วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สัจจะ khaosod


สัจจะ

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร/watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430


สัจจะนั้นได้แก่ความจริง ความซื่อสัตย์หรือความซื่อตรง ซึ่งตรงกันข้ามกับความไม่จริงหรือความเท็จ ความคดโกง



ผู้ที่เกิดมาในโลกนี้ทุกคน ต่างก็ต้องการความจริง ความซื่อสัตย์หรือความซื่อตรงด้วยกัน ทุกเพศทุกวัย ไม่มีใครต้องการความเท็จ ความไม่จริง ความคดโกงเลย แต่ความจริงหรือความซื่อตรงนี้ เป็นของจริงซื่อตรงอยู่อย่างนั้นตามธรรมชาติ ไม่เปลี่ยนแปลงแปรผันเป็นอื่นไปได้ จะปรากฏความจริงหรือความซื่อตรงออกมาให้รู้ให้เห็น ก็ต้องอาศัยคนหรือวัตถุเป็นเครื่องแสดงออกมาให้ปรากฏ



ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะเนื่องด้วยคนเท่านั้น เพราะคนมีจิตหรือวิญญาณคอยสั่งงานให้เคลื่อนไหวแสดงอาการต่างๆ ออกมาให้ปรากฏ สัจจะความจริงหรือความซื่อตรงจึงเนื่องอยู่เฉพาะกับคน จัดเป็นธรรมเครื่องผูกพันสามัคคีในระหว่างกันและกันให้สนิทสนมมั่นคง



ถ้าคนขาดสัจจะแล้ว สามัคคีย่อมเป็นไปไม่ได้ สามีกับภรรยา ขาดความซื่อตรงต่อกัน ก็วางใจกันลงไปไม่ได้ ยากเพื่อจะปรองดองกัน จะมีแต่ระหองระแหงกัน ต่างก็อยู่กันไม่เป็นสุข หรือหย่าร้างกันไปก็ได้ ต่อเมื่อได้เห็นความซื่อตรงของกันและกัน จึงถูกใจกัน และอยู่ร่วมกันด้วยสามัคคี ญาติกับญาติ มิตรกับมิตร ถ้าคิดระแวงกัน ต่างก็ย่อมไม่คบหากันจริง เพราะไม่ไว้วางใจกัน ต่อเมื่อเกิดความ เชื่อถือกัน จึงไว้วางใจกัน ความมั่นใจไมตรีสามัคคีก็เกิดขึ้น แม้ที่สุด คนที่ซื้อขายด้วยกัน ถ้าขาดความซื่อตรงคิดแต่จะเอารัดเอาเปรียบกัน ย่อมทำการด้วยกันไม่ยืด



สัจจะ ความซื่อตรงนี้ ย่อมมีประโยชน์และเป็นธรรม บัณฑิตทั้งหลาย จึงจัดเป็นองค์อันหนึ่งในศีล 5 ศีล 8 หรืออุโบสถศีล ศีล 10 คือ ศีลข้อที่ 4 จัดเป็นธรรมจริยาฝ่ายสุจริตเรียกว่า วจีสุจริต จัดเป็นพุทธการกธรรม คือธรรมะที่เป็นคุณทำให้เป็นพระพุทธเจ้า เรียกว่าสัจจ บารมี ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญ เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงตั้งสัจจะเป็นหลักคือพระโพธิ ญาณ ทรงบำเพ็ญมุ่งตรงต่อพระโพธิญาณนั้นอย่างเดียว ไม่ทรงเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นทรงได้รับการพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เป็นหน่อเนื้อเชื้อสายพระพุทธเจ้า จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต และได้รับการพยากรณ์เช่นเดียวกันนี้ จากพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อๆ มาอีก 23 พระองค์ ใช้เวลายาวนานถึง 4 อสงไขยกับแสนกัปป์ เพราะความซื่อตรงต่อพระโพธิญาณนี้เอง จึงส่งผลให้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัจจะจึงมีประโยชน์และเป็นธรรมอย่างนี้



สัจจะ ความซื่อตรงนี้ ต้องฝึกปฏิบัติให้เป็นไปโดยลักษณะคือ สัจจะต่อตนเอง สัจจะต่อวาจาของตน สัจจะต่อหน้าที่ สัจจะต่อการงาน สัจจะต่อบุคคล และสัจจะต่อสังคม



