วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทรัพย์อันประเสริฐ (ข่าวสด)

ทรัพย์อันประเสริฐ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พูดถึงทรัพย์ หลายคนก็ต้องการอยากจะได้ อยากจะมีกันทุกๆ คน แต่ทรัพย์ที่ยั่งยืน ทรัพย์ที่ถาวร เป็นอย่างไร?

ใน ทางพระพุทธศาสนาท่านกล่าวว่า ทรัพย์ที่ประเสริฐ หรืออริยทรัพย์ มีอยู่ 7 ประการ คือ 1.ทรัพย์คือศรัทธา 2.ทรัพย์คือศีล 3.ทรัพย์คือหิริ 4.ทรัพย์คือโอตตัปปะ 5.ทรัพย์คือสุตตะ 6.ทรัพย์คือ จาคะ และ 7.ทรัพย์คือปัญญา

1.ทรัพย์คือศรัทธา ศรัทธาหมายถึงความเชื่อ คนเราเกิดมาก็ได้รับการอบรมให้มีความเชื่อที่ต่างกัน สุดแต่ว่าคนนั้นจะเกิดอยู่ในชุมชนหรือครอบครัวที่มีความเชื่ออย่างไรก็อาจจะ เชื่อไปตามนั้น แต่ความเชื่อที่เรียกว่าศรัทธาในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ความเชื่อในเหตุ-ผล ในกฎแห่งกรรม ไม่ใช่ความเชื่อทั่วๆ ไป

องค์ประกอบของศรัทธาคือความเชื่อนั้นท่านให้หลักไว้ 4 ประการ คือ

1.1 กมฺมสทฺธา เชื่อกรรมคือการกระทำดี-ชั่ว ว่ามีจริง

1.2 วิปากสทฺธา เชื่อผลของกรรม คือ เชื่อว่าผลของกรรมดีและกรรมชั่วมีจริง

1.3 กมฺมวิปากตาสทฺธา เชื่อว่าทุกคนต้องเป็นไปตามกรรมและผลของกรรมที่ตนเองกระทำไว้

1.4 ตถาคตโพธิสทฺธา เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือเชื่อว่าพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อริยสัจธรรม 4 ประการและกฎแห่งกรรมจริง

2.ทรัพย์ คือศีล ศีล แปลว่าปกติ หรือเย็น คำว่าปกติหมายความว่ามีความปกติทางกาย วาจา ใจ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งการกระทำและ คำพูด คนมีศรัทธารักษาศีลทำให้บุคคลนั้นเป็นคนที่น่านับถือ เป็นที่ยกย่องสรรเสริญของผู้คน

3.ทรัพย์คือหิริ ความละอายแก่ใจ เมื่อตนเองทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่ถูกต้องตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา

4.ทรัพย์ คือความกลัวผลของบาป ความทุกข์ความเดือดร้อนอุปสรรคต่างๆ อันเป็นผลของบาปกรรมที่ตนเองหากกระทำลงไปจะได้รับผล การกลัวผลของบาปแล้วเป็นเหตุให้ไม่ทำบาปหรือทำผิดศีลนั่นเอง

5.ทรัพย์ คือสุตตะ ได้แก่การสดับตรับฟังหรือการศึกษา การเล่าเรียนศึกษามากเป็นเหตุให้เกิดปัญญา การเรียนนั้นก็ต้องอาศัยการฟังเป็นหลัก ผู้เรียนมากฟังมากหรือมีประสบการณ์มากย่อมเป็นผู้มีความรู้

6.ทรัพย์ คือจาคะ ความสละแบ่งปัน การแบ่งปันนั้นก็จัดอยู่ในทานมัยกุศล คนตระหนี่ย่อมไม่มีจาคะ คนที่มีศรัทธาย่อมเสียสละแบ่งปัน ทานมัยกุศลจึงเป็นเหตุให้เกิดการบริจาค คนที่มีจาคะชื่อว่ามีอริยทรัพย์ เพราะเป็นการฝังทรัพย์ไว้เป็นบุญส่วนตัวที่ใครๆ จะแย่งชิงเอาไปไม่ได้

