วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

"หลักชาวพุทธ" khaosod

"หลักชาวพุทธ" อันพึงถือเป็นบรรทัดฐาน มีดังต่อไปนี้

หลักชาวพุทธ

1.หลักการ

1.ฝึกแล้วคือเลิศมนุษย์ : ข้าฯ มั่นใจว่า มนุษย์จะประเสริฐเลิศสุดแม้กระทั่งเป็นพุทธได้ เพราะฝึกตนด้วยสิกขา คือการศึกษา

2.ใฝ่พุทธคุณเป็นสรณะ : ข้าฯ จะฝึกตนให้มีปัญญา มีความบริสุทธิ์ และมีเมตตากรุณา ตามอย่างองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

3.ถือธรรมะเป็นใหญ่ : ข้าฯ ถือธรรม คือความจริง ความถูกต้อง ดีงาม เป็นใหญ่ เป็นเกณฑ์ตัดสิน

4.สร้างสังคมให้เยี่ยงสังฆะ : ข้าฯ จะสร้างสังคมตั้งแต่ในบ้าน ให้มีสามัคคี เป็นที่มาเกื้อกูลร่วมกันสร้างสรรค์

5.สำเร็จด้วยกระทำกรรมดี : ข้าฯ จะสร้างความสำเร็จด้วยการกระทำที่ดีงามของตน โดยพากเพียรอย่างไม่ประมาท

2.ปฏิบัติการ

ข้าฯ จะนำชีวิต และร่วมนำสังคมประเทศชาติ ไปสู่ความดีงามและความสุขความเจริญ ด้วยการปฏิบัติดังต่อไปนี้

ก) มีศีลวัตรประจำตน

1.บูชาบูชนีย์ : มีปกติกราบไหว้ แสดงความเคารพ ต่อพระรัตนตรัย บิดามารดา ครูอาจารย์ และบุคคลที่ควรเคารพ

2.มีศีลห่างอบาย : สมาทานเบญจศีล ให้เป็นนิจศีลคือหลักความประพฤติประจำตัว ไม่มืดมัวด้วยอบายมุข

3.สาธยายพุทธมนต์ : สวดสาธยายพุทธวจนะหรือบทสวดมนต์ โดยเข้าใจความหมาย อย่างน้อยก่อนนอนทุกวัน

4.ฝึกฝน จิตด้วยภาวนา : ทำจิตใจให้สงบ ผ่องใส เจริญสมาธิ อันค้ำจุนสติที่ตื่นตัว หนุนปัญญาที่รู้ทั่วชัดเท่าทัน และอธิษฐานจิตเพื่อจุดหมายที่เป็นกุศล วันละ 5-10 นาที

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

ศีลส่งให้สูง khaosod

ศีลส่งให้สูง

คอลัมน์ ธรรมวันหยุด


คํา ว่า "ศีล" คือ การสำรวมระวังกายและวาจา ให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษ กล่าวคือ เจตนางดเว้นจากความประพฤติปฏิบัติที่เป็นการเบียดเบียนตนเอง และผู้อื่นให้เดือดร้อนเสียหาย

ศีล นั้นคู่กับ ธรรม ศีลเป็นข้อห้าม ส่วนธรรมเป็นข้อปฏิบัติ ดังเช่น เบญจศีล เป็นข้อห้ามประพฤติปฏิบัติอันเป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น 5 ข้อสำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน ได้แก่ 1. ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต 2. ห้ามลักฉ้อหรือคดโกง 3. ห้ามประพฤติผิดในกาม 4. ห้ามพูดปด 5. ห้ามเสพสุราและสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