สัจจะต่อตนเองนั้น ได้แก่ ความซื่อตรงต่อตนเอง คือไม่เบียดเบียนตนเอง ด้วยความประพฤติในทางเสื่อมเสียหาย ไม่ประพฤติตนเป็นคนมัวเมาคลุกคลีทำเพศสัมพันธ์กับหญิงหรือชายจนเกินพอดี ไม่ดื่มเครื่องดองของมึนเมาและเสพสิ่งเสพติดทุกอย่าง วางตนให้ห่างไกลจากการพนันทุกชนิด คุ้มครองรักษาสุขภาพพลา นามัยของตนให้ดี ด้วยการไม่เที่ยวกลางคืน สมาคมคบ หากับกัลยาณมิตรเป็นเพื่อนร่วมคิดเป็นมิตรร่วมใจร่วมการงานใฝ่ใจแสวงหาความเจริญมั่งคั่ง ด้วยความอดทนขยันหมั่นเพียรประกอบกิจทำการงาน ไม่เกียจคร้าน



สัจจะต่อวาจาของตน ได้แก่ ความซื่อตรงต่อวาจา คือรู้จักรักษาคำพูด พูดอย่างใดต้องทำอย่างนั้น พูดจริงทำจริงไม่คลาดเคลื่อน พูดให้คำมั่นสัญญาหรือบนบานอย่างใดไว้ ต้องรักษาและปฏิบัติคำมั่นสัญญาหรือคำบนบานอย่างนั้น ไม่ทำให้เสียสัตย์



สัจจะต่อหน้าที่ ได้แก่ ความซื่อตรงต่อหน้าที่ที่ตนมีที่ตนเป็น ไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกัน ไม่หลบหลีกละทิ้งหน้าที่ที่ตนต้องทำ ไม่ทำในสิ่งที่มิใช่หน้าที่ของตน



สัจจะต่อการงานนั้น ได้แก่ ความซื่อตรงต่อการงาน มีความพอใจสนใจจดจ่อมุ่งหน้าทำการงานให้สำเร็จเป็นคนสู้งาน ไม่ละทิ้งปล่อยงานให้คั่งค้าง ไม่ผัดวันเวลาเป็นเครื่องกำหนด งานส่วนใดควรทำให้เสร็จในวันเวลานี้ ก็รีบจัดรีบทำให้เสร็จเรียบร้อย ด้วยอาจหาญร่าเริง ไม่ว่างานจะยากหรือง่ายหนักหรือเบา



สัจจะต่อบุคคล ได้แก่ความซื่อตรงต่อกันและกัน ระหว่างสามีกับภรรยา บิดามารดากับบุตรธิดา ญาติกับญาติ ผู้ใหญ่กับผู้น้อย เป็นต้น



สัจจะต่อสังคมนั้น ได้แก่ความซื่อสัตย์ต่อระเบียบ กฎ ข้อบังคับ ข้อกำหนด กฎหมาย ที่สังคมตั้งไว้เป็นหลักทำความประพฤติของคนในสังคมให้อยู่ในขอบเขต ป้องกันคนชั่วรักษาคนดี เพื่อการอยู่ร่วมกันโดยสงบร่มเย็นเป็นสุข ถึงแม้จะไม่เห็นด้วยตามเสียงส่วนมาก ก็ต้องยอมรับไม่ล่วงละเมิด

