บารมี (2) ยิ่งยวดหรือยิ่งใหญ่ ให้ธรรม-ให้ทุน
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
ทําไมโบราณว่า จารึกธรรมหนึ่งอักษร
เท่ากับสร้างพระพุทธปฏิมาหนึ่งองค์
มี คติแต่โบราณบอกว่า การสร้างพระธรรม แม้แต่หนึ่งตัวอักษร ถือว่ามีคุณค่าเท่า กับได้สร้างพระพุทธรูปหนึ่งองค์ โบราณถือกันมาอย่างนี้ เพราะถ้าได้ทำบุญสร้างอักษรจารึกพระธรรมไปแล้ว ก็จะทำให้คนได้รู้เข้าใจว่า จะประพฤติปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้อง
แม้แต่เราจะรู้จักปฏิบัติ ต่อพระพุทธรูปถูกต้อง เราก็ต้องรู้จักพระธรรมด้วย เพราะพระพุทธรูปนั้น เป็นแต่เพียงวัตถุที่สร้างเป็นรูปเปรียบของพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่รู้จักธรรมะ ไม่รู้จักคำสอน เราก็ไม่รู้ว่าจะมีพระพุทธรูปไปทำไม แล้วเราควรจะทำอย่างไรต่อพระพุทธรูปนี้
การที่เราได้นึกถึงพระ พุทธรูป และไปหาพระพุทธรูปมา หรือไปไหว้พระพุทธรูป ก็เพราะว่า เราได้รู้จักพระธรรม ได้รู้จักคำสอนว่า อ๋อ พระพุทธรูปนี้ เป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีพระคุณอย่างนั้นๆ เราจึงได้แสดงความเคารพนับถือพระองค์ อย่างนี้เรียกว่ารู้จักพระพุทธคุณด้วยอาศัยธรรมะ เพราะฉะนั้น การให้ธรรมะจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
นอกจากนั้น เวลาเราไหว้พระพุทธรูป เราจะทำใจอย่างไรถูกต้อง ก็ต้องอาศัยพระธรรมมาสอนอีกเหมือนกัน ว่าเวลาไหว้พระนะ จะ ต้องทำจิตใจให้สงบ ให้ผ่องใสเบิกบานอย่างนั้นๆ ระลึกพระคุณอย่างนั้นๆ การที่เราปฏิบัติถูกต้อง ก็เพราะอาศัยพระธรรม
พระ ธรรมมีความสำคัญอย่างที่กล่าวมา ท่านจึงถือว่าการสร้างพระธรรม แม้แต่เพียงตัวอักษรหนึ่ง มีค่ามากเท่ากับสร้างพระพุทธรูปหนึ่งองค์ แล้วถ้าสร้างหลายตัวอักษร ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น คำสอนธรรมะนี้จารึกข้อธรรมที่สำคัญทุกอย่างไว้ เป็นเครื่องสืบต่อพระศาสนา
อันนี้ก็เป็นสาระสำคัญที่แสดงถึงประโยชน์หรืออานิสงส์ที่เกิดขึ้นจากการสร้างหนังสือธรรมะ หรือคัมภีร์ขึ้นมาเผยแพร่
ทำบุญให้ดี ทำทีเดียวได้ครบทั้งทาน-ศีล-ภาวนา
การ ที่โยมมาทำบุญวันนี้ อย่างที่ทำกันมา ทุกๆ เดือน ถวายทานแล้วมาสังสรรค์กันในหมู่ญาติ มิตร แล้วก็มาบำเพ็ญธรรมทานอย่างนี้ ทั้งหมดนั้นก็เป็นการบำเพ็ญบุญกิริยา คือการทำบุญตามหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งเราได้ทำกันในด้านต่างๆ ดังที่ได้เคยกล่าวมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะที่เห็นชัดๆ ก็คือ ทาน
ตอนแรกก็ถวายทาน ถวายภัตตาหาร แล้วก็รักษาศีล ดังที่ได้สมาทานศีลกันเมื่อกี้นี้ แล้วก็ได้ภาวนา คือทำจิตใจและสติปัญญาให้เจริญงอกงามขึ้น ทำจิตให้เจริญด้วยการทำใจให้สงบ ให้เบิกบานผ่องใส แล้วก็เจริญปัญญาด้วยการฟังธรรม เมื่อฟังธรรมะไปแล้ว ใจคอสบาย เกิดความสว่าง เข้าใจธรรมะ รู้ว่าอะไรจริง อะไรถูกต้อง อะไรดีงาม มีความรู้ความเข้าใจในหลักคำสอนมากขึ้น ก็เจริญปัญญา แม้จะยังไม่ได้บำเพ็ญสมาธิอะไรก็เรียกว่าเป็นภาวนา
รวมแล้วก็คือปฏิบัติตามหลัก 3 ประการที่เรียกว่าเป็นบุญกิริยา คือ ทาน ศีล และภาวนา
ถ้าเราปฏิบัติถูกต้อง มาทำบุญกันในวันนี้ ก็ได้ครบทั้ง 3 อย่าง ได้ทั้งทาน ทั้งศีล และภาวนา
ทำบุญสูงขึ้นไป กลายเป็นบารมี
ว่า ถึงการทำบุญนี้ แยกได้เป็นหลายระดับ คือในขั้นต้นๆ นี้ เราอาจจะทำพอเป็นพื้นฐานสำหรับการปฏิบัติธรรมขั้นต่อไป เช่นว่า ในการบำเพ็ญทานเราก็อาจจะแบ่งปันบริจาคบำรุงต่างๆ พอเป็นพื้นฐานสำหรับความมั่นคงงอกงามของการรักษาศีลและสำหรับการบำเพ็ญภาวนา หรือในการรักษาศีล ก็รักษาพอเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ในสังคมที่ดีงาม สูงขึ้นไปก็เป็นพื้นฐานในการบำเพ็ญสมาธิอะไรต่างๆ เหล่านี้ เรียกว่าเป็นการบำเพ็ญกุศลทำความดีในขั้นพื้นฐาน สำหรับการก้าวไปสู่ธรรมะขั้นสูงขึ้นไป
อีกระดับหนึ่ง บางทีเราอาจจะอยากปฏิบัติให้ยิ่งกว่านั้น จึงมีการทำดี ในขั้นเป็น "บารมี" ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจขั้นหนึ่ง คือบางท่านไม่ได้คิดแต่เพียงว่า ทำบุญ หรือทำความดีเป็นพื้นฐานเบื้องต้นเท่านั้น แต่อยากจะทำให้เป็นบารมี ซึ่งเป็นคำสำคัญอย่างหนึ่ง ผู้ใดต้องการจะทำความดีให้ยวดยิ่งให้เป็นพิเศษ ก็ทำให้ถึงขั้นเป็นบารมี
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สุขหรือทุกข์-อยู่ที่เราลิขิต khaosod
สุขหรือทุกข์-อยู่ที่เราลิขิต
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
ความ สุขและความทุกข์เป็นของคู่กัน เมื่อมนุษย์เกิดมามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็จะต้องประสบกับความสุขและความทุกข์ อยู่ร่ำไป สิ่งสำคัญ จะสุขหรือทุกข์อยู่ที่เราลิขิต
ความทุกข์เป็น สิ่งที่จะต้องกำหนดรู้ ถ้ารู้จักความทุกข์ดีพอ ก็จะสามารถหาทางเอาชนะความทุกข์เหล่านั้นได้ด้วยการคิดหรือฝึกจิตให้รู้เท่า ทันอารมณ์นั้น ความทุกข์ก็จะเบาบางลงหรือหายหมดไปได้
แต่ว่าส่วน ใหญ่มนุษย์มักจะไปหลงมัวเมาในเรื่องความสุข คิดแต่จะให้ชีวิตของตนให้มีแต่ความสุข คิดแต่จะได้เงินทองทรัพย์สมบัติมากยิ่งขึ้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว มนุษย์ทุกคนจะได้พบเจอทั้งสุข และทุกข์ สลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป
ดัง นั้น ความสุขมิใช่สิ่งที่จะใช้ทดแทนความทุกข์ได้หรือ ความสุขมิใช่ทางแห่งความระงับดับทุกข์ ถ้าพิจารณาให้ดีๆ จะเห็นว่า ความสุขมีแต่จะทำให้มนุษย์ลุ่มหลงมัวเมาหลงใหลติดใจในรสชาติของมัน เมื่อถึงวันที่มันสูญหายหมดไป หรือในวันที่จะต้องตายไปจากมัน ก็จะทำให้มนุษย์ผู้นั้นเป็นทุกข์เศร้าหมองชนิดหาที่พึ่งทางใจมิได้เลย นั่นคือโทษของความสุขที่มองไม่เห็นมัน
เหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ คือ ความอยาก เรียกว่า ตัณหา แปลว่า ความทะยานอยากดิ้นรน ทำบุคคลให้สะดุ้งหวั่นไหว ทำชั่วบ้างทำดีบ้าง คนที่มีทุกข์มากมาย ประสบแต่ความเดือดร้อน ก็เพราะตัณหานี้เอง ตัณหามีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ
ประการที่ 1 กามตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากดิ้นรน ความยินดี ชอบใจ พอใจ และความปรารถนาในอารมณ์ ทั้ง ๖ คือรูปเสียงกลิ่น รส เป็นต้น อันเป็นทั้งวัตถุกามและกิเลสกาม
ประการที่ 2 ภวตัณหา หมายถึง ความอยากมีอยากเป็น คือ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้อันเป็นเรื่องดีและชั่ว
ประการที่ 3 วิภวตัณหา หมายถึง ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เพราะมองเห็นทุกข์โทษ
บรรดา ตัณหาทั้ง 3 นั้น ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น นับว่าเป็นตัวสำคัญ ทำให้เกิดกามตัณหาและวิภวตัณหา ก่อกรรมทั้งดีและชั่วไม่มีที่สิ้นสุด คนที่ถูกตัณหาเข้าควบคุมครอบงำแล้ว เปรียบเสมือนคนตาบอด มองไม่เห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นโทษ
ความอยากเหล่า นี้ทำให้คนเราเป็นทุกข์เศร้าหมองอยู่ในโลก ทำให้ชีวิตมืดมนจนไม่รู้ว่าอะไรคือเป้าหมายของชีวิต ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือสิ่งดีที่สุดที่เราควรจะได้รับ
ตัณหาย่อมเจริญแก่ผู้ประพฤติ ประมาท ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น บุคคลจะละตัณหาหรือบรรเทาตัณหาให้เบาบางจางลงไปได้ ก็ต้องพยายามรักษาศีล ฝึกสมาธิทำจิตใจให้สงบระงับและทำปัญญา ความรอบรู้ให้เข้าใจถูกต้องอย่างแท้จริง
ดังนั้น การที่จะประสบความสุขหรือความทุกข์จึงอยู่ที่เราลิขิต คือ ควรพยายามบรรเทาตัณหาที่มีอยู่ให้ลดน้อยลง แล้วประกอบแต่คุณงามความดี ก็ย่อมจะทำประโยชน์ให้เกิดแก่ตนและคนอื่นได้ จึงไม่ควรประมาทมัวเมา ให้รีบกระทำแต่ความดี ก็จะล่วงพ้นจากความทุกข์ มีแต่สุขความเจริญตลอดไป
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร / www.watdevaraj.com 02-281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 02-281-2430 end_of_the_skype_highlighting
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
ความ สุขและความทุกข์เป็นของคู่กัน เมื่อมนุษย์เกิดมามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ก็จะต้องประสบกับความสุขและความทุกข์ อยู่ร่ำไป สิ่งสำคัญ จะสุขหรือทุกข์อยู่ที่เราลิขิต
ความทุกข์เป็น สิ่งที่จะต้องกำหนดรู้ ถ้ารู้จักความทุกข์ดีพอ ก็จะสามารถหาทางเอาชนะความทุกข์เหล่านั้นได้ด้วยการคิดหรือฝึกจิตให้รู้เท่า ทันอารมณ์นั้น ความทุกข์ก็จะเบาบางลงหรือหายหมดไปได้
แต่ว่าส่วน ใหญ่มนุษย์มักจะไปหลงมัวเมาในเรื่องความสุข คิดแต่จะให้ชีวิตของตนให้มีแต่ความสุข คิดแต่จะได้เงินทองทรัพย์สมบัติมากยิ่งขึ้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว มนุษย์ทุกคนจะได้พบเจอทั้งสุข และทุกข์ สลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป
ดัง นั้น ความสุขมิใช่สิ่งที่จะใช้ทดแทนความทุกข์ได้หรือ ความสุขมิใช่ทางแห่งความระงับดับทุกข์ ถ้าพิจารณาให้ดีๆ จะเห็นว่า ความสุขมีแต่จะทำให้มนุษย์ลุ่มหลงมัวเมาหลงใหลติดใจในรสชาติของมัน เมื่อถึงวันที่มันสูญหายหมดไป หรือในวันที่จะต้องตายไปจากมัน ก็จะทำให้มนุษย์ผู้นั้นเป็นทุกข์เศร้าหมองชนิดหาที่พึ่งทางใจมิได้เลย นั่นคือโทษของความสุขที่มองไม่เห็นมัน
เหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ คือ ความอยาก เรียกว่า ตัณหา แปลว่า ความทะยานอยากดิ้นรน ทำบุคคลให้สะดุ้งหวั่นไหว ทำชั่วบ้างทำดีบ้าง คนที่มีทุกข์มากมาย ประสบแต่ความเดือดร้อน ก็เพราะตัณหานี้เอง ตัณหามีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ
ประการที่ 1 กามตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากดิ้นรน ความยินดี ชอบใจ พอใจ และความปรารถนาในอารมณ์ ทั้ง ๖ คือรูปเสียงกลิ่น รส เป็นต้น อันเป็นทั้งวัตถุกามและกิเลสกาม
ประการที่ 2 ภวตัณหา หมายถึง ความอยากมีอยากเป็น คือ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้อันเป็นเรื่องดีและชั่ว
ประการที่ 3 วิภวตัณหา หมายถึง ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เพราะมองเห็นทุกข์โทษ
บรรดา ตัณหาทั้ง 3 นั้น ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น นับว่าเป็นตัวสำคัญ ทำให้เกิดกามตัณหาและวิภวตัณหา ก่อกรรมทั้งดีและชั่วไม่มีที่สิ้นสุด คนที่ถูกตัณหาเข้าควบคุมครอบงำแล้ว เปรียบเสมือนคนตาบอด มองไม่เห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นโทษ
ความอยากเหล่า นี้ทำให้คนเราเป็นทุกข์เศร้าหมองอยู่ในโลก ทำให้ชีวิตมืดมนจนไม่รู้ว่าอะไรคือเป้าหมายของชีวิต ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือสิ่งดีที่สุดที่เราควรจะได้รับ
ตัณหาย่อมเจริญแก่ผู้ประพฤติ ประมาท ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น บุคคลจะละตัณหาหรือบรรเทาตัณหาให้เบาบางจางลงไปได้ ก็ต้องพยายามรักษาศีล ฝึกสมาธิทำจิตใจให้สงบระงับและทำปัญญา ความรอบรู้ให้เข้าใจถูกต้องอย่างแท้จริง
ดังนั้น การที่จะประสบความสุขหรือความทุกข์จึงอยู่ที่เราลิขิต คือ ควรพยายามบรรเทาตัณหาที่มีอยู่ให้ลดน้อยลง แล้วประกอบแต่คุณงามความดี ก็ย่อมจะทำประโยชน์ให้เกิดแก่ตนและคนอื่นได้ จึงไม่ควรประมาทมัวเมา ให้รีบกระทำแต่ความดี ก็จะล่วงพ้นจากความทุกข์ มีแต่สุขความเจริญตลอดไป
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร / www.watdevaraj.com 02-281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 02-281-2430 end_of_the_skype_highlighting
วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553
วาสนาสร้างเองได้ (4) khaosod
วาสนาสร้างเองได้ (4)
พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