เบญจ กัลยาณธรรม คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นคุณธรรมของคนดี 5 ข้อ ตรงกันข้ามกับความประพฤติผิดศีล ได้แก่ 1. ความเป็นผู้มีเมตตากรุณาธรรมต่อผู้อื่น ไม่คิดประหัตประหารกัน 2. การให้ทานและการประกอบสัมมาอาชีวะ 3. ความมีสันโดษในคู่ครองของตน 4. การกล่าวแต่วาจาที่จริง 5. การมีสติสัมปชัญญะ รู้ผิดชอบชั่วดี รู้บาป-บุญ คุณ-โทษ รู้ทางเจริญ-ทางเสื่อม แห่งชีวิตตามที่เป็นจริง

อานิสงส์ ของการรักษาศีล คือ ความสำรวมระวังกาย และวาจาให้เรียบร้อยดี ไม่มีโทษนั้นมีมาก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสอานิสงส์ของศีล มีเป็นต้นว่า 1. บุคคล ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเจริญด้วยโภค ทรัพย์ มีความไม่ประมาทเป็นเหตุ 2. กิตติ ศัพท์อันงามของผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมฟุ้งขจรไป 3. ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล จะเข้าสู่บริษัทหรือสมาคมใดๆ จะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คฤหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมเป็นผู้องอาจ ไม่เคอะเขินเข้าไป 4. ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ไม่หลงทำกาลกิริยา คือไม่หลงตาย และ 5. ผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

ส่วนผู้ประพฤติผิดศีล ย่อมได้รับผลตรงกันข้าม กล่าวคือ ชีวิตย่อมหาความเจริญและสันติสุขแท้จริงมิได้ ย่อมนับวันแต่จะถึงความเสื่อมแห่งชีวิต และย่อมได้ประสบแต่ความทุกข์เดือดร้อนเพราะผลแต่อกุศลกรรมที่ตนประพฤติผิด ศีล ผิดธรรมนั้น มากน้อยตามความหนักเบาแห่งบาปอกุศลที่ตนกระทำ ผิดศีล

บัณฑิต ผู้รู้ มีสติปัญญาอันเห็นชอบ จึงเป็นผู้มีศีล และรักษาศีลให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ย่อมเจริญด้วยโภคทรัพย์ กิตติศัพท์อันงามย่อมฟุ้งขจรไป จะเข้าสู่บริษัทหรือสมาคมใดๆ ย่อมเป็นผู้องอาจ เป็นผู้ไม่หลงทำกาลกิริยา คือ ไม่หลงตาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้

พระเทพคุณาภรณ์

(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

www.watdevaraj.com

0-2281-2430

วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ความทุกข์ จาก ข่าวสด

ความทุกข์

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด



ปัญหา ชีวิตที่คนทุกคนตั้งแต่เกิดมาล้วนประสบด้วยกัน นั่นก็คือ ความทุกข์ เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตายก็ทุกข์ ความโศกเศร้าเสียใจก็เป็นทุกข์ ประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่ชอบใจก็เป็นทุกข์ พลัดพรากจากคนรักของรักก็ทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น

คำว่า ทุกข์ หมายถึง ความไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือสภาวะที่ทนอยู่ไม่ได้ มีประจำทุกชีวิต ท่านได้รวบรวมไว้ 10 ประการ คือ

1. นิพัทธทุกข์ ทุกข์เป็นประจำ เช่น หนาวร้อน หิวกระหาย มีปรากฏทั่วไปไม่ว่าในคนหรือสัตว์ ทุกข์ประเภทนี้ เช่น ทุกข์อันเกิดจากความหิว กระหาย ต้องแก้ด้วยการเสริมสร้างเศรษฐกิจให้สมบูรณ์ มีกินมีใช้

2. พยาธิทุกข์ ทุกข์อันเกิดจากความปวดเมื่อย ถูกโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจ ทุกข์อันเกิดจากความเจ็บปวด เช่น ปวดหลัง ปวดเอว ต้องแก้ด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถ หากเจ็บป่วยให้รีบเยียวยา อย่าปล่อยทิ้งไว้ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต

