะนี้จึงมีประโยชน์แก่ทุกคน



สติและสัมปชัญญะทั้ง 2 ประการ เรียกว่าธรรมมีอุปการะมาก คือ ผู้ที่มีใจอันสติสัมปชัญญะเข้ากำกับอยู่เสมอแล้ว ย่อมประพฤติกายวาจาในทางที่ถูก ที่ควร ย่อมได้รับผลคือความสุข ความเย็นใจไม่เดือดร้อน สติสัมปชัญญะเป็นธรรมที่มีอุปการะมากแก่คนทุกคน



ผู้มีปัญญาเป็นเลิศ มีการศึกษาดี มีสมรรถภาพในการทำงานดี แต่ถ้ามีปัญญาฟุ้งไป ไม่มีสติเป็นเครื่องยับยั้ง ก็จักเป็นคนฉลาดเกินควร เข้าลักษณะที่ว่าฉลาดแต่ขาดเฉลียว กลายเป็น ผู้ทะนงว่าตนเท่านั้นสามารถ คนอื่นสู้ตนไม่ได้



เมื่อมีความทะนงตนอย่างนี้แล้ว ความผิดพลาดไม่รอบคอบนานาประการก็จะพึงเกิดมีขึ้น อันจะเป็นผลเสียหายแก่ตนและคนอื่น



ถ้าผู้มีปัญญาสามารถดี และมีสติเป็นเครื่องกำกับยับยั้งอยู่ด้วย ก็จักช่วยให้มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่มีความเสื่อม



สติที่เป็นเครื่องระลึก ก่อให้เกิดความนึกคิด ก่อนจะทำ ก่อนจะพูดเป็นเบื้องต้น เป็นเหตุให้รอบคอบ สามารถที่จะประกอบกิจน้อยใหญ่ให้เป็นไปด้วยดี ไม่มีความผิดพลาด

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น khaosod

ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


กรรม แปลว่า กระทำทางกาย มียืนเดินนั่งนอน เป็นต้น กระทำทางวาจา คือเปล่งคำพูด กระทำทางใจ คือการนึกคิด



คำว่า กรรม เป็นคำกลางๆ ไม่ดี ไม่ชั่ว ถ้าเป็นไปในฝ่ายดี ถูก ควร เรียกว่า กุศล บุญ สุจริต ถ้าเป็นไปในฝ่ายชั่ว ผิด ไม่ควร เรียกว่า อกุศล บาป ทุจริต



คำว่า ถูก ดี ควรนั้น หมายถึง กิริยาที่ทำ คำที่พูด เรื่องที่คิด อันเป็นไปเพื่อความเป็นประโยชน์ เป็นความสุข ความเจริญแก่ตนและบุคคลอื่น



คำว่า ชั่ว ผิด ไม่ควรนั้น หมายถึง กิริยาที่ทำ คำที่พูด เรื่องที่คิด อันเป็นไปเพื่อความไร้ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความเสื่อมแก่ตนและบุคคลอื่น



กรรม เมื่อกล่าวโดยกรรมบถ มี 10 อย่าง แบ่งเป็น กายกรรม 3 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดทางกาม วจีกรรม 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ มโนกรรม 3 คือ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ไม่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นฝ่ายดี ที่เป็นไปโดยตรงกันข้ามจากนี้ เป็นฝ่ายชั่ว



กรรมทั้ง 3 ประการนี้ เป็นเหตุเป็นผลของกัน คือ ก่อนที่จะทำและก่อนจะพูด จิตหรือใจต้องสั่งก่อน ถ้าทำหรือพูดโดยที่จิตไม่ได้สั่ง การทำหรือการพูดนั้น ยังไม่จัดเป็นกรรม เช่นคนนอนหลับละเมอ ทำหรือพูดอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นต้น ยังไม่จัดเป็นกรรม คนวิกลจริตกระทำผิดกฎหมายของบ้านเมือง ตุลาการหรือศาลย่อมไม่ปรับเอาเป็นผิด เพราะเหตุที่จิตใจของคนวิกลจริต ผิดปกติธรรมดา



เจตนาในการทำและการพูดปราศจากเหตุผลหรือทำและพูดไปโดยที่ไม่มีเจตนาหรือความจงใจ



กรรมดี กรรมชั่ว ย่อมให้ผลแก่ผู้กระทำอย่างแน่นอน คือกรรมดี ได้แก่ ทำพูดคิดดี ย่อมส่งผลให้ผู้ทำกรรมนั้นมีความสุข มีความเจริญ ไม่ต้องเดือดร้อน



ส่วนกรรมชั่ว ได้แก่ ทำพูดคิดชั่ว ย่อมส่งผลให้ผู้กระทำชั่วนั้น มีความทุกข์ ประสบความเสื่อม มีความเดือดร้อนใจ



เมื่อบุคคลใดกระทำกรรมดีและกรรมชั่วอันเป็นเหตุไว้แล้ว บุคคลนั้นจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน คือทำกรรมดีไว้ จะต้องได้รับผลดี ทำกรรมชั่วไว้ จะต้องได้รับผลชั่ว เหมือนปลูกพืชชนิดใดไว้ จะต้องได้รับผลเป็นพืชชนิดนั้นอย่างแน่นอน เช่น ปลูกมะม่วง จะต้องได้รับผลเป็นมะม่วง จะได้รับผลเป็นทุเรียนหรืออย่างอื่น เป็นไปไม่ได้



ดังพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว



กรรมดี แม้จะให้ผลเป็นความสุข น่าปรารถนา และกรรมชั่วแม้จะให้ผลเป็นความทุกข์ อันไม่น่าปรารถนา ถึงกระนั้น ก็ยังมีผู้ทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว สับสนปะปนกันอยู่ร่ำไป มิใช่มีแต่ผู้ที่กระทำกรรมดีโดยส่วนเดียว หรือมีแต่ผู้ที่กระทำกรรมชั่วโดยส่วนเดียว เข้าหลักที่ว่า ดีไม่ทั่ว ชั่วไม่หมด ทั้งนี้ก็เพราะคนดีทำกรรมดีได้ง่าย ทำกรรมชั่วได้ยาก คนชั่วทำกรรมชั่วได้ง่าย ทำกรรมดีได้ยาก



ดังพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ว่า กรรมดี อันคนดีทำได้โดยง่าย อันคนชั่วทำได้โดยยาก กรรมชั่วอันคนชั่วทำได้ง่าย อันคนดี ทำได้โดยยาก