3.การ เกิดเป็นตัวเชื่อมต่อคนและสังคม กับธรรมชาติ คนเราที่เกิดมานี้ตัวแท้ๆ ยังไม่มีอะไร ก็เป็นชีวิตเท่านั้น ชีวิตนี้เป็นธรรมชาติ ชีวิตนี้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เกิดจากธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ เนื้อตัวชีวิตของเรานี้เป็นธรรมชาติ
เมื่อเกิดมาแล้วเราจึงเริ่มมีฐานะใหม่ คือสถานะในทางสังคม คือเป็นบุคคล เราก็จะเป็นบุคคลในสังคม เป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่ เป็นพี่ของคนนั้น เป็นน้องของคนนี้ แล้วก็ก้าวเข้าไปในสังคมโดยมีฐานะต่างๆ บางทีเราก้าวเข้าไปในฐานะที่สอง คือเป็นบุคคลในสังคม จนลืมฐานะที่หนึ่ง คือ ความเป็นชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติ เรานึกถึงแต่ความเป็นบุคคลที่ไปเที่ยวมีบทบาทนั้นนี้ๆ จนลืมตัวเอง
ทางพระท่านเตือนเสมอว่า อย่าลืมสถานะเดิมแท้ที่เป็นพื้นฐานของเราว่าชีวิตเป็นธรรมชาติ คนใดที่ได้ทั้งสองด้านคนนั้นจึงจะมีชีวิตที่เจริญงอกงามสมบูรณ์
แต่คนเรานี้จำนวนมากมักจะลืมด้านชีวิต และได้แค่ด้านบุคคล คือนึกถึงแต่ด้านการอยู่ร่วมสังคม นึกถึงการที่จะมีฐานะอย่างนั้นอย่างนี้ จนลืมชีวิตที่เป็นพื้นฐาน
แม้แต่จะกินอาหาร ถ้าเราลืมพื้นฐานด้านชีวิตเสียแล้วเราก็พลาด ถ้าเรามัวนึกถึงในแง่การเป็นบุคคลในสังคม เวลารับประทานอาหารเราก็นึกไปในแง่ว่า เรามีฐานะอะไร ควรจะกินอะไรให้สมฐานะ ดีไม่ดีก็ไปตามค่านิยมให้โก้ให้เก๋ เป็นต้น
แต่ถ้าเรานึกถึงในแง่ของชีวิต ก็คิดเพียงว่า การกินอาหารนั้นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ให้ชีวิตดำเนินไปได้ ต้องกินให้สุขภาพดีนะ อย่ากินให้เป็นโทษต่อร่างกาย
อาหารแค่ไหนพอดีแก่ความต้องการของร่างกาย อาหารประเภทไหนมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อชีวิต เราก็กินอย่างนั้นแค่นั้น
ถ้าเราไม่ลืมพื้นฐานของชีวิตในด้านธรรมชาติ เราจะรักษาตัวแท้ของชีวิตไว้ได้ ส่วนที่เหลือในด้านความเป็นบุคคล ก็เป็นเพียงตัวประกอบ แต่ปัจจุบันนี้เรามักจะเอาด้านบุคคลเป็นหลัก จนกระทั่งลืมด้านชีวิตไป ทำให้ด้านธรรมชาติสูญเสีย เราจึงมีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์
วันเกิดนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจ โดยเป็นตัวเชื่อมว่า โดยเนื้อแท้นั้นฐานของเราเป็นธรรมชาตินะ อย่าลืมส่วนที่เป็นด้านธรรมชาตินี้ ส่วนด้านที่เป็นบุคคลเราก็ทำให้ดี ให้ได้ผล ให้สองด้านมาประสานกลมกลืนกัน ทั้งด้านชีวิตที่เป็นธรรมชาติ และด้านเป็นบุคคลที่อยู่ในสังคม ถ้าอย่างนี้แล้วชีวิตก็จะสมบูรณ์ มีชีวิตอยู่ไปนานเท่าไรๆ ก็อย่าลืมหลักการข้อนี้
วันเกิด ทำให้ไม่ลืมที่จะหวนกลับมาพัฒนาชีวิต ที่เป็นตัวแท้ของเรา
อีก อย่างหนึ่ง การมองตัวเองให้ถึงธรรมชาติที่เป็นชีวิตนี้เราจะได้กำไร คือ หลักการของพระศาสนา จะมาเสริมให้เราพัฒนาตัวชีวิตที่แท้ ไม่ใช่พัฒนาแต่สิ่งภายนอกอย่างเดียว
บางทีเราลืมไป มัวแต่แสวงหาอะไรๆ ที่เป็นของภายนอก ที่พระท่านบอกว่าเป็นของนอกกาย จนพะรุงพะรัง เสร็จแล้วสิ่งเหล่านี้ก็กลับมาก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง
ชีวิตในด้านที่แท้จริงนั้น เมื่อเราไม่ลืมมันแล้วพระพุทธศาสนาก็เข้ามาได้ ท่านก็จะสอนให้พัฒนาชีวิตของเราว่า ชีวิตของเรานี้นอกจากด้านการสื่อสารแสดงออกสัมพันธ์กับโลกภายนอกแล้ว ลึกเข้าไปยังมีด้านจิตใจ และอีกด้านหนึ่งคือ ปัญญา เราจะต้องมีความรู้เท่าทันชีวิตนี้ รู้เท่าทันโลก เป็นต้น ถึงตอนนี้ก็เข้ามาสู่ศีล สมาธิ ปัญญา
เราจะต้องพัฒนาชีวิตของเรา ให้ชีวิตที่เกิดมาแล้วนี้ได้เข้าถึงภาวะที่ดีที่ประเสริฐของมัน ไม่ใช่ดีแต่ข้างนอกอย่างเดียว
ความ เจริญงอกงามของชีวิตที่แท้ แม้กระทั่งเป็นพระอรหันต์ เป็นมหาบุรุษ อะไรต่างๆ ได้ ก็อยู่ตรงนี้แหละ คือพัฒนาชีวิตของเราที่เป็นตัวของตัวเอง ที่เกิดมาแล้วชาติหนึ่งนี้ให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ให้เจริญในศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นไป จนกระทั่งได้บรรลุวิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน มีอิสรภาพที่แท้จริง อันนี้เป็นเรื่องยืดยาว จะยังไม่บรรยาย แต่เป็นแง่หนึ่งของการที่จะได้คติจากวันเกิด
พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
3.การ เกิดเป็นตัวเชื่อมต่อคนและสังคม กับธรรมชาติ คนเราที่เกิดมานี้ตัวแท้ๆ ยังไม่มีอะไร ก็เป็นชีวิตเท่านั้น ชีวิตนี้เป็นธรรมชาติ ชีวิตนี้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เกิดจากธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ เนื้อตัวชีวิตของเรานี้เป็นธรรมชาติ
เมื่อเกิดมาแล้วเราจึงเริ่มมีฐานะใหม่ คือสถานะในทางสังคม คือเป็นบุคคล เราก็จะเป็นบุคคลในสังคม เป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่ เป็นพี่ของคนนั้น เป็นน้องของคนนี้ แล้วก็ก้าวเข้าไปในสังคมโดยมีฐานะต่างๆ บางทีเราก้าวเข้าไปในฐานะที่สอง คือเป็นบุคคลในสังคม จนลืมฐานะที่หนึ่ง คือ ความเป็นชีวิตที่อยู่ในธรรมชาติ เรานึกถึงแต่ความเป็นบุคคลที่ไปเที่ยวมีบทบาทนั้นนี้ๆ จนลืมตัวเอง
ทางพระท่านเตือนเสมอว่า อย่าลืมสถานะเดิมแท้ที่เป็นพื้นฐานของเราว่าชีวิตเป็นธรรมชาติ คนใดที่ได้ทั้งสองด้านคนนั้นจึงจะมีชีวิตที่เจริญงอกงามสมบูรณ์
แต่คนเรานี้จำนวนมากมักจะลืมด้านชีวิต และได้แค่ด้านบุคคล คือนึกถึงแต่ด้านการอยู่ร่วมสังคม นึกถึงการที่จะมีฐานะอย่างนั้นอย่างนี้ จนลืมชีวิตที่เป็นพื้นฐาน
แม้แต่จะกินอาหาร ถ้าเราลืมพื้นฐานด้านชีวิตเสียแล้วเราก็พลาด ถ้าเรามัวนึกถึงในแง่การเป็นบุคคลในสังคม เวลารับประทานอาหารเราก็นึกไปในแง่ว่า เรามีฐานะอะไร ควรจะกินอะไรให้สมฐานะ ดีไม่ดีก็ไปตามค่านิยมให้โก้ให้เก๋ เป็นต้น
แต่ถ้าเรานึกถึงในแง่ของชีวิต ก็คิดเพียงว่า การกินอาหารนั้นเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ให้ชีวิตดำเนินไปได้ ต้องกินให้สุขภาพดีนะ อย่ากินให้เป็นโทษต่อร่างกาย