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

ประพฤติดี khaosod

ประพฤติดี
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
สุจริต แปลว่า การประพฤติชอบ การประพฤติดี หมายถึง การประพฤติที่เป็นเหตุให้บุคคล เป็นคนดี เป็นที่พึงประสงค์ เป็นที่ปรารถนาของอารยชน
คนเราจะมีคุณค่า หรือมีความดีที่คนอื่นเห็นความสำคัญ ให้ความยกย่องนับถือ หรือไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมคบหาสมาคมเพราะมีดีอยู่ในตัว เช่น มีรูปร่างหน้าตาดี มีทรัพย์ดี เป็นต้น และที่สำคัญที่สุด คือ การประพฤติดี เพราะคนที่มีความประพฤติดีเป็นพื้นฐาน แม้ดีอย่างอื่นจะบกพร่องไปบ้าง ก็ยังพอจะเอาตัวรอดเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของคนอื่นได้ หรือยังพอที่จะแสวงหาความเจริญก้าวหน้าให้แก่ตนเองได้ 
ผู้มีความประพฤติดีจึงเป็นผู้มีสมบัติติดตัว เรียกว่า มีอาจารสมบัติ ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักสุจริตธรรม เป็นเครื่องกำหนดวัดบุคคลว่าเป็นผู้มีความประพฤติดี คือ มีพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกทางกายและทางวาจาในทางที่ดี รวมถึงความนึกคิดที่ดีอันเป็นเหตุแห่งพฤติกรรมต่างๆ เหล่านั้น จำแนกตามเป็น 3 ทาง คือ
1. กายสุจริต หมายถึง การประพฤติดีทางกาย ได้แก่ การเว้นคือไม่ใช้กายทำความชั่วเลวทรามต่อผู้อื่นหรือสัตว์อื่น จำแนกเป็น 3 อย่าง คือ
1. เว้นจากการฆ่าสัตว์
2. เว้นจากการลักทรัพย์
3. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
2. วจีสุจริต หมายถึง การประพฤติดีทางวาจา ได้แก่ การงดเว้นคือไม่ใช้คำพูดที่ชั่วหยาบต่อผู้อื่น จำแนกเป็น 4 อย่าง คือ
1. เว้นจากการพูดเท็จ
2. เว้นจากการพูดส่อเสียด
3. เว้นจากการพูดคำหยาบ
4. เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
3. มโนสุจริต หมายถึง ความประพฤติดีทางใจ ได้แก่ ความรู้จักยั้งคิดไม่ปล่อยจิตให้คิดชั่วร้ายหมายปองทรัพย์สินหรือชีวิตของผู้อื่น แต่ให้คิดดีถูกต้องตามหลักกุศลธรรม จำแนกเป็น 3 คือ
1. ความไม่โลภอยากได้ของเขา
2. ความไม่พยาบาทปองร้ายเขา
3. ความเห็นชอบตามคลองธรรม
สุจริต 3 อย่างนี้ เป็นธรรมที่ควรเจริญ คือ เป็นสิ่งที่ควรทำ ควรประพฤติ ควรเจริญให้เกิดมีขึ้นในตน 
การทำบุญย่อมอำนวยผลให้บุคคลผู้กระทำมีความสบายกาย สบายใจ และเมื่อตายไปแล้ว ย่อมมีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เรียกว่า ไปดี การประพฤติสุจริตนั้นเป็นเหตุให้เกิดความสุข คือ ความสบายกาย ความสบายใจ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุคือการทำความดี 

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

เปรียบความโกรธเช่นงูพิษ khaosod


เปรียบความโกรธเช่นงูพิษ

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com


งูพิษเป็นสัตว์มีพิษร้ายแรงและไม่ร้ายแรง เป็นสัตว์ที่น่ากลัวจำพวกหนึ่ง คนเห็นงูจึงต้องวิ่งหนี เพราะกลัวถูกกัด หากถูกกัดแก้ไม่หาย อาจถึงตายได้

งูพิษเราสามารถเอาชนะ หรือพอระวังได้ ส่วนคนที่มีพิษ คือความโกรธน่ากลัวมาก ความโกรธเกิดจากเหตุหลายประการ เช่น ถูกด่า ถูกนินทา ถูกกล่าวร้าย ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกทำลายทรัพย์สิน ถูกชนะโดยไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม และถูกรังแก เป็นต้น

ความโกรธเมื่อเกิดแล้ว ย่อมแสดงอาการทำร้ายคนอื่น ด่าว่าคนอื่นด้วยคำหยาบคาย ทำลายสิ่งของ ในขณะโกรธ สติกับปัญญาหายไปหมด ขาดความรอบคอบ ขาดความยับยั้ง

เมื่อความโกรธเกิดขึ้น ต้องรีบดับด้วยธรรม อย่าให้ความโกรธพ่นพิษออกมาทางปาก ทางมือ ทางเท้า คนอยู่ร่วมกันจะเดือดร้อน ธรรมเครื่องดับความโกรธมีมากมาย ขอยกตัวอย่าง 3 ประการ คือ

ความอดทนได้แก่ การระงับยับยั้งความโกรธ ที่เกิดจากการถูกด่า ถูกนินทา ถูกเขาทำร้าย ถูกเขาชนะ ถูกเขาขโมยสิ่งของไป ระงับยับยั้งกายวาจา ให้ตั้งอยู่ปกติ ไม่ทำร้ายตอบ ไม่กล่าวร้ายตอบ เป็นการห้ามปรามเหตุร้ายไม่ให้เกิดขึ้น