3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์เกิดจากการแสวงหาเลี้ยงชีพ ทุกข์ประเภทนี้ ตั้งแต่เติบใหญ่ต้องแสวงหาความรู้ แสวงหางานทำ มีภาระจำต้องเลี้ยงดูครอบครัว บริวารญาติมิตร ทุกข์อันเกิดจากการแสวงหาปัจจัยมาเลี้ยงชีวิตนี้ ต้องแก้ด้วยธรรมะ 4 ประการ คือ ขยันหา รักษาทรัพย์ คบคนดีและเลี้ยงชีวิตให้พอดี

4. สภาวะทุกข์ ทุกข์ประจำ ทุกข์ที่เป็นเอง เช่น ทุกข์จากการเกิด การแก่ การเจ็บ และการตาย ทุกข์ประเภทนี้ ท่านสอนให้รู้เท่าทัน คือ รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดาของชีวิต มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ไม่จีรังยั่งยืน และไม่ได้มีกับเราคนเดียว

5. วิวาทมูลกทุกข์ ทุกข์เพราะการทะเลาะวิวาท เป็นทุกข์ทางสังคม หากไม่ได้ปรับความเห็นให้สอดคล้อง เข้ากันได้กับสังคม ก็จะเกิดปฏิกิริยาขัดแย้งกัน ทุกข์ประเภทนี้ ท่านสอนให้ยอมรับความจริงว่า คนทุกคนไม่เหมือนกัน และสอนให้ทำดีต่อกัน มีปัญหาก็ให้อดทนอดกลั้น รู้จักให้โอกาสและให้อภัย

6. สหคตทุกข์ ทุกข์อันเกิดจากการกังวลกับสิ่งที่ผูกพันกับชีวิต เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มีลาภ มียศ ก็มีทั้งสุขทั้งทุกข์ เช่น บางท่านมีรถยนต์ จัดว่ามีความสุข ไปไหนมาไหนสะดวกรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็มีทุกข์แอบแฝงอยู่ด้วย ไหนจะต้องดูแลเอาใจใส่รักษา ต้องเติมน้ำมัน เป็นต้น ทุกข์ประเภทนี้ท่านสอนให้แก้ด้วยการพิจารณาให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ทุกอย่างมีได้มีเสีย มีขึ้นมีลงตลอดเวลา

7. วิปากทุกข์ ทุกข์เกิดจากผลของกรรม คือ การกระทำของตนที่ได้ทำไว้ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เช่น ประพฤติผิดกฎหมาย ถูกจับได้ต้องติดคุก ไม่มีอิสรภาพ ทุกข์ประเภทนี้ท่านสอนว่าอย่าประมาท ให้สังวรระวังกรรมอันจะเป็นผลให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนและคนอื่น เมื่อเผลอทำความชั่ว ก็รู้จักกลับตัวกลับใจเป็นคนดี ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข

8. ปกิณณกทุกข์ ทุกข์เบ็ดเตล็ด ทุกข์อันเกิดจากการผิดหวัง พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การไม่สมหวังในสิ่งที่ตนปรารถนา การประสบกับสิ่งอันไม่น่าชอบใจ เป็นทุกข์เล็กน้อยทั้งสิ้น ทุกข์ประเภทนี้ท่านสอนให้เตรียมใจไว้ให้พร้อม เพราะทุกคนต้องพลัดพรากด้วยกันทั้งนั้น ไม่จากกันยามเป็นก็จากกันยามตาย ไม่วันนี้ก็วันหน้า

9. สันตาปทุกข์ ทุกข์เพราะอำนาจกิเลสมันเผาลน เช่น ถูกความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอิจฉาริษยาเข้าครอบงำ ทำให้ทุกข์กายทุกข์ใจ ทุกข์ประเภทนี้ ท่านสอนให้แก้ด้วยให้รู้จักความพอดี มีความเมตตากรุณา มีความพลอยยินดีในเมื่อผู้อื่นได้ดี