อาหารแค่ไหนพอดีแก่ความต้องการของร่างกาย อาหารประเภทไหนมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อชีวิต เราก็กินอย่างนั้นแค่นั้น
ถ้าเราไม่ลืมพื้นฐานของชีวิตในด้านธรรมชาติ เราจะรักษาตัวแท้ของชีวิตไว้ได้ ส่วนที่เหลือในด้านความเป็นบุคคล ก็เป็นเพียงตัวประกอบ แต่ปัจจุบันนี้เรามักจะเอาด้านบุคคลเป็นหลัก จนกระทั่งลืมด้านชีวิตไป ทำให้ด้านธรรมชาติสูญเสีย เราจึงมีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์
วันเกิดนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจ โดยเป็นตัวเชื่อมว่า โดยเนื้อแท้นั้นฐานของเราเป็นธรรมชาตินะ อย่าลืมส่วนที่เป็นด้านธรรมชาตินี้ ส่วนด้านที่เป็นบุคคลเราก็ทำให้ดี ให้ได้ผล ให้สองด้านมาประสานกลมกลืนกัน ทั้งด้านชีวิตที่เป็นธรรมชาติ และด้านเป็นบุคคลที่อยู่ในสังคม ถ้าอย่างนี้แล้วชีวิตก็จะสมบูรณ์ มีชีวิตอยู่ไปนานเท่าไรๆ ก็อย่าลืมหลักการข้อนี้
วันเกิด ทำให้ไม่ลืมที่จะหวนกลับมาพัฒนาชีวิต ที่เป็นตัวแท้ของเรา
อีก อย่างหนึ่ง การมองตัวเองให้ถึงธรรมชาติที่เป็นชีวิตนี้เราจะได้กำไร คือ หลักการของพระศาสนา จะมาเสริมให้เราพัฒนาตัวชีวิตที่แท้ ไม่ใช่พัฒนาแต่สิ่งภายนอกอย่างเดียว
บางทีเราลืมไป มัวแต่แสวงหาอะไรๆ ที่เป็นของภายนอก ที่พระท่านบอกว่าเป็นของนอกกาย จนพะรุงพะรัง เสร็จแล้วสิ่งเหล่านี้ก็กลับมาก่อทุกข์ให้แก่ตนเอง
ชีวิตในด้านที่แท้จริงนั้น เมื่อเราไม่ลืมมันแล้วพระพุทธศาสนาก็เข้ามาได้ ท่านก็จะสอนให้พัฒนาชีวิตของเราว่า ชีวิตของเรานี้นอกจากด้านการสื่อสารแสดงออกสัมพันธ์กับโลกภายนอกแล้ว ลึกเข้าไปยังมีด้านจิตใจ และอีกด้านหนึ่งคือ ปัญญา เราจะต้องมีความรู้เท่าทันชีวิตนี้ รู้เท่าทันโลก เป็นต้น ถึงตอนนี้ก็เข้ามาสู่ศีล สมาธิ ปัญญา
เราจะต้องพัฒนาชีวิตของเรา ให้ชีวิตที่เกิดมาแล้วนี้ได้เข้าถึงภาวะที่ดีที่ประเสริฐของมัน ไม่ใช่ดีแต่ข้างนอกอย่างเดียว
ความ เจริญงอกงามของชีวิตที่แท้ แม้กระทั่งเป็นพระอรหันต์ เป็นมหาบุรุษ อะไรต่างๆ ได้ ก็อยู่ตรงนี้แหละ คือพัฒนาชีวิตของเราที่เป็นตัวของตัวเอง ที่เกิดมาแล้วชาติหนึ่งนี้ให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ให้เจริญในศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นไป จนกระทั่งได้บรรลุวิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน มีอิสรภาพที่แท้จริง อันนี้เป็นเรื่องยืดยาว จะยังไม่บรรยาย แต่เป็นแง่หนึ่งของการที่จะได้คติจากวันเกิด
วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553
วาสนาสร้างเองได้ (3) khaosod
วาสนาสร้างเองได้ (3)
พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
คนเรานี้สร้างความสุขได้ สร้างวาสนาให้แก่ตัวเองได้ สร้างวิถีชีวิตได้ ด้วยการกระทำอย่างที่ว่ามานี้ คือให้มีการเกิดบ่อยๆ ของสิ่งที่ดีงาม เพราะฉะนั้นการเกิดจึงเป็นนิมิต หมายความว่าให้ชาวพุทธได้คติหรือได้ประโยชน์จากวันเกิด
ถ้าญาติโยมนำวิธีปฏิบัติทางพระไปใช้จริงๆ วันเกิดจะมีประโยชน์แน่นอน จะเป็นบุญเป็นกุศล ทำให้เกิดความเจริญงอกงาม อย่างน้อยก็เตือนตนเองว่าเราจะให้เกิดแต่กุศลนะ เราจะไม่ยอมให้เกิดอกุศล เช่น ใจที่ขุ่นมัวเศร้าหมองเราไม่เอาทั้งนั้น
จิตใจที่ดี ต้องเกิดห้าอย่างนี้เป็นประจำ
เพราะฉะนั้นจึงมีหลักที่แสดง พัฒนา การของจิตใจว่า จิตใจของชาวพุทธ หรือจิตใจที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ 5 อย่าง คือ
1.มีปราโมทย์ ความร่าเริงเบิกบานใจ
2.มีปีติ ความอิ่มใจ
3.มีปัสสัทธิ ความสงบเย็นผ่อนคลาย สบายใจ
4.มีสุข ความคล่องใจ โปร่งใจ ฉ่ำชื่นรื่นใจ ไม่มีอะไรมาบีบคั้นหรือระคายเคือง
5.มีสมาธิ ความมีใจแน่วแน่ สงบ มั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่ถูกอารมณ์ต่างๆ มารบกวน
ถ้าทำใจให้มีคุณสมบัติ 5 อย่างนี้ได้ก็จะเป็นจิตใจที่เจริญงอกงามในธรรม สภาวะจิต 5 ประการนี้โปรดจำไว้เลยว่าให้มีเป็นประจำ
พระพุทธเจ้าตรัสบ่อยๆ ว่า เมื่อปฏิบัติธรรมถูกต้องแล้ว พิสูจน์ได้อย่างหนึ่ง คือเกิดสภาพจิต 5 ประการนี้ ถ้าใครไม่เกิดแสดงว่าการปฏิบัติยังไม่ก้าวหน้า คือต้องมี 1.ปราโมทย์ 2.ปีติ 3.ปัสสัทธิ 4.สุข 5.สมาธิ
พอห้าตัวนี้มาแล้วปัญญาก็จะผ่องใส แล้วจะคิดจะทำอะไรก็จะเดินหน้าไป ตลอดจนการปฏิบัติธรรมก็จะก้าวไปสู่โพธิญาณได้ด้วยดี
เพราะฉะนั้นในวันเกิดก็ขอให้ได้อย่างน้อย 2 ประการนี้ คือ เริ่มต้นดี และให้เกิดสิ่งที่ดี ก็คุ้มเลย ชีวิตจะเจริญงอกงามมีความสุขแน่นอน
เกิด คือ เชื่อมต่อกำเนิด กับความงอกงามต่อไป
เรื่องวันเกิดนี้พูดได้หลายอย่าง หลายแง่ เพราะมีความหมายมากมาย ความหมายอีกอย่างหนึ่งของการเกิด ก็คือเป็นจุดเชื่อมต่อ
มิใช่ว่าเกิดมานี้คือการเริ่มต้นใหม่โดยไม่มีอะไรมาก่อน แต่การเกิดนี่เป็นจุดเชื่อมต่อ และถ้าใช้เป็นจุดเชื่อมก็ทำให้เราได้ประโยชน์มากมาย เชื่อมต่ออะไร
เชื่อมเรา กับคุณพ่อ-คุณแม่
1.การเกิดเป็นตัวเชื่อมต่อตัวเราผู้เกิด กับท่านผู้ให้กำเนิด เพราะฉะนั้นทันทีที่ใครคนใดคนหนึ่งเกิดนั้นอีกคนหนึ่งก็เกิดด้วย คือพอลูกเกิดพ่อแม่ก็เกิดด้วย
คนที่ยังไม่ได้เป็นพ่อแม่ พอมีลูกเกิดตัวเองก็เกิดเป็นพ่อเป็นแม่ทันที เพราะฉะนั้นวันเกิดของเรา จึงเป็นวันเกิดของคุณพ่อคุณแม่ด้วย
ด้วยเหตุนั้นวันเกิดนี้ในแง่หนึ่งจึงเป็นวันที่ระลึกถึงบิดามารดา และจะเป็นตัวเชื่อมให้เรามีความผูกพันกับท่านผู้ให้กำเนิด แล้วก็จะมีความสุขร่วมกัน
อย่างเช่นลูก เมื่อถึงวันเกิดก็นึกถึงคุณพ่อ-คุณแม่ และทำอะไรๆ ที่จะทำให้ระลึกถึงกัน และมีความสุขร่วมกัน
จากคุณพ่อ-คุณแม่ ก็โยงไปหาคนอื่นอีก เช่น พี่น้อง ปู่ย่าตายาย คนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสัมพันธ์กันไปหมด นี่คือการเกิดเป็นตัวต่อและเชื่อม
เชื่อมฐานวัฒนธรรมไทย กับความเจริญที่จะก้าวหน้าต่อไป
