วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จิตอาสา : ภาวนาแห่งรักที่ยิ่งใหญ่ khoasod

จิตอาสา : ภาวนาแห่งรักที่ยิ่งใหญ่

หน้าต่างศาสนา
พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ


วิกฤตน้ำท่วมผ่านไปแล้ว แม้ว่ายังมีส่วนที่จะต้องซ่อมแซมแก้ไขหลายแห่ง และหลายสิ่งต้องสลายหายไปกับน้ำ 

แต่วันนี้ทุกคนเริ่มที่จะเก็บกู้และสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาด้วยความอุตสาหะ พยายามด้วยแรงกายแรงใจ ค่อยต่อเติมปรับปรุงสิ่งที่เสียไปให้สามารถกลับมาสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุด 

โดยเฉพาะจิตใจ เมื่อทำใจได้บ้างแล้วทุกอย่างก็ค่อยดีขึ้น

มีกระแสหนึ่งซึ่งมาพร้อมน้ำท่วม แต่น้ำลดกระแสนี้ก็ยังไม่หมดไป นั่นคือ กระแสของกลุ่มคนที่มีใจอยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในยามวิกฤต ซึ่งคนเหล่านี้นอกจากจะบริจาคทรัพย์แล้วยังเสียสละกำลังกายด้วยแรงใจของตนเอง แสดงออกในแนวทางต่างๆ ที่ตนสามารถทำได้ เพื่อบรรเทาความทุกข์ของพี่น้องผู้ประสบภัย

หลายกลุ่มที่แม้น้ำลดลงแล้ว แต่ยังเคลื่อนไหวในงานอาสาด้านอื่น ด้วยหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น เป็นการเจริญจิตตภาวนา พัฒนาตนด้วยการช่วยคนพัฒนา 

จิตอาสาคนหนึ่งบอกว่า "ดีใจที่ได้มีโอกาสทำอะไรดีๆ ให้กับผู้อื่น ตนเองก็ได้ประสบการณ์ชีวิต ทั้งการทำงานร่วมกับคนอื่น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นการฝึกทักษะชีวิต ฝึกจิตใจให้เป็นคนเข้มแข็ง มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเราไม่ต้องสนใจว่าเขาเหล่านั้นเป็นใคร"

การทำงานจิตอาสามีหลักในการภาวนาอยู่ 4 ประการ เรียกว่า พรหมวิหาร คือ

เมตตา คือ เป็นอยู่ด้วยความรัก ตระหนักในคุณค่าของชีวิตตนเองและผู้อื่น 

กรุณา คือ ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เป็นการนำความรักให้โลกได้สัมผัส ภายในจิตใจมีความสว่างที่สามารถส่องแสง ให้ทางและให้โอกาสแก่ผู้อื่นสามารถลุกขึ้นและเดินได้ด้วยตนเอง 

มุทิตา คือ ความร่วมเบิกบานในงานแห่งความสุข เรียนรู้ที่จะแบ่งปันหรือแชร์ความสุขร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่ช่วยเขาเพื่อสุขเรา แต่เพื่อพ้นทุกข์ร่วมกัน 

อุเบกขา คือ การเรียนรู้ที่จะยอมรับความเป็นจริง ยามเมื่อหลายสิ่งไม่เป็นดั่งใจหมาย เข้าใจและทำใจได้ในการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขที่เป็นไปตามเหตุและผล อดทนและปล่อยวางได้พร้อมทั้งฝึกฝืนใจเพื่อที่จะก้าวเดินต่อไปในภารกิจข้างหน้า 

ในวันนี้กลุ่มคนจิตอาสายังคงทำงานบนพื้นฐานของการเรียนรู้และพัฒนาจิตใจด้วยพรหมวิหารธรรม และการภาวนาแห่งรักที่ไม่มีเงื่อนไข 

มีเพียงหัวใจดวงน้อยๆ ที่ค่อยๆ ต่อเติมความดีที่ยิ่งใหญ่ น่าอนุโมทนา...