โยนิโสมนสิการได้แก่ การทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย เมื่อถูกเขาทำร้าย พูดร้าย พึงทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคายว่า เมื่อวันก่อน เดือนก่อน เราเคยทำร้าย พูดร้ายต่อเขาไว้ มาวันนี้ เดือนนี้ จึงต้องประสบบ้าง อย่าโกรธเขาเลย

ทำจิตเหมือนแผ่นดิน ทำจิตเหมือนน้ำ แผ่นดินนั้น ใครๆ เอาสิ่งสกปรกรดลงก็ไม่โกรธ เอาของหอมรดลงก็ไม่ยินดี น้ำก็เช่นเดียวกัน ใครๆ เอาน้ำไปชำระสิ่งสกปรก น้ำก็ไม่โกรธ เอาของหอมประพรมน้ำก็ไม่ยินดี

เมตตาได้แก่ ความรัก ความปรารถนาดี ความเอื้ออารีต่อคนอื่นสัตว์อื่น ผู้มาทำร้ายเรา ผู้มาด่าเรา แผ่เมตตาไปโดยเจาะจงว่า ขอจงมีความสุข อย่ามีความทุกข์ จงประสบสิ่งอันน่าปรารถนา เรียกว่า เมตตาที่แผ่ไปโดยเจาะจง เป็นเมตตาที่แผ่ไปในวงแคบ

ส่วนเมตตาที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงคือ แผ่ไปในคนและสัตว์ทั่วไป ทั้งที่เรารัก ทั้งที่เราเกลียด ทั้งที่เป็นศัตรูต่อเราว่า ขอสัตว์ทั้งหลาย จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงอย่ามีทุกข์กายทุกข์ใจ จงบริหารให้เป็นสุขเถิด เรียกว่า เมตตาที่แผ่ไปไม่เจาะจง เมตตาที่แผ่ไปในวงกว้าง

ผู้มีเมตตาประจำจิต ความโกรธย่อมเบาบางหมดไป เมตตาจึงเป็นเหมือนน้ำเครื่องชำระพิษคือความโกรธออกจากจิตใจ เมื่อใจปราศจากพิษคือความโกรธแล้ว ย่อมเยือกเย็น

งูเป็นสัตว์มีพิษ แต่ก็มียาแก้ได้ ส่วนคนมีพิษคือความโกรธอันเป็นพิษภายใน ต้องอาศัยธรรมเครื่องขับไล่พิษคือความโกรธ 3 ประการ คือ ความอดทน การทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย และแผ่ความรักความปรารถนาดี จะทำให้ให้เป็นผู้มีจิตใจปราศจากพิษคือความโกรธ มีความสุขกาย สบายใจ

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จิตอาสา : ภาวนาแห่งรักที่ยิ่งใหญ่ khoasod

จิตอาสา : ภาวนาแห่งรักที่ยิ่งใหญ่

หน้าต่างศาสนา
พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ


วิกฤตน้ำท่วมผ่านไปแล้ว แม้ว่ายังมีส่วนที่จะต้องซ่อมแซมแก้ไขหลายแห่ง และหลายสิ่งต้องสลายหายไปกับน้ำ 

แต่วันนี้ทุกคนเริ่มที่จะเก็บกู้และสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาด้วยความอุตสาหะ พยายามด้วยแรงกายแรงใจ ค่อยต่อเติมปรับปรุงสิ่งที่เสียไปให้สามารถกลับมาสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุด 

โดยเฉพาะจิตใจ เมื่อทำใจได้บ้างแล้วทุกอย่างก็ค่อยดีขึ้น

มีกระแสหนึ่งซึ่งมาพร้อมน้ำท่วม แต่น้ำลดกระแสนี้ก็ยังไม่หมดไป นั่นคือ กระแสของกลุ่มคนที่มีใจอยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในยามวิกฤต ซึ่งคนเหล่านี้นอกจากจะบริจาคทรัพย์แล้วยังเสียสละกำลังกายด้วยแรงใจของตนเอง แสดงออกในแนวทางต่างๆ ที่ตนสามารถทำได้ เพื่อบรรเทาความทุกข์ของพี่น้องผู้ประสบภัย

หลายกลุ่มที่แม้น้ำลดลงแล้ว แต่ยังเคลื่อนไหวในงานอาสาด้านอื่น ด้วยหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น เป็นการเจริญจิตตภาวนา พัฒนาตนด้วยการช่วยคนพัฒนา 