2. การเกิดนี้เชื่อมไปถึงพื้นฐานของเรา เช่น เมื่อเราเกิดเป็นคนไทยชีวิตของเราที่เป็นพื้นเดิมก็มีรากฐานคือวัฒนธรรมไทย เราเกิดมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมนี้ วัฒน- ธรรมไทยก็หล่อหลอมชีวิตของเรา เราจะต้องรู้จักเอาประโยชน์จากวัฒนธรรมไทย
ต่อจากพื้นฐานนี้เราก็ก้าวไปข้างหน้า และพบวัฒนธรรมภายนอก ตลอดจนพบความเจริญอะไรต่างๆ ถ้าเราใช้เป็นเราก็จะได้ประโยชน์ทั้งสองด้าน คือ
ก) เราจะมีพื้นฐานของเราที่มั่นคง ให้การเกิดเป็นตัวที่ยึดพื้นฐานของเราไว้ได้ด้วย รากฐานทางวัฒนธรรมที่เรามีเราก็ไม่ละทิ้ง แต่เราเอาส่วนที่ดีมาสร้างตัวให้เป็นพื้นฐานที่มั่นคง
ข) สิ่งใหม่ๆ เราก็ก้าวไปรับ ไปทำ ก้าวไปสร้างสรรค์
ถ้าเราได้ทั้งสองด้านนี้เราจะมีความเจริญงอกงาม คือ ทั้งมีพื้นฐานที่ดี และสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
หมายความว่าไม่ให้ขาดทั้งสองด้าน ทั้งพื้นฐานเดิม ที่เป็นรากฐานเก่า และทั้งด้านใหม่ที่จะก้าวไปข้างหน้า คนที่จะเจริญงอกงามต้องได้ทั้งสองด้านนี้ จึงจะมีการพัฒนาที่สมบูรณ์
นึกถึงวันเกิด ช่วยให้ไม่หลงเตลิดออกจากธรรมชาติ
เชื่อมบุคคลในสังคม กับชีวิตในธรรมชาติ
พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
คนเรานี้สร้างความสุขได้ สร้างวาสนาให้แก่ตัวเองได้ สร้างวิถีชีวิตได้ ด้วยการกระทำอย่างที่ว่ามานี้ คือให้มีการเกิดบ่อยๆ ของสิ่งที่ดีงาม เพราะฉะนั้นการเกิดจึงเป็นนิมิต หมายความว่าให้ชาวพุทธได้คติหรือได้ประโยชน์จากวันเกิด
ถ้าญาติโยมนำวิธีปฏิบัติทางพระไปใช้จริงๆ วันเกิดจะมีประโยชน์แน่นอน จะเป็นบุญเป็นกุศล ทำให้เกิดความเจริญงอกงาม อย่างน้อยก็เตือนตนเองว่าเราจะให้เกิดแต่กุศลนะ เราจะไม่ยอมให้เกิดอกุศล เช่น ใจที่ขุ่นมัวเศร้าหมองเราไม่เอาทั้งนั้น
จิตใจที่ดี ต้องเกิดห้าอย่างนี้เป็นประจำ
เพราะฉะนั้นจึงมีหลักที่แสดง พัฒนา การของจิตใจว่า จิตใจของชาวพุทธ หรือจิตใจที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ 5 อย่าง คือ
1.มีปราโมทย์ ความร่าเริงเบิกบานใจ
2.มีปีติ ความอิ่มใจ
3.มีปัสสัทธิ ความสงบเย็นผ่อนคลาย สบายใจ
4.มีสุข ความคล่องใจ โปร่งใจ ฉ่ำชื่นรื่นใจ ไม่มีอะไรมาบีบคั้นหรือระคายเคือง
5.มีสมาธิ ความมีใจแน่วแน่ สงบ มั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่ถูกอารมณ์ต่างๆ มารบกวน
ถ้าทำใจให้มีคุณสมบัติ 5 อย่างนี้ได้ก็จะเป็นจิตใจที่เจริญงอกงามในธรรม สภาวะจิต 5 ประการนี้โปรดจำไว้เลยว่าให้มีเป็นประจำ
พระพุทธเจ้าตรัสบ่อยๆ ว่า เมื่อปฏิบัติธรรมถูกต้องแล้ว พิสูจน์ได้อย่างหนึ่ง คือเกิดสภาพจิต 5 ประการนี้ ถ้าใครไม่เกิดแสดงว่าการปฏิบัติยังไม่ก้าวหน้า คือต้องมี 1.ปราโมทย์ 2.ปีติ 3.ปัสสัทธิ 4.สุข 5.สมาธิ
พอห้าตัวนี้มาแล้วปัญญาก็จะผ่องใส แล้วจะคิดจะทำอะไรก็จะเดินหน้าไป ตลอดจนการปฏิบัติธรรมก็จะก้าวไปสู่โพธิญาณได้ด้วยดี
เพราะฉะนั้นในวันเกิดก็ขอให้ได้อย่างน้อย 2 ประการนี้ คือ เริ่มต้นดี และให้เกิดสิ่งที่ดี ก็คุ้มเลย ชีวิตจะเจริญงอกงามมีความสุขแน่นอน
เกิด คือ เชื่อมต่อกำเนิด กับความงอกงามต่อไป
เรื่องวันเกิดนี้พูดได้หลายอย่าง หลายแง่ เพราะมีความหมายมากมาย ความหมายอีกอย่างหนึ่งของการเกิด ก็คือเป็นจุดเชื่อมต่อ
มิใช่ว่าเกิดมานี้คือการเริ่มต้นใหม่โดยไม่มีอะไรมาก่อน แต่การเกิดนี่เป็นจุดเชื่อมต่อ และถ้าใช้เป็นจุดเชื่อมก็ทำให้เราได้ประโยชน์มากมาย เชื่อมต่ออะไร
เชื่อมเรา กับคุณพ่อ-คุณแม่
1.การเกิดเป็นตัวเชื่อมต่อตัวเราผู้เกิด กับท่านผู้ให้กำเนิด เพราะฉะนั้นทันทีที่ใครคนใดคนหนึ่งเกิดนั้นอีกคนหนึ่งก็เกิดด้วย คือพอลูกเกิดพ่อแม่ก็เกิดด้วย
คนที่ยังไม่ได้เป็นพ่อแม่ พอมีลูกเกิดตัวเองก็เกิดเป็นพ่อเป็นแม่ทันที เพราะฉะนั้นวันเกิดของเรา จึงเป็นวันเกิดของคุณพ่อคุณแม่ด้วย
ด้วยเหตุนั้นวันเกิดนี้ในแง่หนึ่งจึงเป็นวันที่ระลึกถึงบิดามารดา และจะเป็นตัวเชื่อมให้เรามีความผูกพันกับท่านผู้ให้กำเนิด แล้วก็จะมีความสุขร่วมกัน
อย่างเช่นลูก เมื่อถึงวันเกิดก็นึกถึงคุณพ่อ-คุณแม่ และทำอะไรๆ ที่จะทำให้ระลึกถึงกัน และมีความสุขร่วมกัน
จากคุณพ่อ-คุณแม่ ก็โยงไปหาคนอื่นอีก เช่น พี่น้อง ปู่ย่าตายาย คนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสัมพันธ์กันไปหมด นี่คือการเกิดเป็นตัวต่อและเชื่อม
เชื่อมฐานวัฒนธรรมไทย กับความเจริญที่จะก้าวหน้าต่อไป
2. การเกิดนี้เชื่อมไปถึงพื้นฐานของเรา เช่น เมื่อเราเกิดเป็นคนไทยชีวิตของเราที่เป็นพื้นเดิมก็มีรากฐานคือวัฒนธรรมไทย เราเกิดมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมนี้ วัฒน- ธรรมไทยก็หล่อหลอมชีวิตของเรา เราจะต้องรู้จักเอาประโยชน์จากวัฒนธรรมไทย
ต่อจากพื้นฐานนี้เราก็ก้าวไปข้างหน้า และพบวัฒนธรรมภายนอก ตลอดจนพบความเจริญอะไรต่างๆ ถ้าเราใช้เป็นเราก็จะได้ประโยชน์ทั้งสองด้าน คือ
ก) เราจะมีพื้นฐานของเราที่มั่นคง ให้การเกิดเป็นตัวที่ยึดพื้นฐานของเราไว้ได้ด้วย รากฐานทางวัฒนธรรมที่เรามีเราก็ไม่ละทิ้ง แต่เราเอาส่วนที่ดีมาสร้างตัวให้เป็นพื้นฐานที่มั่นคง
ข) สิ่งใหม่ๆ เราก็ก้าวไปรับ ไปทำ ก้าวไปสร้างสรรค์
ถ้าเราได้ทั้งสองด้านนี้เราจะมีความเจริญงอกงาม คือ ทั้งมีพื้นฐานที่ดี และสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
หมายความว่าไม่ให้ขาดทั้งสองด้าน ทั้งพื้นฐานเดิม ที่เป็นรากฐานเก่า และทั้งด้านใหม่ที่จะก้าวไปข้างหน้า คนที่จะเจริญงอกงามต้องได้ทั้งสองด้านนี้ จึงจะมีการพัฒนาที่สมบูรณ์
นึกถึงวันเกิด ช่วยให้ไม่หลงเตลิดออกจากธรรมชาติ
เชื่อมบุคคลในสังคม กับชีวิตในธรรมชาติ
วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553
พิธีอุปสมบท 2 (ข่าวสด)
พิธีอุปสมบท
คอลัมน์ ศาลาวัด
เริ่มจากการแห่นาค ทำตามศรัทธาของเจ้าภาพ จะแห่ด้วยช้าง ม้า เรือก็ได้ นาคทุกคนต้องโกนผม โกนคิ้ว นุ่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ถ้าตั้งกองบวชไว้ที่บ้านให้แห่กองบวชมารวมกันที่วัด