คนว่าง่าย from khaosod

คนว่าง่าย

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

คคลที่ว่านอนสอนง่าย ประกอบด้วยลักษณะอาการอย่างนี้ คือ

1.มีความอดทนในการฟังคำสอน

2.รับคำสอนด้วยอาการเคารพ

3.ไม่คิดโต้แย้งในทันที

4.ตั้งใจฟัง

5.ปวารณาตัวให้ผู้อื่นตักเตือนสั่งสอนได้

บุคคลผู้ว่ายากสอนยาก มีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับคนว่านอนสอนง่าย ไม่ทำตามโอวาทที่ท่านผู้รู้ได้แสดงไว้ ย่อมถึงความพินาศ ทั้ง 2 ประเภทมีลักษณะต่างกัน คือ 

ผู้ว่ายาก เป็นคนเชื่อมั่นตัวเองสูง ถือตัวว่าวิเศษดีกว่าคนอื่น ยกตนข่มท่าน จะพูดจะเจรจาก็แสดงให้เห็นว่ามีโทสะระคนอยู่ในถ้อยคำ เมื่อผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนด้วยความหวังดีก็โต้เถียง 

คนว่ายากนั้น ย่อมพบความพินาศอยู่ร่ำไป เพราะประพฤติแต่ความเสียหาย ไม่ได้ทำตามโอวาทของท่านผู้รู้ เช่น ในวัยเด็ก บุตรธิดาและศิษย์ไม่เชื่อฟังคำตักเตือนสั่งสอนของบิดามารดา ครูอาจารย์ ครั้นเจริญวัยความว่ายากก็เจริญขึ้น ถึงกับละเมิดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง เป็นเหตุให้ได้รับโทษตามสมควร 

ผู้ว่านอนสอนง่าย ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระกล่าวไว้ในอนุมานสูตรแห่งมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ว่า เมื่อผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนอยู่ โดยทางที่ถูกที่ควรก็ประกอบด้วยความอดกลั้น ตั้งใจฟังโดยความเคารพเอื้อเฟื้อ ถูกผู้อื่นตักเตือนก็ไม่มีความโกรธ ความเสียใจ เป็นคนไม่ลบหลู่ท่าน ไม่ยกตนเทียมท่าน ไม่เป็นผู้ริษยาและโอ้อวด มีมารยาทอันสุภาพเรียบร้อย ไม่หัวดื้อถือตัว

ผู้ที่ประกอบด้วยความเป็นผู้ว่านอนสอนง่ายย่อมเห็นผู้ชี้ความผิดของตนเสมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ ชี้ความผิดด้วยเจตนาดี

ผู้ว่าง่าย เมื่อท่านผู้รู้เห็นความประพฤติที่ไม่สมควร หรือความพลาดพลั้ง อันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนแล้วว่ากล่าวแนะนำ ตักเตือน สมควรที่จะบอกกล่าวให้โอกาส เพื่อให้ท่านตักเตือนตนอีกในโอกาสต่อไป ที่เห็นตนประพฤติไม่สมควร และเกิดความพลาดพลั้ง 

เมื่อให้โอกาสแล้วท่านย่อมสำคัญว่าสมควรที่จะช่วยตักเตือน สั่งสอนไป แต่บางคนเห็นความประพฤติที่ไม่สมควร หรือความพลั้งพลาดของผู้ที่อยู่ภายใต้ความปกครองของตนแล้ว มัวแต่เกรงใจไม่อาจที่จะว่ากล่าวตักเตือน บุคคลเช่นนี้ไม่ชื่อว่า เป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้ 

ส่วนผู้ใดเห็นโทษผิดเสียหายของผู้อื่นแล้วข่มขู่คุกคาม ประณามทำโทษ หรือเนรเทศเสียจากที่อยู่ตามสมควรแก่โทษ ครั้นแล้วให้ศึกษาเพื่อประพฤติดี ประพฤติชอบต่อไป บุคคลเช่นนี้ชื่อว่าเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้



พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

เจริญเมตตาได้อานิสงส์ khaosod

เจริญเมตตาได้อานิสงส์

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com


เมตตา หมายถึง ความรัก หวังดี ไมตรี เห็นใจ ใฝ่ใจ เอื้ออาทร การสร้างเสริมประโยชน์สุขแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเต็มความรู้ความสามารถ ปราศจากความอาฆาต เคียดแค้น ชิงชัง มีแต่จะแสดงให้เห็นสีหน้ายิ้มละไม มีดวงตาแจ่มใสแช่มชื่น มองดูผู้อื่นด้วยสายตาอันเอิบอิ่ม เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี หวังให้ทุกคนมีความสงบสุขสมบูรณ์ทั่วหน้า ห่างภัยไกลเวรไร้อุปสรรค อันตราย