10. ทุกขักขันธ์ ทุกข์รวบยอด คือ ขันธ์ 5 อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ทุกข์ประเภทนี้ ท่านสอนให้พิจารณาให้พิจารณาว่า มันไม่ใช่ของเรา แล้วให้รู้จักปล่อยวางเสียอย่ายึดถือไว้

เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญาควรทำลายต้นตอแห่งความทุกข์ทั้ง 10 ประการ ด้วยวิธีดังกล่าวมา จักประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดไป

พระเทพคุณาภรณ์

(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

www.watdevaraj.com

0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ความยินดี khaosod

ความยินดี

ธรรมะวันหยุด

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหารwww.watdevaraj.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting



ปัจจุบัน การดำรงชีวิตอยู่ของประชาชนถูกกระทบด้วยเหตุปัจจัยหลายหลากซึ่งล้วนแต่มีผล ให้ความอยู่ดีมีสุขตามสมควรแก่อัตภาพพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

ใน สภาวะเช่นนี้ ควรที่ทุกคนจะต้องหันกลับมาทบทวนถึงแนวทางแห่งการปฏิบัติของตน เพื่อประคับประคองตนให้แคล้วคลาดจากภัยพิบัติทั้งปวง มีความร่มเย็นเป็นสุขตามสมควร ด้วยการปฏิบัติตามหลักธรรม คือ ความสันโดษ ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในธรรมบทขุททกนิกาย พร้อมทั้งทรงรับรองผลว่าสามารถจะบันดาลความสุขความเจริญแก่ผู้ปฏิบัติได้

ความ สันโดษ แปลว่า ความยินดี พอใจในสิ่งที่ตนเองมีหรือเป็นอยู่ ถือเป็นเชื้อสายประเพณีดั้งเดิมของท่านผู้ประเสริฐ เรียกว่า วงศ์อริยะ ดังความตอนหนึ่งว่า "ผู้ถือสันโดษด้วยเสื้อผ้า อาหาร และที่อยู่อาศัยตามมีตามได้ มีปกติสรรเสริญคุณแห่งสันโดษ ถือว่าเป็นผู้สถิตอยู่ในวงศ์แห่งอริยะอันเป็นประเพณีเก่าดั้งเดิม" สันโดษโดยทั่วไปมี 3 ประการ คือ

1. ยถาลาภสันโดษยินดีตามได้

2. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง

3. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร


ประการ ที่ 1 ยถาลาภสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามที่ตนได้มา โดยในเบื้องต้น มีความพอใจในงานที่กำลังทำ พอใจในศิลป วิทยาที่กำลังศึกษาและพอใจในคุณธรรมที่กำลังปฏิบัติอยู่ มีความมุ่งมั่นทำจริง ศึกษาจริง ปฏิบัติจริง เมื่อได้ทรัพย์สิน คุณวุฒิ คุณสมบัติมาเป็นของตนเองแล้วก็ยินดีในทรัพย์สิน คุณวุฒิ และคุณสมบัติที่ตนมีอยู่ รู้จักใช้ทรัพย์อย่างประหยัด ประพฤติตนสมกับคุณวุฒิและคุณ สมบัติที่มีอยู่

ประการที่ 2 ยถาพลสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามกำลัง คือ มีความพอใจในการจัดสรรหน้าที่การงาน จัดสรรการศึกษาศิลป วิทยา และจัดสรรคุณธรรมเพื่อปฏิบัติให้สมกับกำลังสติปัญญาของตนเอง เลือกทำในสิ่งที่ตนเองถนัดแล้วตั้งใจปฏิบัติให้ก้าวหน้าไปตามกำลังแต่ละ อย่างด้วยความขยันหมั่นเพียร อดทนสู้กับอุปสรรคต่างๆ โดยไม่ถอยหลัง