7.ทรัพย์ คือปัญญา ปัญญาถือว่าเป็นทรัพย์อันสำคัญที่สุด พระพุทธองค์ทรงยกย่องปัญญาว่าเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นเครื่องควบคุมตนเอง และยิ่งกว่านั้นปัญญายังทำให้มีความเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ

อริยทรัพย์ ทั้ง 7 ประการนี้ถือว่าเป็นทรัพย์ภายใน เป็นทรัพย์ ที่ประเสริฐที่จะทำให้บุคคลเป็นอริยชนได้ ท่านทั้งหลายจึงควรขวนขวายสั่งสมอริยทรัพย์ทั้ง 7 ประการนี้ให้เกิดมีขึ้นในตน จะได้เป็นคนมีทรัพย์ทั้งภายนอกภายในอันเป็นเหตุได้รับความสุขทั้งทางกายและ ทางใจ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า



พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

หลักการแก้จน จากข่าวสด

หลักการแก้จน ตามแนวพุทธศาสนา

คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา
ขบวน การแก้จน ตามแนวทางพระพุทธศาสนา มีจุดมุ่งหมายให้เกิดประโยชน์สูงและประหยัดสุด โดยมุ่งเน้นประโยชน์สุข ปัจจุบัน อันเป็นที่ต้องการของบุคคลทั่วไป

ทั้งนี้ บุคคลใดต้องการร่ำรวยมีทรัพย์สินเงินทองและเกียรติยศชื่อเสียง จะต้องปฏิบัติตามหลักธรรม 4 ประการ หรือเรียกว่า หัวใจเศรษฐี อุ อา กะ สะ โดยจะต้องประพฤติดีปฏิบัติชอบ ดังต่อไปนี้

1.อุ ย่อมาจากคำว่า อุฏฐานสัมปทา แปลว่า ให้ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียรในการแสวงหาความ รู้ หนักเอาเบาสู้ในหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย กิจการทั้งหลายต้องรู้จักรับผิดชอบ โบราณกล่าวว่า ทรัพย์นี้มิไกล ใครปัญญาไว หาได้บ่นาน ทั่วแคว้นแดนดิน มีสิ้นทุกสถาน ผู้ใดเกียจคร้าน บ่พานพบนา ซึ่งหมายถึง ทรัพย์สินเงินทองมีอยู่ทุกหนแห่ง ขออย่างเดียวอย่าเกียจคร้าน ให้ลงมือทำงานทุกชนิดอย่างจริงจังตั้งใจ

2.อา ย่อมาจากคำว่า อารักขสัมปทา แปลว่า ให้ถึงพร้อมด้วยการรักษาคุ้มครองทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ด้วยความขยัน หมั่นเพียร ไม่ให้เงินทองรั่วไหลมีอันตราย ระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมิให้เปลืองเงินทองโดยใช่เหตุ ตลอดจนรักษาหน้าที่การงานของตัวเองไม่ให้เสื่อมเสีย ขอให้ยึดหลักการเก็บเล็กผสมน้อย หรือการเก็บหอมรอมริบ ซึ่งล้วนเป็นขบวนการเก็บรักษาทรัพย์สินเงินทองที่ได้ผลเป็นอย่างยิ่ง

3.กะ ย่อมาจากคำว่า กัลยาณมิตตตา แปลว่า การมีเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่ว เพราะคบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล คบคนจึงต้องดูหน้าว่าเพื่อนเป็นคนดีที่มีลักษณะไม่เป็นคนปอกลอก ไม่ดีแต่พูด ไม่หัวประจบ และไม่เป็นคนชักชวนไปในทางฉิบหาย มีการดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน มัวเมาในการเล่นและผีการพนันเข้าสิงจิตใจ

4.สะ ย่อมาจากคำว่า สมชีวิตา แปลว่า การเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ รู้จักกำหนดรายรับและรายจ่าย อย่าให้สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยหรืออัตคัดขัดสนจนเกินไป ให้รู้จักออมเงินเอาไว้ ฉุกเฉินเมื่อไรจะได้ใช้เงินออม และขอให้ถือคติว่า