เมตตาเป็นคุณธรรมประจำใจของผู้นำหมู่คณะ เป็นคุณธรรมของผู้เป็นใหญ่ในสังคม

เมื่อเจริญเมตตาก็จะได้อานิสงส์จากการเจริญเมตตา 11 ประการ คือ

ประการที่ 1 หลับเป็นสุข ไม่นอนกระสับกระส่าย หวาดระแวง ผู้เจริญเมตตาหยั่งลงสู่ความหลับก็เป็นสุข เพราะไม่มีใจขุ่นหมองเศร้าเร่าร้อน เป็นผู้ที่มองโลกแต่แง่ดีมีคุณ

ประการที่ 2 ตื่นเป็นสุข ไม่แสดงอาการเป็นทุกข์ ผู้เจริญเมตตาไม่มีอาการผิดปกติ การตื่นเป็นสุขของผู้เจริญเมตตา เปรียบเสมือนดอกปทุมกำลังแย้มบานฉะนั้น

ประการที่ 3 ไม่ฝันเห็นนิมิตที่ไม่ดี ฝันแต่เรื่องที่เจริญ เรื่องดีๆ เท่านั้น เช่น ฝันว่ากำลังไหว้พระเจดีย์ กำลังบูชาพระ หรือกำลังฟังธรรม

ประการที่ 4 เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ผู้เจริญเมตตาย่อมเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเมื่อบุคคลนั้นจะคิด ก็คิดด้วยเมตตามโนกรรม เมื่อจะพูดก็พูดด้วยเมตตาวจีกรรม และเมื่อจะทำก็ทำด้วยเมตตากายกรรม มนุษย์ทั้งหลายจึงรักบุคคลผู้มีเมตตาธรรมนั้น เหมือนพวงมาลัยที่ประดับไว้บนศีรษะฉะนั้น

ประการที่ 5 เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ผู้เจริญเมตตาเป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลายฉันใด ย่อมเป็นที่รักที่เกรงขามของมนุษย์ทั้งหลายฉันนั้น

ประการที่ 6 เทวดาย่อมรักษาคุ้มครองผู้เจริญเมตตา เหมือนมารดาบิดาถนอมรักษาบุตรฉะนั้น

ประการที่ 7 ไฟย่อมไม่กล้ำกรายร่างกายของผู้อยู่ด้วยเมตตา เหมือนนางอุตตราอุบาสิกา ไฟย่อมไม่ทำอันตราย เป็นต้น

ประการที่ 8 จิตย่อมตั้งมั่นได้เร็ว คือ จิตของผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งมั่นได้รวดเร็ว เพราะความพยาบาทอาฆาตได้ถูกกำจัดออกไปด้วยเมตตาธรรม

ประการที่ 9 สีหน้าผ่องใส คือ หน้าตาของผู้เจริญเมตตาย่อมผ่องใส เหมือนผลตาลสุกหลุดจากขั้วฉะนั้น เมื่อจิตใจของบุคคลนั้นสะอาดผ่องใส จึงแสดงออกทางใบหน้า และผิวให้ผ่องใสงดงามตามไปด้วย

ประการที่ 10 ไม่หลงทำกาละ คือ ไม่มีความหลงลืมสติของผู้เจริญเมตตา เมื่อทำกาละกิริยาก็สงบเงียบ เหมือนการก้าวลงสู่ความหลับ

ประการที่ 11 เมื่อไม่บรรลุพระอรหัตผลอันเป็นคุณวิเศษที่ยิ่งกว่า เมตตาสมาบัติ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ย่อมเข้าถึงพรหมโลก เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้น

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

คุณค่าที่เหลืออยู่ khaosod

คุณค่าที่เหลืออยู่

หน้าต่างศาสนา
พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี สำนักส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ


เราอาจเคยคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือ เงิน รถ บ้าน อาหาร อากาศ ฯลฯ 

แต่พอเราผ่านภัยพิบัติต่างๆ ในชีวิตไปได้ จะทำให้รู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ชีวิต นั่นเอง เพราะ...