ประการ ที่ 3 ยถาสารุปปสันโดษ หมายถึง ความยินดีตามสมควร หรือพอเหมาะกับฐานะของตนเอง ไม่หวนหาคิดให้ได้ทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่าเกินฐานะของตนเอง บางครั้งแม้จะได้สิ่งที่เกินฐานะของตนเองมาก็ไม่ลุ่มหลงว่าเป็นสิทธิ์ที่ควร จะได้ กลับเห็นว่าสิ่งที่ได้มานั้นล้ำค่า ควรให้คนอื่นได้มีส่วนร่วมดูแลรักษาหรือบริโภคใช้สอยด้วย โดยการทำให้เกิดประโยชน์แก่ตน เองและแก่สังคมรอบข้าง

ผู้มีความ สันโดษ มีความสันโดษเป็นยาวิเศษ บำรุงใจให้เอิบอิ่ม เบิกบาน และชูใจให้แข็งกล้าอยู่เสมอ ย่อมไม่เกียจคร้าน ผู้มีความสันโดษย่อมมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้มาแม้เล็กน้อย อันเป็นสิ่งที่ตนได้มาโดยชอบธรรม ทั้งนี้ เพราะจิตใจมากไปด้วยคำว่า ยินดี หรือ พอใจ นั่นเอง

ถ้าทุกคนต่างมีความสันโดษ พอใจยินดีใช้สอยวัตถุสิ่งของที่ผลิตได้ภายในประเทศโดยเงินทุนก็จะหมุนเวียน อยู่แต่ภายในประเทศ เท่านั้น เป็นการอุดหนุนให้ประเทศชาติได้พัฒนาสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกิดขึ้น โดยอาศัยความรัก ความสามัคคีร่วมใจกันประหยัด มีความพากเพียรพยายามประกอบกิจด้วยความอดทน ก็เป็นเหตุให้เกิดสุข

ดังนั้น ความสันโดษ ความยินดี พอใจจึงเป็นคุณธรรมที่ทุกคนควรพินิจพิจารณา น้อมนำมาประพฤติปฏิบัติให้เกิดเป็นนิสัยติดตัวโดยแท้

วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สว่างมา สว่างไป (2) khaosod

สว่างมา สว่างไป (2)

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด



ผู้ ที่สว่างมาแล้วสว่างไป หมายถึง บุคคลผู้ที่สร้างคุณงามความดีมาก่อน แม้ปัจจุบันก็ยังสร้างสรรค์สิ่งที่ดีเป็นบุญกุศล เพื่อความสุขความเจริญในอนาคตของตนต่อไป

บุคคลผู้ที่จะเป็นเช่นนี้ ได้นั้นต้องอาศัยการปฏิบัติตามหลักธรรม ที่เรียกว่า จักร คือธรรมที่นำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ดุจล้อนำรถไปสู่ที่หมาย ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย ว่ามี 4 ประการ คือ

1.การอยู่ในประเทศที่เหมาะสม

2.การคบหาสัตบุรุษคนดี

3.การตั้งตนไว้ชอบ

4.ความเป็นผู้ทำความดีไว้แต่ปางก่อน

ประการ ที่ 1 การอยู่ในประเทศที่เหมาะสม ถิ่นที่อยู่ของบุคคลนั้นนับว่าเป็นความสำคัญชั้นต้น ถ้าบุคคลไปเกิดอยู่ในถิ่นที่ด้อยด้วยคุณธรรมและวิชาธรรม ย่อมจะเป็นไปตามพื้นเพของถิ่นนั้นโดยมาก ถิ่นที่เจริญดีนั้นได้แก่ ถิ่นที่เป็นศูนย์กลาง การคมนาคมสะดวก เป็นที่รวมของศีลธรรม วัฒนธรรมและระเบียบประเพณี มีภูมิประเทศสมบูรณ์ในการประกอบอาชีพ เป็นถิ่นที่มีการศึกษารุ่งเรือง การอยู่ในประเทศที่เหมาะสมนี้เป็นเหตุให้แสวงหาคุณความดีได้ในปัจจุบันและ อนาคต