จิตอาสาคนหนึ่งบอกว่า "ดีใจที่ได้มีโอกาสทำอะไรดีๆ ให้กับผู้อื่น ตนเองก็ได้ประสบการณ์ชีวิต ทั้งการทำงานร่วมกับคนอื่น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นการฝึกทักษะชีวิต ฝึกจิตใจให้เป็นคนเข้มแข็ง มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเราไม่ต้องสนใจว่าเขาเหล่านั้นเป็นใคร"

การทำงานจิตอาสามีหลักในการภาวนาอยู่ 4 ประการ เรียกว่า พรหมวิหาร คือ

เมตตา คือ เป็นอยู่ด้วยความรัก ตระหนักในคุณค่าของชีวิตตนเองและผู้อื่น 

กรุณา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เป็นการนำความรักให้โลกได้สัมผัส ภายในจิตใจมีความสว่างที่สามารถส่องแสง ให้ทางและให้โอกาสแก่ผู้อื่นสามารถลุกขึ้นและเดินได้ด้วยตนเอง 

มุทิตา คือ ความร่วมเบิกบานในงานแห่งความสุข เรียนรู้ที่จะแบ่งปันหรือแชร์ความสุขร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่ช่วยเขาเพื่อสุขเรา แต่เพื่อพ้นทุกข์ร่วมกัน 

อุเบกขา คือ การเรียนรู้ที่จะยอมรับความเป็นจริง ยามเมื่อหลายสิ่งไม่เป็นดั่งใจหมาย เข้าใจและทำใจได้ในการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขที่เป็นไปตามเหตุและผล อดทนและปล่อยวางได้พร้อมทั้งฝึกฝืนใจเพื่อที่จะก้าวเดินต่อไปในภารกิจข้างหน้า 

ในวันนี้กลุ่มคนจิตอาสายังคงทำงานบนพื้นฐานของการเรียนรู้และพัฒนาจิตใจด้วยพรหมวิหารธรรม และการภาวนาแห่งรักที่ไม่มีเงื่อนไข 

มีเพียงหัวใจดวงน้อยๆ ที่ค่อยๆ ต่อเติมความดีที่ยิ่งใหญ่ น่าอนุโมทนา...

คนว่าง่าย from khaosod

คนว่าง่าย

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

คคลที่ว่านอนสอนง่าย ประกอบด้วยลักษณะอาการอย่างนี้ คือ

1.มีความอดทนในการฟังคำสอน

2.รับคำสอนด้วยอาการเคารพ

3.ไม่คิดโต้แย้งในทันที

4.ตั้งใจฟัง

5.ปวารณาตัวให้ผู้อื่นตักเตือนสั่งสอนได้

บุคคลผู้ว่ายากสอนยาก มีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับคนว่านอนสอนง่าย ไม่ทำตามโอวาทที่ท่านผู้รู้ได้แสดงไว้ ย่อมถึงความพินาศ ทั้ง 2 ประเภทมีลักษณะต่างกัน คือ 

ผู้ว่ายาก เป็นคนเชื่อมั่นตัวเองสูง ถือตัวว่าวิเศษดีกว่าคนอื่น ยกตนข่มท่าน จะพูดจะเจรจาก็แสดงให้เห็นว่ามีโทสะระคนอยู่ในถ้อยคำ เมื่อผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนด้วยความหวังดีก็โต้เถียง 

คนว่ายากนั้น ย่อมพบความพินาศอยู่ร่ำไป เพราะประพฤติแต่ความเสียหาย ไม่ได้ทำตามโอวาทของท่านผู้รู้ เช่น ในวัยเด็ก บุตรธิดาและศิษย์ไม่เชื่อฟังคำตักเตือนสั่งสอนของบิดามารดา ครูอาจารย์ ครั้นเจริญวัยความว่ายากก็เจริญขึ้น ถึงกับละเมิดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง เป็นเหตุให้ได้รับโทษตามสมควร 