1.สมบัติทุกอย่างจะมีค่าก็ต่อเมื่อเรามีชีวิต แต่หากไม่มีชีวิตทุกอย่างก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เหมือนผู้ประสบภัยที่ต้องหนีน้ำท่วม หรือผู้ประสบอัคคีภัยที่ต้องเอาตัวรอดภายในเสี้ยววินาที แล้วไม่สามารถถือสิ่งใดติดมือมาได้เลย เกิดความเศร้าเสียใจ เสียดายสมบัติ ลืมสิ่งที่มีค่าสุดคือ ชีวิตเราเองและคนที่เรารักที่รอดมาได้ แทนที่จะดีใจกับชีวิตนี้ กลับเอาความทุกข์ไปใส่ตัวเอง 

2.สิ่งสำคัญที่สุด คือ สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ใช่สิ่งที่หายไป คุณค่าจริงๆ ของทุกสิ่ง คือ เมื่อมันยังอยู่กับเราและเราได้ใช้มันเท่านั้น อย่างกับเสื้อ 1 ตัวที่เราใส่ กับเสื้อ 100 ตัวที่อยู่ที่บ้านหรือที่ร้านค้า ตัวไหนมีค่ามากกว่ากัน ก็ต้องเป็นเสื้อตัวที่เราใส่อยู่ ซึ่งให้ความอบอุ่นกับเราได้ ส่วนอีกร้อยตัวจะมีราคามากขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้นและไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป เหมือนผู้ประสบภัยที่อาจจะเอาเสื้อมาได้ตัวเดียว ก็ให้รู้ว่านั่นคือสิ่งที่มีค่าสุดแล้ว ส่วนเสื้อตัวอื่นถึงมี แต่ไม่ได้ใส่ก็ไม่มีประโยชน์ 

...เพราะคุณค่าจริง มีเพียงแค่หนึ่งชีวิตกับสิ่งของที่ติดตัวเราไปได้ตลอด นั่นคือ บุญและกุศล ที่เราสั่งสมมานั่นเอง...

ชนะตนดีกว่าชนะคนอื่น

ชนะตนดีกว่าชนะคนอื่น

ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดเทวกุญชรวรวิหาร


คนทุกคนไม่มีใครปรารถนาความพ่ายแพ้ ต้องการความชนะทุกคน นักกีฬาฝึกกีฬาทุกประเภทก็ปรารถนาจะชนะ ไม่ปรารถนาความพ่ายแพ้ 

ผู้ชนะเท่านั้นเป็นผู้เก่ง มีเกียรติ มีชื่อเสียง ยกย่องกันว่าเป็นวีรบุรุษ ได้ชื่อเสียง เกียรติคุณ ได้ทรัพย์สินเงินทอง เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล แก่ประเทศชาติ เป็นวิสัยของชาวโลก ไม่มีใครคัดค้าน มีแต่คนสนับสนุน ยกย่องเชิดชู

แต่เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าตรัสว่า ชนะคนอื่นสัตว์อื่นไม่ประเสริฐ แต่ชนะตนประเสริฐกว่า 

หากพิจารณาด้วยปัญญาแล้วจะเห็นว่าพระพุทธองค์ไม่ได้สอนขัดกับความนิยมของชาวโลก แต่ทรงสอนให้ปฏิบัติตนให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพราะความชนะของชาวโลกนั้น ไม่แน่นอนมั่นคง วันนี้ชนะ วันหน้าอาจแพ้ได้ แต่ชัยชนะของพระพุทธ เจ้าไม่กลับแพ้ ผู้ที่ฝึกตนตามพระพุทธพจน์ก็จะได้ชัยชนะที่ไม่กลับแพ้

ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ตรัสถามพราหมณ์ผู้หนึ่งว่า ท่านประกอบอาชีพอะไร พราหมณ์ทูลตอบว่า หม่อมฉันเล่นสกาซึ่งเป็นการพนันเลี้ยงชีพ พระพุทธองค์ตรัสว่า นั่นยังมีประมาณน้อย ชื่อว่าความชนะผู้อื่นไม่ประเสริฐ ส่วนผู้ใดชนะตนได้เพราะชนะกิเลส ความชนะของผู้นั้นประเสริฐ เพราะว่าใครๆ ไม่อาจทำความชนะนั้นให้กลับพ่ายแพ้ได้