ประการที่ 2 การคบคนดี การคบหาสมาคมกันนั้นเป็นปัจจัยอันสำคัญของทุกคน เพราะบุคคลจะอยู่โดยลำพังเพียงผู้เดียวไม่ได้ ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในทางพระพุทธศาสนาสอนว่า ไม่ควรคบคนพาล ควรคบบัณฑิต เพราะคนพาลตัดประโยชน์ทั้งฝ่ายตนและผู้อื่น ถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ คือ ทำความพินาศให้เกิดแก่ตนและผู้อื่น แม้ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์บวชเป็นดาบสอยู่ในหิมวันตประเทศ ได้กล่าวสอนบุตรของตนผู้จะออกจากป่าไปอยู่ถิ่นมนุษย์ไว้ในหริททราคชาดก ตอนหนึ่งว่า "ลูกเอ๋ย ถ้าพื้นชมพูทวีปทั้งสิ้นจะพึงไร้มนุษย์ก็ตาม หากมีแต่เจ้ากับคนพาลเพียงสองคนเท่านั้น เจ้าก็อย่าได้คบหากับคนพาลนั้นเลย" ดังนี้

ส่วนบัณฑิต เป็นผู้ฉลาดในการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ประพฤติ ชอบด้วยกาย วาจา ใจ เป็นบุคคลควรคบหาสมาคมด้วย เพราะเป็นผู้ชักนำไปในทางที่ถูก ไม่แนะนำให้ประกอบกิจอันมิใช่ธุระ มีแต่ชักนำในทางที่เป็นประโยชน์

ประการที่ 3 การตั้งตนไว้ชอบ คือดำรงตั้งมั่นอยู่ในธรรมและทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ให้เหมาะสมถูกต้องแก่ภาวะหน้าที่ที่ตนมีอยู่ในปัจจุบัน ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ

ประการที่ 4 ความเป็นผู้ทำความดีไว้ในกาลก่อน อาศัยบุญเก่ากุศลก่อนที่ได้สร้างสมอบรมไว้ ส่งผลให้ได้อัตภาพร่างกายเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา มีสติปัญญา สุขภาพร่างกายดี พรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติ เพราะบุญเก่าที่ตนทำไว้สนับสนุนและให้ผล

บุคคลผู้ได้ปฏิบัติตามหลัก ธรรมทั้ง 4 ประการ คือ ได้อยู่ในสถานที่เหมาะสม สมาคมกับคนดีมีศีลธรรม ดำรงตนไว้ในที่ควรที่ชอบ ประกอบกับความดีที่ทำไว้ในกาลก่อนดังกล่าวมานี้ ย่อมสามารถที่จะดำเนินชีวิตให้มีแต่ความสุข ปราศจากความทุกข์ร้อนใจ มีแต่ความสงบร่มเย็นตลอดกาลนานแล

พระเทพคุณาภรณ์

(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร/

www.watdevaraj.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting

สว่างมา สว่างไป..1 khaosod

สว่างมา สว่างไป..1

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด



บุคคล ผู้สว่างมา สว่างไป หมายถึง บุคคลผู้เกิดในตระกูลสูง คือ เป็นตระกูลที่เพียบพร้อม พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพย์สินเงินทอง โภคสมบัติ บริวารสมบัติมีประการต่างๆ เป็นตระกูลที่เป็นที่นับถือของคนทั่วไป นั่นเป็นเพราะในอดีตชาติที่ผ่านมา ได้ประกอบกุศลคุณงามความดีไว้เป็นอันมาก จึงส่งผลให้มาเกิดเป็นมนุษย์ เสวยทรัพย์สมบัติ ด้วยผลบุญที่ได้กระทำไว้นั้น