เมื่อจัดขบวนเรียบร้อยแล้วก็เคลื่อนขบวนเข้าสู่พระอุโบสถเสียก่อนว่า "วันทามิ อาราเม พัทธะเสมายัง โพธิรุกขัง เจติยัง สัพพะ เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต"
เสร็จแล้วก็โปรยทานก่อนเข้าสู่อุโบสถ โดยให้บิดามารดาจูงติดกันไป อาจจะอุ้มข้ามธรณีประตูไปเลยก็ได้ เสร็จแล้วผู้บวชก็ไปกราบพระประธานด้านข้างพระหัตถ์ขวาขององค์พระประธานอุโบสถ รับไตรครองจากมารดาบิดา จากนั้นจึงเริ่มพิธีการบวช
เวลาจะเข้าโบสถ์ พ่อจูงมือซ้าย แม่จูงมือขวา ถ้าพ่อแม่ไม่มีให้ญาติพี่น้องเป็นผู้จูงถึงภายในโบสถ์แล้วนาคจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาพระ เสร็จกลับมานั่งที่ พ่อแม่จะยกผ้าไตรส่งให้นาค ก่อนจะรับผ้าไตรนาคต้องกราบพ่อแม่ก่อน แล้วอุ้มผ้าไตรเดินคุกเข่าประนมมือเข้าไปท่ามกลางสงฆ์ กล่าวคำขอบรรพชาต่อพระอุปัชฌาย์ แล้วออกมาครองผ้า แล้วเข้าไปขอศีลกับพระอาจารย์เป็นอันได้บวชเป็นสามเณรแล้ว
ต่อจากนั้น อุ้มบาตรเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์กล่าวคำขอนิสสัย เมื่อท่านเอาบาตรคล้องคอแล้วมอบบาตรจีวรให้ ให้ออกไปยืนข้างนอก ตอนนี้พระอาจารย์คู่สวดจะสมมติตนเป็นผู้สอนและซักซ้อมนาคแล้วออกไปซักถามนาค พอถามแล้วก็เรียกนาคเข้ามาถามต่อหน้าสงฆ์
พระอุปัชฌาย์ทำหน้าที่บอกเล่าสงฆ์ แล้วอาจารย์สวดเป็นผู้ถามพอถามเสร็จก็สวดญัตติ 1 ครั้ง และอนุสาวนา 3 ครั้ง เรียกญัตติจตุตถกรรมวาจา เป็นอันว่านาคนั้นได้บวชเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว
การบอกอนุศาสน์ เมื่อบวชแล้วพระอุปัชฌาย์จะบอกอนุศาสน์ คือ บอกกิจที่พระควรทำและไม่ควรทำ กิจที่ควรทำ ได้แก่ นุ่งห่มผ้าบังสุกุล เที่ยวบิณฑบาต อยู่โคนไม้ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตร
กิจที่ไม่ควรทำ ได้แก่ เสพเมถุน ลักของเขา ฆ่าสัตว์ พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
พอพระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์จบแล้วถือว่าเสร็จการบรรพชาอุปสมบทแล้ว ต่อจากนั้นพระใหม่จะนำจตุปัจจัยไปถวายพระอุปัชฌาย์และพระสงฆ์ เสร็จแล้วออกไปนั่งท้ายอาสนะคอยรับอัฐบริขาร ถ้าผู้ชายถวายให้รับด้วยมือ ถ้าผู้หญิงถวายให้ใช้ผ้ากราบรับเสร็จแล้วเข้ามานั่งที่เดิม เตรียมการกรวดน้ำไว้
เมื่อพระอุปัชฌาย์ว่า "ยถา.." พระใหม่เริ่มกรวดน้ำพอท่านว่าถึง "..มณิโชติรโส ยถา.." ให้กรวดน้ำให้หมด
การกรวดน้ำในพิธีนี้ถือว่าเป็นการแผ่ส่วนกุศลแด่ญาติที่ล่วงลับไปแล้วเป็นอันเสร็จพิธีเกี่ยวกับบวชแต่เท่านี้
คอลัมน์ ศาลาวัด
เริ่มจากการแห่นาค ทำตามศรัทธาของเจ้าภาพ จะแห่ด้วยช้าง ม้า เรือก็ได้ นาคทุกคนต้องโกนผม โกนคิ้ว นุ่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ถ้าตั้งกองบวชไว้ที่บ้านให้แห่กองบวชมารวมกันที่วัด
เมื่อจัดขบวนเรียบร้อยแล้วก็เคลื่อนขบวนเข้าสู่พระอุโบสถเสียก่อนว่า "วันทามิ อาราเม พัทธะเสมายัง โพธิรุกขัง เจติยัง สัพพะ เม โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต"
เสร็จแล้วก็โปรยทานก่อนเข้าสู่อุโบสถ โดยให้บิดามารดาจูงติดกันไป อาจจะอุ้มข้ามธรณีประตูไปเลยก็ได้ เสร็จแล้วผู้บวชก็ไปกราบพระประธานด้านข้างพระหัตถ์ขวาขององค์พระประธานอุโบสถ รับไตรครองจากมารดาบิดา จากนั้นจึงเริ่มพิธีการบวช
เวลาจะเข้าโบสถ์ พ่อจูงมือซ้าย แม่จูงมือขวา ถ้าพ่อแม่ไม่มีให้ญาติพี่น้องเป็นผู้จูงถึงภายในโบสถ์แล้วนาคจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาพระ เสร็จกลับมานั่งที่ พ่อแม่จะยกผ้าไตรส่งให้นาค ก่อนจะรับผ้าไตรนาคต้องกราบพ่อแม่ก่อน แล้วอุ้มผ้าไตรเดินคุกเข่าประนมมือเข้าไปท่ามกลางสงฆ์ กล่าวคำขอบรรพชาต่อพระอุปัชฌาย์ แล้วออกมาครองผ้า แล้วเข้าไปขอศีลกับพระอาจารย์เป็นอันได้บวชเป็นสามเณรแล้ว
ต่อจากนั้น อุ้มบาตรเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์กล่าวคำขอนิสสัย เมื่อท่านเอาบาตรคล้องคอแล้วมอบบาตรจีวรให้ ให้ออกไปยืนข้างนอก ตอนนี้พระอาจารย์คู่สวดจะสมมติตนเป็นผู้สอนและซักซ้อมนาคแล้วออกไปซักถามนาค พอถามแล้วก็เรียกนาคเข้ามาถามต่อหน้าสงฆ์
พระอุปัชฌาย์ทำหน้าที่บอกเล่าสงฆ์ แล้วอาจารย์สวดเป็นผู้ถามพอถามเสร็จก็สวดญัตติ 1 ครั้ง และอนุสาวนา 3 ครั้ง เรียกญัตติจตุตถกรรมวาจา เป็นอันว่านาคนั้นได้บวชเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว
การบอกอนุศาสน์ เมื่อบวชแล้วพระอุปัชฌาย์จะบอกอนุศาสน์ คือ บอกกิจที่พระควรทำและไม่ควรทำ กิจที่ควรทำ ได้แก่ นุ่งห่มผ้าบังสุกุล เที่ยวบิณฑบาต อยู่โคนไม้ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตร
กิจที่ไม่ควรทำ ได้แก่ เสพเมถุน ลักของเขา ฆ่าสัตว์ พูดอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
พอพระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์จบแล้วถือว่าเสร็จการบรรพชาอุปสมบทแล้ว ต่อจากนั้นพระใหม่จะนำจตุปัจจัยไปถวายพระอุปัชฌาย์และพระสงฆ์ เสร็จแล้วออกไปนั่งท้ายอาสนะคอยรับอัฐบริขาร ถ้าผู้ชายถวายให้รับด้วยมือ ถ้าผู้หญิงถวายให้ใช้ผ้ากราบรับเสร็จแล้วเข้ามานั่งที่เดิม เตรียมการกรวดน้ำไว้
เมื่อพระอุปัชฌาย์ว่า "ยถา.." พระใหม่เริ่มกรวดน้ำพอท่านว่าถึง "..มณิโชติรโส ยถา.." ให้กรวดน้ำให้หมด
การกรวดน้ำในพิธีนี้ถือว่าเป็นการแผ่ส่วนกุศลแด่ญาติที่ล่วงลับไปแล้วเป็นอันเสร็จพิธีเกี่ยวกับบวชแต่เท่านี้
ธรรมะอันยอดเยี่ยม 2 (ข่าวสด)
ธรรมะอันยอดเยี่ยม 2
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหารwww.watdevaraj.com 0-2281-2430
ประการที่ 5 ตนแล เป็นยอดของความรัก เป็นความจริง ที่คนเราทุกคนต้องมีความรัก เช่น พ่อแม่ก็ต้อง รักลูกๆ ลูกๆ ก็ต้องรักพ่อแม่ สามีกับภรรยาต้องมีความรักต่อกัน ญาติมิตรสหาย คนรู้จักกัน ก็มักมีความรักต่อกัน ชายหนุ่มกับหญิงสาว ก็มีความรักต่อกัน นอกจากนี้ ยังมีความรักเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์ด้วย แต่ความรักตามที่กล่าวมานั้น ถ้าจะสรุปแล้วก็เรียกว่ารักตัวเองทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่มักพูดกันว่า รักพ่อรักแม่ รักลูก รักสามีภรรยา รักเพื่อน รักแฟน เป็นต้น แต่ความรักทั้งหมดนั้น เป็นความรักที่ทำให้ตนมีความสุข เกิดความสุข สบายกายสบายใจนั่นเอง