หากทุกคนชนะตนเองไม่ได้ก็จะชนะคนอื่นไม่ได้ ชนะกิเลสไม่ได้ เป็นผู้พ่ายแพ้อยู่ตลอดไป แม้ต้องการความชนะก็ไม่มีหนทางจะชนะ เช่น นักกีฬาที่มีแต่ความเกียจคร้าน ไม่มีความขยัน ขาดความพยายามที่จะเอาชนะความเกียจคร้าน การฝึกฝนตนก็เลวลง ผลสุดท้ายก็เป็นผู้แพ้ ย่อมอยู่เป็นทุกข์ แม้ผู้ประกอบการงานอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน หากปล่อยให้กิเลสครอบงำจิตใจแล้วมีแต่ทางแพ้เท่านั้น ไม่มีทางชนะ 

พระพุทธองค์ยังทรงสอนถึงวิธีที่จะเอาชนะกิเลส 3 ชนิด คือ 

เมื่อต้องการชนะความโลภ ต้องคิดเผื่อแผ่ประโยชน์ของตนให้แก่ผู้อื่น ยินดีในสมบัติของตน อย่าไปยินดีสมบัติของผู้อื่นที่เขาหวงแหน 

เมื่อต้องการชนะความโกรธ ต้องเจริญเมตตา เพราะไม่โกรธ ไม่พยาบาทอาฆาตจองเวรกับใครๆ 

เมื่อต้องการชนะความหลง ต้องเจริญจิตตภาวนา 

การชนะกิเลสทั้ง 3 ชนิดนี้ไม่ก่อเวรให้ตนเอง ไม่ก่อเวรให้ผู้อื่น ผู้ปฏิบัติเช่นนี้ได้ชื่อว่าชนะตนเอง ผู้ที่ชนะตนเองคือ ชนะจิตใจของตนเอง จึงเป็นผู้ประเสริฐกว่าการชนะผู้อื่น สัตว์อื่น เพราะไม่มีทางกลับแพ้อีกต่อไป แม้เทวดา คนธรรพ์ มาร พรหม ก็ทำให้แพ้ไม่ได้

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มนุษย์ 5 จำพวก

มนุษย์ 5 จำพวก
1. มนุสสเนรยิโก มนุษย์สัตว์นรก ได้แก่ มนุษย์ผู้ดุร้าย หยาบคาย ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจี้ปล้นเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยฆ่าเจ้าทรัพย์ตายบ้าง ทุบตีจนบาดเจ็บสาหัสบ้าง ข่มขืนแล้วฆ่าบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่นทรมานผู้อื่นสัตว์อื่น เป็นคนไร้ศีลธรรม ไม่มีมนุษยธรรมคือศีล 5 ประจำตัวเลย นามว่า มนุสสเนรยิโก แปลว่า มนุษย์สตว์นรกคือเป็นมนุษย์แต่ชื่อ ส่วนความประพฤติทางกาย วาจา ใจนั้นเลวทราม ดุร้ายหยาบคายเหมือนสัตว์นรกฉะนั้น
2. มนุสสเปโต มนุษย์เปรต ได้แก่ มนุษย์ผู้มากไปด้วยความโลภ มากไปด้วยตัณหา ชอบลักเล็กขโมยน้อยโลภเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน แย่งชิงวิ่งราวเป็นต้น แม้พวกที่เที่ยวขอทาน ก็สงเคราะห์เข้าในประเภทนี้ด้วย
3. มนุสสติรัจฉาโน มนุษย์สัตว์เดรัจฉาน ได้แก่มนุษย์ทีขวางศีลขวางธรรม มีโมหะคือความหลงมาก ไม่รู้จักบาป ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักคุณ ไม่รู้จักโทษ ไม่รู้จักประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักบุญคุณของผู้มีพระคุณ เช่น บิดามารดา ครูบาอาจารย์ เป็นต้น เป็นมนุษย์ผู้ไรศีลธรรม ดืมสุรา เสพยาบ้า กินกัญชา ทำอะไรทางกาย วาจา ใจ ก็ขวางๆผิดทำนองคลองธรรม นามว่า มนุสสติรัจฉาโน แปลว่ามนุษย์สัตว์เดรัจฉาน เดรัจฉาน แปลว่า ผู้ไปขวาง
คือเดินทอดตัว ไม่ได้เดินตั้งตัวเหมือนคน คนเดรัจฉานก็ฉันนั้น ทำอะไรก็ขวางธรรม ขวางวินัย คือขาดศีลธรรมเสมอๆ
3. มนุสสภูโต มนุษย์แท้ๆ คือเป็นคนเต็มตัว ได้แก่คนรักษาศีล 5 มั่นเป็นนิตย์ไม่ขาด ไม่ประมาทต่อศีลเพราะศีลเป็นมนุษยธรรม คือเป็นธรรมประจำมนุษย์ ธรรมที่ทำให้คนเป็นคน มนุสสภูโต แปลว่ามนุษย์แท้ๆ เพราะมีคุณธรรมของคนคือศีล ศีล ท่านแปลว่า เศียร คือ หัว ถ้าคนขาดศีล ก็คือคนหัวขาดนันเอง เพราะขาดจากคุณธรรมของความเป็นคน
5. มนุสสเทโว มนุษย์เทวดา ได้แก่มนุษย์ผู้มีศีล 5 มั่นเป็นนิตย์ แล้วยังได้พยายามบำเพ็ญกุศลเพิ่มพูนบารมีอยู่เรื่อยๆ เช่น ให้ทาน ฟังธรรม เรียนธรรม ปฏิบัติธรรม ไหว้พระสวดมนต์ มีหิริคือความละอายต่อบาป มีโอตตัปปะ คือความสดุ้งกลัวต่อผลแห่งบาปอยู่เสมอ เรียกว่าเป็นผู้มีใจสูงดุจเทวดา เพราะประกอบด้วยเทวธรรม 7 ประการคือ
-บำรงเลี้ยงมารดาบิดา
-ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อบุคคลผู้เจริญ
-พูดจาไพเราะเสนาะหู อ่อนหวาน นุ่มนวล
- ไม่พูดส่อเสียดผู้อื่น
- ละความตระหนี่เหนียวแน่น
- รักษาคำสัตย์
- ไม่โกรธ
มนุษย์ที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ ท่านขนานนามว่า มนุสสเทโว แปลว่า มนุษย์เทวดา