บุคคลผู้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่พร้อม มูลดังว่ามานี้แล้ว มีความขยัน หมั่นประกอบอาชีพการงาน และยังประกอบคุณงามความดี ด้วยคิดว่า ที่ตนเองเกิดมามีทั้งโภคสมบัติ ทั้งบริวารสมบัตินั้น เป็นเพราะได้ทำบุญ ให้ทานมาแต่ก่อน ในชาตินี้เมื่อมีโอกาสจึงทำบุญให้ทาน ประกอบแต่กรรมดี เพื่อสั่งสมบุญกุศลเพิ่มขึ้นอีก ประพฤติแต่สุจริต คือ ทำกรรมดี อันเป็นทางนำไปสู่ทางที่ดี มีความสุข คือ

ทำความดีทางกาย เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ประพฤติผิดในกาม

ทำ ความดีทางวาจา เช่น ไม่พูดโกหกหลอกลวงผู้อื่น ไม่พูดส่อเสียดให้ผู้อื่นเจ็บช้ำน้ำใจ ไม่พูดจาหยาบคาย ไม่พูดคำพูดเพ้อเจ้อ ที่ไม่มีประโยชน์ ไม่มีสาระ

และทำความดีทางใจ เช่น ไม่มีความโลภอยากได้ของผู้อื่น ไม่คิดพยาบาทเบียดเบียนผู้อื่น มีความเห็นชอบ คือ ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำบุญแล้วให้ผลที่ดี เป็นต้น

บุคคลผู้ประพฤติดังเช่นที่กล่าวมานี้ เมื่อตายแล้วย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ อันมีแต่ความสุขความเจริญอย่างเดียว

บุคคลผู้สว่างมา สว่างไปนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยกย่องสรรเสริญว่า เป็นบุคคลผู้สูงสุดของชนทั้งหลาย

จะ ได้ยกเรื่องของบุคคลผู้ที่สว่างมา และสว่างไป เป็นอุทาหรณ์ เรื่องมีอยู่ว่า อุบาสกคนหนึ่ง เป็นผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระพุทธศาสนา ได้ให้ทาน รักษาศีล และทำอุโบสถกรรมเป็นประจำ ต่อมาได้สร้างศาลาจัตุรมุขขึ้นหลังหนึ่ง ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา ซึ่งในที่สุดแห่งการทำอนุโมทนาของพระพุทธเจ้า วิมานจัตุรมุขก็ได้ผุดขึ้นในเทวโลก เพื่อต้อนรับอุบาสกนั้น

พระ มหาโมคคัลลานะได้ไปเยี่ยมเทวโลก เห็นวิมานนั้นว่างเปล่า ไม่มีเทพบุตรหรือเทพธิดาประจำอยู่ จึงไต่ถามกับเทพบุตรในวิมานใกล้เคียงก็ทราบว่า เป็นวิมานที่ผุดขึ้นเพื่อต้อนรับนันทิยอุบาสก ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ พระมหาโมคคัลลานะ จึงนำข่าวมาแจ้งแก่นันทิยอุบาสก เมื่อเขาได้ฟังแล้ว ก็เกิดปีติยินดีเป็นอย่างมาก ได้สละทรัพย์บำเพ็ญกุศลในพระพุทธศาสนาอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อเขาสิ้นชีวิตแล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในวิมานนั้น

ดังนั้น บุคคลผู้ที่เกิดในตระกูลที่สูง ปฏิบัติ ประพฤติสุจริตเป็นประจำ จึงนำให้ไปเกิดในสุคติภพ เปรียบได้กับบุคคลผู้ออกจากที่สว่าง ไปสู่ที่สว่าง ฉะนั้นแล



พระเทพคุณาภรณ์

(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

www.watdevaraj.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting

คำสอนสำคัญ khaosod

คำสอนสำคัญ

คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา



พระพุทธศาสนา มีหลักธรรมคำสอนระดับสูง คือ เรื่อง อริยสัจ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดับทุกข์ อันได้แก่