ประการที่ 6 สังขารเป็นยอดของความทุกข์ สังขาร หมายถึงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา เป็นสิ่งที่มีวิญญาณก็มี ไม่มีวิญญาณก็มี สิ่งที่มีวิญญาณ ได้แก่ มนุษย์ สัตว์ เป็นต้น สิ่งที่ไม่มีวิญญาณ ได้แก่ ต้นไม้ ภูเขา รถ บ้าน สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ว่าสังขารเป็นยอดของความทุกข์ หมายเอาเฉพาะแต่สังขารที่มีวิญญาณเท่านั้น ซึ่งได้แก่มนุษย์ สัตว์ต่างๆ เป็นต้น ที่มีร่างกายปรุงขึ้นมาจากธาตุทั้ง 4 มีอันจะต้องเลี้ยงดู ปกป้องคุ้มครอง ดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจิตหรือวิญญาณจะออกจากร่างไป นี่จะเห็นได้ว่าสังขาร ของคนเราเป็นทุกข์จริงๆ
ประการที่ 7 ความสันโดษเป็นยอดของทรัพย์ คำว่า สันโดษแปลว่า ความยินดี ชอบใจ พอใจ สุขใจ กับของของตน หมายความให้กระชับคือ รู้จักพอ พอประมาณ พอเพียง
ถ้าคนเรารู้จักพอใจ หรือยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ อาชีพ หน้าที่การงาน ชีวิตก็จะมีความสุข
ประการที่ 8 ความอดทนเป็นยอดของตบะ ความอดทน ไม่ว่าจะเป็น อดทนต่อความลำบาก อดทนต่อความตรากตรำ หรืออดทนต่อความเจ็บใจ ความอดทนนั้นถ้าเกิดขึ้นมีในใจของผู้ใดแล้ว ขึ้นชื่อได้ว่าบุคคลผู้นั้น ชนะได้ทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเรื่องใหญ่สักปานใด
ประการที่ 9 พระนิพพานเป็นยอดของความสุข พูดถึงความสุขในโลกนี้ ก็ได้แก่การมีทรัพย์ การใช้จ่ายทรัพย์ การไม่เป็นหนี้ และทำการงานที่สุจริต นี้เป็นของชาวโลก ส่วนความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน คือ นิพพาน นิพพานคือสภาพที่ดับกิเลสและทุกข์แล้ว ภาวะเป็นที่สุขสูงสุด เพราะไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพ สมบูรณ์
บรรดาธรรมอันเป็นยอดเยี่ยมทั้งหมดนี้ ควรที่ท่านสาธุชนจะนำไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นกับตัวเอง เพราะธรรมเหล่านี้จะนำให้พบเจอแต่ความสุขความเจริญ ทั้งในโลกปัจจุบันนี้ และในโลกหน้า คือ พระนิพพานนั่นเอง
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหารwww.watdevaraj.com 0-2281-2430
ประการที่ 5 ตนแล เป็นยอดของความรัก เป็นความจริง ที่คนเราทุกคนต้องมีความรัก เช่น พ่อแม่ก็ต้อง รักลูกๆ ลูกๆ ก็ต้องรักพ่อแม่ สามีกับภรรยาต้องมีความรักต่อกัน ญาติมิตรสหาย คนรู้จักกัน ก็มักมีความรักต่อกัน ชายหนุ่มกับหญิงสาว ก็มีความรักต่อกัน นอกจากนี้ ยังมีความรักเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์ด้วย แต่ความรักตามที่กล่าวมานั้น ถ้าจะสรุปแล้วก็เรียกว่ารักตัวเองทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่มักพูดกันว่า รักพ่อรักแม่ รักลูก รักสามีภรรยา รักเพื่อน รักแฟน เป็นต้น แต่ความรักทั้งหมดนั้น เป็นความรักที่ทำให้ตนมีความสุข เกิดความสุข สบายกายสบายใจนั่นเอง
ประการที่ 6 สังขารเป็นยอดของความทุกข์ สังขาร หมายถึงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา เป็นสิ่งที่มีวิญญาณก็มี ไม่มีวิญญาณก็มี สิ่งที่มีวิญญาณ ได้แก่ มนุษย์ สัตว์ เป็นต้น สิ่งที่ไม่มีวิญญาณ ได้แก่ ต้นไม้ ภูเขา รถ บ้าน สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ว่าสังขารเป็นยอดของความทุกข์ หมายเอาเฉพาะแต่สังขารที่มีวิญญาณเท่านั้น ซึ่งได้แก่มนุษย์ สัตว์ต่างๆ เป็นต้น ที่มีร่างกายปรุงขึ้นมาจากธาตุทั้ง 4 มีอันจะต้องเลี้ยงดู ปกป้องคุ้มครอง ดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจิตหรือวิญญาณจะออกจากร่างไป นี่จะเห็นได้ว่าสังขาร ของคนเราเป็นทุกข์จริงๆ
ประการที่ 7 ความสันโดษเป็นยอดของทรัพย์ คำว่า สันโดษแปลว่า ความยินดี ชอบใจ พอใจ สุขใจ กับของของตน หมายความให้กระชับคือ รู้จักพอ พอประมาณ พอเพียง
ถ้าคนเรารู้จักพอใจ หรือยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ อาชีพ หน้าที่การงาน ชีวิตก็จะมีความสุข
ประการที่ 8 ความอดทนเป็นยอดของตบะ ความอดทน ไม่ว่าจะเป็น อดทนต่อความลำบาก อดทนต่อความตรากตรำ หรืออดทนต่อความเจ็บใจ ความอดทนนั้นถ้าเกิดขึ้นมีในใจของผู้ใดแล้ว ขึ้นชื่อได้ว่าบุคคลผู้นั้น ชนะได้ทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเรื่องใหญ่สักปานใด
ประการที่ 9 พระนิพพานเป็นยอดของความสุข พูดถึงความสุขในโลกนี้ ก็ได้แก่การมีทรัพย์ การใช้จ่ายทรัพย์ การไม่เป็นหนี้ และทำการงานที่สุจริต นี้เป็นของชาวโลก ส่วนความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน คือ นิพพาน นิพพานคือสภาพที่ดับกิเลสและทุกข์แล้ว ภาวะเป็นที่สุขสูงสุด เพราะไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพ สมบูรณ์
บรรดาธรรมอันเป็นยอดเยี่ยมทั้งหมดนี้ ควรที่ท่านสาธุชนจะนำไปประพฤติปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นกับตัวเอง เพราะธรรมเหล่านี้จะนำให้พบเจอแต่ความสุขความเจริญ ทั้งในโลกปัจจุบันนี้ และในโลกหน้า คือ พระนิพพานนั่นเอง
ธรรมะอันยอดเยี่ยม 1 (ข่าวสด)
ธรรมะอันยอดเยี่ยม 1
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
ในบรรดาธรรมทั้งหลาย ธรรมะที่ถือได้ว่ายอดเยี่ยม ที่มาจากคัมภีร์ต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา 9 ประการด้วยกัน คือ
1. ความหิว เป็นยอดของโรค 2. ความไม่มีโรค เป็นยอดของลาภ 3. ความคุ้นเคยกัน เป็นยอดของญาติ 4. ภรรยา เป็นยอดของเพื่อน 5. ตนแล เป็นยอดของความรัก 6. สังขาร เป็นยอดของความทุกข์ 7. ความสันโดษ เป็นยอดของทรัพย์ 8. ความอดทน เป็นยอดของตบะ 9. พระนิพพาน เป็นยอดของความสุข