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภูมิธรรมชาวพุทธ (11) from khaosod

ภูมิธรรมชาวพุทธ (11)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)


ค.สมบัติ (ความสมบูรณ์หรือความสัมฤทธิผล) และวิบัติ (ความล้มเหลว หรือการปฏิบัติผิดพลาด ไม่สำเร็จผล)

มตตา : สมบัติ = สงบหายไร้ขัดเคือง

วิบัติ = เกิดเสน่หา

กรุณา : สมบัติ = สงบหายไร้วิหิงสา

วิบัติ = เกิดโศกเศร้า

มุทิตา : สมบัติ = สงบหายไร้ริษยา

วิบัติ = เกิดสนุกสนาน

อุเบกขา : สมบัติ = สงบหายไร้ชอบชัง

วิบัติ = เกิดความเฉยด้วยไม่รู้ (เฉยไม่รู้เรื่อง เฉยโง่ เฉยเมย)

ง.ข้าศึก คือ อกุศลคู่ปรับ ที่จะทำลายให้ธรรมข้อนั้นๆ เสียไป

เมตตา : ข้าศึกใกล้ = เกิดเสน่หา ราคะ

ข้าศึกไกล = พยาบาทคือความขัดเคือง ไม่พอใจ

กรุณา : ข้าศึกใกล้ โทมนัส คือความเศร้าโศกเสียใจ

ข้าศึกไกล = วิหิงสา

มุทิตา : ข้าศึกใกล้ = โสมนัส (เช่นดีใจว่าตนจะได้รับผลประโยชน์)

ข้าศึกใกล้ = อรติ คือความไม่ยินดี ไม่ไยดี ริษยา

อุเบกขา : ข้าศึกใกล้ = อัญญานุเบกขา (เฉยไม่รู้เรื่อง เฉยโง่ เฉยเมย)