ผู้ว่านอนสอนง่าย ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระกล่าวไว้ในอนุมานสูตรแห่งมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ว่า เมื่อผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนอยู่ โดยทางที่ถูกที่ควรก็ประกอบด้วยความอดกลั้น ตั้งใจฟังโดยความเคารพเอื้อเฟื้อ ถูกผู้อื่นตักเตือนก็ไม่มีความโกรธ ความเสียใจ เป็นคนไม่ลบหลู่ท่าน ไม่ยกตนเทียมท่าน ไม่เป็นผู้ริษยาและโอ้อวด มีมารยาทอันสุภาพเรียบร้อย ไม่หัวดื้อถือตัว

ผู้ที่ประกอบด้วยความเป็นผู้ว่านอนสอนง่ายย่อมเห็นผู้ชี้ความผิดของตนเสมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ ชี้ความผิดด้วยเจตนาดี

ผู้ว่าง่าย เมื่อท่านผู้รู้เห็นความประพฤติที่ไม่สมควร หรือความพลาดพลั้ง อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนแล้วว่ากล่าวแนะนำ ตักเตือน สมควรที่จะบอกกล่าวให้โอกาส เพื่อให้ท่านตักเตือนตนอีกในโอกาสต่อไป ที่เห็นตนประพฤติไม่สมควร และเกิดความพลาดพลั้ง 

เมื่อให้โอกาสแล้วท่านย่อมสำคัญว่าสมควรที่จะช่วยตักเตือน สั่งสอนไป แต่บางคนเห็นความประพฤติที่ไม่สมควร หรือความพลั้งพลาดของผู้ที่อยู่ภายใต้ความปกครองของตนแล้ว มัวแต่เกรงใจไม่อาจที่จะว่ากล่าวตักเตือน บุคคลเช่นนี้ไม่ชื่อว่า เป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้ 

ส่วนผู้ใดเห็นโทษผิดเสียหายของผู้อื่นแล้วข่มขู่คุกคาม ประณามทำโทษ หรือเนรเทศเสียจากที่อยู่ตามสมควรแก่โทษ ครั้นแล้วให้ศึกษาเพื่อประพฤติดี ประพฤติชอบต่อไป บุคคลเช่นนี้ชื่อว่าเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้



พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

เจริญเมตตาได้อานิสงส์ khaosod

เจริญเมตตาได้อานิสงส์

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


เมตตา หมายถึง ความรัก หวังดี ไมตรี เห็นใจ ใฝ่ใจ เอื้ออาทร การสร้างเสริมประโยชน์สุขแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเต็มความรู้ความสามารถ ปราศจากความอาฆาต เคียดแค้น ชิงชัง มีแต่จะแสดงให้เห็นสีหน้ายิ้มละไม มีดวงตาแจ่มใสแช่มชื่น มองดูผู้อื่นด้วยสายตาอันเอิบอิ่ม เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี หวังให้ทุกคนมีความสงบสุขสมบูรณ์ทั่วหน้า ห่างภัยไกลเวรไร้อุปสรรค อันตราย

เมตตาเป็นคุณธรรมประจำใจของผู้นำหมู่คณะ เป็นคุณธรรมของผู้เป็นใหญ่ในสังคม

เมื่อเจริญเมตตาก็จะได้อานิสงส์จากการเจริญเมตตา 11 ประการ คือ

ประการที่ 1 หลับเป็นสุข ไม่นอนกระสับกระส่าย หวาดระแวง ผู้เจริญเมตตาหยั่งลงสู่ความหลับก็เป็นสุข เพราะไม่มีใจขุ่นหมองเศร้าเร่าร้อน เป็นผู้ที่มองโลกแต่แง่ดีมีคุณ

ประการที่ 2 ตื่นเป็นสุข ไม่แสดงอาการเป็นทุกข์ ผู้เจริญเมตตาไม่มีอาการผิดปกติ การตื่นเป็นสุขของผู้เจริญเมตตา เปรียบเสมือนดอกปทุมกำลังแย้มบานฉะนั้น

ประการที่ 3 ไม่ฝันเห็นนิมิตที่ไม่ดี ฝันแต่เรื่องที่เจริญ เรื่องดีๆ เท่านั้น เช่น ฝันว่ากำลังไหว้พระเจดีย์ กำลังบูชาพระ หรือกำลังฟังธรรม

ประการที่ 4 เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ผู้เจริญเมตตาย่อมเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเมื่อบุคคลนั้นจะคิด ก็คิดด้วยเมตตามโนกรรม เมื่อจะพูดก็พูดด้วยเมตตาวจีกรรม และเมื่อจะทำก็ทำด้วยเมตตากายกรรม มนุษย์ทั้งหลายจึงรักบุคคลผู้มีเมตตาธรรมนั้น เหมือนพวงมาลัยที่ประดับไว้บนศีรษะฉะนั้น