ประการที่ 1 ความหิวเป็นยอดของโรค ขึ้นชื่อว่าความหิวนี่เองเป็นเหตุให้คนทำความชั่วต่างๆ ได้มากมาย เช่น ลักขโมย เป็นต้น กระทำการทุจริตได้ต่างๆ เพื่อยังชีพของตนและคนที่ตนรัก ความหิวจึงเป็นโรคที่น่าระวังสังวรอย่างหนึ่ง ถ้าประมาทมัวเมาหรือหลงผิดกระทำความชั่วเพราะความหิวเป็นเหตุ อาจต้องได้รับความทุกข์ทั้งในปัจจุบัน และในภพต่อๆ ไป
ประการที่ 2 ความไม่มีโรค เป็นยอดของลาภ อันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ คือความไม่มีโรค แต่ความเจ็บ ความป่วย มีได้กับทุกคน ไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ เพศ วัย มั่งมีหรือยากจน ส่วนโรคจะมีมากมีน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอุปถัมภ์ของแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกัน บางคนมีบุญเก่าสนับสนุนให้ร่ำรวย แต่เป็นคนขี้โรคไม่แข็งแรง บางคนบุญเก่าส่งเสริมให้มีอำนาจวาสนา แต่มักเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า คนที่ไม่มีโรค ถือได้ว่าได้ลาภอันประเสริฐอย่างแท้จริง
ประการที่ 3 ความคุ้นเคยกัน เป็นยอดของญาติ คำว่า ญาติ ได้แก่ ผู้ที่รู้จัก คุ้นเคย และนับถือ ท่านแบ่งไว้เป็น 2 ประเภท คือ 1. ญาติโดยสายโลหิต 2. ญาติโดยความคุ้นเคยกัน บุคคลผู้ที่ปรารถนาจะได้ญาติหรือมีญาติ พึงปฏิบัติตามหลักสังคหวัตถุธรรม 4 ประการ คือ ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เจรจากันด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ ทำตนให้เป็นประโยชน์ ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน และเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เย่อหยิ่ง ยกตนข่มท่าน
ประการที่ 4 ภรรยาเป็นยอดของเพื่อน ภรรยาที่ดี ควรเป็นกัลยาณมิตรของสามี เพราะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับสามีมากกว่าผู้อื่น เมื่อคราวสามีมีสุขหรือทุกข์ หรือได้รับภัยอันตรายอย่างใด ภรรยาย่อมรู้และเข้าช่วยเหลือก่อนกว่าเพื่อนอื่นๆ เป็นที่วางใจของสามีกว่าผู้อื่น จึงจัดว่าเป็นยอดของเพื่อนได้ ฝ่ายภรรยาเมื่อสามีทำตนเป็นคนดี เป็นสามีที่ดีอย่างนี้ ก็จักทำหน้าที่ของตนเป็นอย่างดีเช่นกัน เช่น จัดงานบ้านดี สงเคราะห์ญาติมิตรของสามีดี ไม่คบชู้สู่ชายนอกใจสามีของตน พยายามเก็บทรัพย์สมบัติที่สามีไว้ใจมอบให้เป็นผู้รักษา ทั้งควรเป็นคนขยันในกิจการต่างๆ ไม่เป็นคนอยู่ว่าง หรือทำเวลาให้ไร้ประโยชน์ อย่างนี้จัดเป็นภรรยายอดมิตรของสามี..
(อ่านต่อวันพรุ่งนี้)
พระเทพคุณาภรณ์
(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรฯ / watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
ในบรรดาธรรมทั้งหลาย ธรรมะที่ถือได้ว่ายอดเยี่ยม ที่มาจากคัมภีร์ต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา 9 ประการด้วยกัน คือ
1. ความหิว เป็นยอดของโรค 2. ความไม่มีโรค เป็นยอดของลาภ 3. ความคุ้นเคยกัน เป็นยอดของญาติ 4. ภรรยา เป็นยอดของเพื่อน 5. ตนแล เป็นยอดของความรัก 6. สังขาร เป็นยอดของความทุกข์ 7. ความสันโดษ เป็นยอดของทรัพย์ 8. ความอดทน เป็นยอดของตบะ 9. พระนิพพาน เป็นยอดของความสุข
ประการที่ 1 ความหิวเป็นยอดของโรค ขึ้นชื่อว่าความหิวนี่เองเป็นเหตุให้คนทำความชั่วต่างๆ ได้มากมาย เช่น ลักขโมย เป็นต้น กระทำการทุจริตได้ต่างๆ เพื่อยังชีพของตนและคนที่ตนรัก ความหิวจึงเป็นโรคที่น่าระวังสังวรอย่างหนึ่ง ถ้าประมาทมัวเมาหรือหลงผิดกระทำความชั่วเพราะความหิวเป็นเหตุ อาจต้องได้รับความทุกข์ทั้งในปัจจุบัน และในภพต่อๆ ไป
ประการที่ 2 ความไม่มีโรค เป็นยอดของลาภ อันนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ คือความไม่มีโรค แต่ความเจ็บ ความป่วย มีได้กับทุกคน ไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ เพศ วัย มั่งมีหรือยากจน ส่วนโรคจะมีมากมีน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอุปถัมภ์ของแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกัน บางคนมีบุญเก่าสนับสนุนให้ร่ำรวย แต่เป็นคนขี้โรคไม่แข็งแรง บางคนบุญเก่าส่งเสริมให้มีอำนาจวาสนา แต่มักเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า คนที่ไม่มีโรค ถือได้ว่าได้ลาภอันประเสริฐอย่างแท้จริง
ประการที่ 3 ความคุ้นเคยกัน เป็นยอดของญาติ คำว่า ญาติ ได้แก่ ผู้ที่รู้จัก คุ้นเคย และนับถือ ท่านแบ่งไว้เป็น 2 ประเภท คือ 1. ญาติโดยสายโลหิต 2. ญาติโดยความคุ้นเคยกัน บุคคลผู้ที่ปรารถนาจะได้ญาติหรือมีญาติ พึงปฏิบัติตามหลักสังคหวัตถุธรรม 4 ประการ คือ ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เจรจากันด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ ทำตนให้เป็นประโยชน์ ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน และเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เย่อหยิ่ง ยกตนข่มท่าน
ประการที่ 4 ภรรยาเป็นยอดของเพื่อน ภรรยาที่ดี ควรเป็นกัลยาณมิตรของสามี เพราะเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับสามีมากกว่าผู้อื่น เมื่อคราวสามีมีสุขหรือทุกข์ หรือได้รับภัยอันตรายอย่างใด ภรรยาย่อมรู้และเข้าช่วยเหลือก่อนกว่าเพื่อนอื่นๆ เป็นที่วางใจของสามีกว่าผู้อื่น จึงจัดว่าเป็นยอดของเพื่อนได้ ฝ่ายภรรยาเมื่อสามีทำตนเป็นคนดี เป็นสามีที่ดีอย่างนี้ ก็จักทำหน้าที่ของตนเป็นอย่างดีเช่นกัน เช่น จัดงานบ้านดี สงเคราะห์ญาติมิตรของสามีดี ไม่คบชู้สู่ชายนอกใจสามีของตน พยายามเก็บทรัพย์สมบัติที่สามีไว้ใจมอบให้เป็นผู้รักษา ทั้งควรเป็นคนขยันในกิจการต่างๆ ไม่เป็นคนอยู่ว่าง หรือทำเวลาให้ไร้ประโยชน์ อย่างนี้จัดเป็นภรรยายอดมิตรของสามี..
(อ่านต่อวันพรุ่งนี้)
พระเทพคุณาภรณ์
(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรฯ / watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)