ข้าศึกไกล = ราคะ (ความใคร่) ปฏิฆะ (ความเคือง) หรือชอบใจขัดใจ

จ.ตัวอย่างมาตรฐาน ที่คัมภีร์ทั้งหลายมักอ้าง เพื่อให้เห็นความหมายชัด

1.เมื่อลูกยังเล็กเป็นเด็กเยาว์วัย

แม่-เมตตา คือ รักใคร่เอาใจใส่ ถนอมเลี้ยงให้เจริญเติบโต

2.เมื่อลูกเจ็บไข้เกิดมีทุกข์ภัย

แม่-กรุณา คือ ห่วงใยปกปักรักษา หาทางบำบัดแก้ไข

3.เมื่อลูกเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวสวยสง่า

แม่-มุทิตา คือ พลอยปลาบปลื้มใจ หวังให้ลูกงามสดใสอยู่นานเท่านาน

4.เมื่อลูกรับผิดชอบกิจหน้าที่ของตนขวนขวายอยู่ด้วยดี

แม่-อุเบกขา คือ มีใจนิ่งสงบเป็นกลาง วางเฉยคอยดู

ทั้งนี้ พึงทราบว่า

ฉันทะ คือ กัตตุกัมยตาฉันทะ (ความอยากทำให้ดี หรือความต้องการที่จะทำให้คนสัตว์ทั้งหลายดีงามสมบูรณ์ปราศจากโทษข้อบกพร่อง เช่น อยากให้เขาประสบประโยชน์สุข พ้นจากทุกข์เป็นต้น) เป็นจุดเริ่ม (อาทิ) ของพรหมวิหารทั้ง 4

การข่มระงับกิเลส (เช่น นิวรณ์) ได้ เป็นท่ามกลางของพรหมวิหาร ทั้ง 4

สมาธิถึงอัปปนา เป็นที่จบ (สัมฤทธิ์จุดหมาย) ของพรหมวิหารทั้ง 4 นั้น

[2.14] สังคหวัตถุ 4 (ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว คือยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี, หลักการสงเคราะห์

- Sangahavatthu: bases of social solidarity; bases of sympathy; acts of doing favours; principles of service; virtues making for group integration and leadership)

1.ทาน (การให้ คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยทรัพย์สินสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน

- Dana: giving;generosity; charity)

2.ปิยวา จา หรือ เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดื่มใจ หรือวาจาซาบซึ้งใจ คือกล่าวคำสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดงประโยชน์ ประกอบด้วยเหตุผล เป็นหลักฐาน ทำให้มั่นใจ และน่าชื่นชมเชื่อถือ

- Piyavaca: kindly speech; convincing speech)

3.อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริย-ธรรม

- Atthacariya: useful conduct; rendering services; life of service; doing good)

4.สมา นัตตตา* (ความมีตนเสมอ** คือ ปฏิบัติสม่ำเสมอกันในชนทั้งหลาย ไม่เลือกรักผลักชัง ไม่ดูถูกเหยียดหยาม ไม่เอารัดเอาเปรียบ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย และเสมอในสุขทุกข์ คือร่วมสุขร่วมทุกข์ โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไขปัญหา ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะ บุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี

- Samanattata: even and equal treatment; equality consisting in impartiality, participation and behaving oneself properly in all circumstances)

[2.15] ระงับ นิวรณ์ 5 พัฒนา ธรรมสมาธิ ขึ้นมาแทน

ก.นิวรณ์ 5 (ธรรมที่ขวางกั้นการเจริญจิตเจริญปัญญา, ธรรมที่ครอบงำจิตปิดบังปัญญา ทำให้ไม่ก้าวหน้าในคุณความดี ไม่ให้บรรลุคุณพิเศษทางจิต และทำให้มองสิ่งทั้งหลายเคลือบคลุมพร่ามัวเอนเอียง ไม่อาจรู้เห็นตามเป็นจริง, อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง

- Nivarana: hindrances.)

1.กามฉันทะ (ความพอใจติดใคร่กาม, ความอยากได้สิ่งเสพบำเรอผัสสะ, โดยขอบเขต หมายถึงโลภะทั้งหมด เว้นแต่รูปราคะและอรูปราคะ

- Kamachanda: sensual desire)

2.พยาบาท (ความคิดร้าย, ความขัดเคืองแค้นใจ, โดยขอบเขต หมายรวมโทสะทั้งหมด

- Byapada: illwill)

3.ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม, ความท้อแท้และเฉาซึม, ความห่อเหี่ยวและตื้อมึน

- Thina-middha: sloth and torpor)

4.อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ, ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล

- Uddhacca-kukkucca: distraction and remorse; flurry andworry; restlessness and anxiety)

5.วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย, ความเคลือบแคลง

- Vicikiccha: doubt; uncertainty)

เมื่อ จิตปลอดจากนิวรณ์ 5 แล้ว ธรรมสมาธิ มีปราโมทย์ เป็นต้น ก็จะเกิดขึ้นแทนที่ และจิตก็จะเป็นสมาธิแน่วสนิทถึงขั้นอัปปนา คือได้ฌาน และสามารถเจริญปัญญาให้มองเห็นตามเป็นจริง