ประการที่ 5 เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ผู้เจริญเมตตาเป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลายฉันใด ย่อมเป็นที่รักที่เกรงขามของมนุษย์ทั้งหลายฉันนั้น

ประการที่ 6 เทวดาย่อมรักษาคุ้มครองผู้เจริญเมตตา เหมือนมารดาบิดาถนอมรักษาบุตรฉะนั้น

ประการที่ 7 ไฟย่อมไม่กล้ำกรายร่างกายของผู้อยู่ด้วยเมตตา เหมือนนางอุตตราอุบาสิกา ไฟย่อมไม่ทำอันตราย เป็นต้น

ประการที่ 8 จิตย่อมตั้งมั่นได้เร็ว คือ จิตของผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งมั่นได้รวดเร็ว เพราะความพยาบาทอาฆาตได้ถูกกำจัดออกไปด้วยเมตตาธรรม

ประการที่ 9 สีหน้าผ่องใส คือ หน้าตาของผู้เจริญเมตตาย่อมผ่องใส เหมือนผลตาลสุกหลุดจากขั้วฉะนั้น เมื่อจิตใจของบุคคลนั้นสะอาดผ่องใส จึงแสดงออกทางใบหน้า และผิวให้ผ่องใสงดงามตามไปด้วย

ประการที่ 10 ไม่หลงทำกาละ คือ ไม่มีความหลงลืมสติของผู้เจริญเมตตา เมื่อทำกาละกิริยาก็สงบเงียบ เหมือนการก้าวลงสู่ความหลับ

ประการที่ 11 เมื่อไม่บรรลุพระอรหัตผลอันเป็นคุณวิเศษที่ยิ่งกว่า เมตตาสมาบัติ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ย่อมเข้าถึงพรหมโลก เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้น

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

คุณค่าที่เหลืออยู่ khaosod

คุณค่าที่เหลืออยู่

หน้าต่างศาสนา
พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี สำนักส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ


เราอาจเคยคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือ เงิน รถ บ้าน อาหาร อากาศ ฯลฯ 

แต่พอเราผ่านภัยพิบัติต่างๆ ในชีวิตไปได้ จะทำให้รู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ชีวิต นั่นเอง เพราะ...

1.สมบัติทุกอย่างจะมีค่าก็ต่อเมื่อเรามีชีวิต แต่หากไม่มีชีวิตทุกอย่างก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เหมือนผู้ประสบภัยที่ต้องหนีน้ำท่วม หรือผู้ประสบอัคคีภัยที่ต้องเอาตัวรอดภายในเสี้ยววินาที แล้วไม่สามารถถือสิ่งใดติดมือมาได้เลย เกิดความเศร้าเสียใจ เสียดายสมบัติ ลืมสิ่งที่มีค่าสุดคือ ชีวิตเราเองและคนที่เรารักที่รอดมาได้ แทนที่จะดีใจกับชีวิตนี้ กลับเอาความทุกข์ไปใส่ตัวเอง 

2.สิ่งสำคัญที่สุด คือ สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ใช่สิ่งที่หายไป คุณค่าจริงๆ ของทุกสิ่ง คือ เมื่อมันยังอยู่กับเราและเราได้ใช้มันเท่านั้น อย่างกับเสื้อ 1 ตัวที่เราใส่ กับเสื้อ 100 ตัวที่อยู่ที่บ้านหรือที่ร้านค้า ตัวไหนมีค่ามากกว่ากัน ก็ต้องเป็นเสื้อตัวที่เราใส่อยู่ ซึ่งให้ความอบอุ่นกับเราได้ ส่วนอีกร้อยตัวจะมีราคามากขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้นและไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เหมือนผู้ประสบภัยที่อาจจะเอาเสื้อมาได้ตัวเดียว ก็ให้รู้ว่านั่นคือสิ่งที่มีค่าสุดแล้ว ส่วนเสื้อตัวอื่นถึงมี แต่ไม่ได้ใส่ก็ไม่มีประโยชน์ 

...เพราะคุณค่าจริง มีเพียงแค่หนึ่งชีวิตกับสิ่งของที่ติดตัวเราไปได้ตลอด นั่นคือ บุญและกุศล ที่เราสั่งสมมานั่นเอง...