1.ทุกข์ คือ เรื่องความทุกข์ของจิตใจมนุษย์ในปัจจุบัน

2.สมุทัย คือ เรื่องสาเหตุของความทุกข์ทั้งปวง

3.นิโรธ คือ เรื่องความดับสนิทของความทุกข์ทั้งปวง

4.มรรค คือ เรื่องวิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ทั้งปวง

ส่วน คำสอนระดับศีลธรรมนั้น ไม่ใช่คำสอนที่สำคัญของพุทธศาสนา เพราะศาสนาไหนๆ เขาก็มีคำสอนเช่นนี้กันอยู่แล้ว อีกทั้งคำสอนระดับศีลธรรม ก็ยังเจือปนอยู่กับเรื่องงมงายที่ปลอมปนเข้ามามากมายในภายหลัง ซึ่งไม่เป็นวิทยาศาสตร์ และขัดแย้งกับคำสอนระดับสูงอย่างมาก

ถ้าใครยึดถือในคำสอนระดับศีลธรรม ก็จะไม่เข้าใจคำสอนระดับสูงได้ ดังนั้น คำสอนส่วนใหญ่ของพระพุทธศาสนา จึงมุ่งเน้นมาที่เรื่องการดับทุกข์

พุทธศาสนาสอนว่า เมื่อเริ่มต้นศึกษาพุทธศาสนา อย่าเพิ่งสนใจเรื่องเหล่านี้ คือ

1.เรื่องว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอริยะทั้งหลาย ว่าจะมีจริงหรือไม่?

2.เรื่องว่าสมาธิจะมีจริงหรือไม่? หรือทำให้เกิดอะไรที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาได้จริงหรือไม่?

3.เรื่องว่าเมื่อเราทำสิ่งใดไว้แล้ว จะต้องได้รับผลจากการกระทำนั้นในอนาคตจริงหรือไม่?

4.เรื่องที่ไร้สาระทั้งหลายของโลก ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดับทุกข์

เหตุ ที่ไม่ให้สนใจเรื่องเหล่านี้ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการดับทุกข์ และเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีของจริงมาให้ศึกษาตามหลักวิทยา ศาสตร์ ถ้าใครหลงไปศึกษา ก็จะทำให้เสียเวลาอยู่กับเรื่องเหล่านี้ อาจเกิดความเข้าใจผิดหรือไขว้เขวขึ้นมาได้

ต่อเมื่อศึกษาตามหลักการของพุทธศาสนาจนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดสิ้นไปเอง

พระ พุทธศาสนาจะสอนเฉพาะเรื่องในปัจจุบันเท่านั้น ไม่สอนเรื่องหลังจากตายไปแล้ว คือ พุทธศาสนาจะสอนให้เราศึกษาชีวิตในปัจจุบัน โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ จนเกิดความเข้าใจชีวิตอย่างแจ่มแจ้งก่อน แล้วก็จะเข้าใจเรื่องภายหลังจากความตายได้ด้วยตนเอง โดยไม่เชื่อจากใครๆ

พุทธ ศาสนาจะสอนให้ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ โดยสอนว่า อย่าเชื่อจากฟังต่อบอกต่อกันมา, อย่าเชื่อจากเห็นเขาทำตามๆ กันมา อย่าเชื่อจากคำร่ำลือ อย่าเชื่อจากตำรา อย่าเชื่อจากเหตุผลตรงๆ อย่าเชื่อจากเหตุผลแวดล้อม อย่าเชื่อจากสามัญสำนึกของเราเอง อย่าเชื่อจากมันตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่ เป็นต้น

เมื่อได้รับคำ สอนใดมา ให้นำมาพิจารณา ดูก่อน ถ้าเห็นว่ามีโทษ ให้ละทิ้งเสีย แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีโทษและมีประโยชน์ ก็ให้นำมาทดลองปฏิบัติดูก่อน ถ้าไม่ได้ผลก็ให้ละทิ้งไป แต่ถ้าได้ผลจึงค่อยเชื่อและรับเอามาปฏิบัติต่อไป