ความ ปรารถนาที่จะเห็นเมืองไทยปราศจากความยากจนนั้นเป็นไปได้ เพียงขอให้คนไทยได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักหัวใจเศรษฐี 4 ประการ คือ ขยันหา รู้จักเก็บรักษา คบคนดี มีชีวิตพอเพียง

เพียงพอที่จะเยียวยาแก้ไขปัญหาความยากจนของคนไทย
สาโรจน์ กาลศิริศิลป์

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา (ข่าวสด)

ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา

คอลัมน์ ศาลาวัด
พระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นพิธีสาบานตนในการรับราชการ จะซื่อตรงต่อแผ่นดินและปกป้องชาติบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข

โดยข้าราชการทั้งหลายจะต้องดื่มน้ำสาบานตน จำเพาะพระพักตร์พระมหากษัตริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง พราหมณ์จะทำพิธีเสกน้ำสาบานนี้ แล้วนำพระแสง (อาวุธ) ต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ลงชุบในน้ำที่เสกนั้น

เพื่อหมายให้ผู้ที่ไม่ซื่อตรงต่อแผ่นดินจะต้องได้รับโทษต่างๆ นานา

ประเพณีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยานั้นมาจากแนวความคิดที่ว่ากษัตริย์เป็นสมมติ เทพ คือ มาจากอินเดียโดยตรง เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ปกครองประเทศแต่ก่อนล้วนทรงเป็นนักรบ

ดังนั้น จึงได้ยึดถือเอาการกระทำสัตย์ปฏิญาณตนด้วยวิธีดื่มน้ำชำระล้างอาวุธ หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกกันว่า พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นพิธีสำคัญของบ้านเมืองมาแต่โบราณ ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยามาตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอู่ทองเริ่มสร้างกรุง ศรีอยุธยา

ถือว่าการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นพิธีสำคัญ ซึ่งบรรดาข้าราชการผู้มีหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับความยุติธรรมแห่งบ้านเมืองจะ ขาดเสียมิได้ ถึงกับตราเป็นตัวบทไว้ในกฎมณเฑียรบาลไว้ว่า ...

1.ผู้ที่ขาดการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยามีโทษถึงตาย เว้นแต่ป่วยหนัก

2.ห้ามสวมแหวนนากแหวนทองมมาถือน้ำ

3.ห้ามบริโภคอาหารหรือน้ำก่อนดื่มน้ำพิพัฒน์

4.ดื่มน้ำแล้วห้ามยื่นน้ำให้แก่กัน

5.ดื่มแล้วต้องราดน้ำที่เหลือลงบนผมของตน

ข้อปฏิบัติดังกล่าว เป็นการระวางโทษไว้เหมือนหนึ่งว่า เป็นกบฏ คือ โทษใกล้ความตายทั้งนี้ เพื่อประสงค์จะให้น้ำพิพัฒน์สัตยาที่ทำขึ้นนั้นเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์และดื่ม ในโอกาสแรกของวันนั้น

ต่อมาภายหลังปรากฏว่าพิธีการเช่นนั้น ทำความลำบากให้แก่ผู้เข้าร่วมพิธี โดยเฉพาะผู้สูงอายุทนหิวไม่ไหว จนอาจถึงกับมีอันเป็นไปก่อนได้ดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงอนุญาตให้บริโภคอาหารมาก่อนได้และไม่ถือว่าเป็นกบฏ

สำหรับการถือน้ำที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ มี 5 อย่าง จำแนกเป็น 2 ประเภท

การถือน้ำประจำ ได้แก่ การถือน้ำปกติ ปีละ 2 ครั้ง ในพิธีตรุษเดือน 5 พิธีสารทเดือน 10 เป็นการถือน้ำของพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ตลอดจนบรรดาข้าราชการในกรมของพระราชวงศ์ และการถือน้ำประจำเดือนของทหารที่ผลัดเปลี่ยนเวรเข้าประจำการทุกวันขึ้น 3 ค่ำ

การถือน้ำจร คือ การถือน้ำเป็นกรณีพิเศษ ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน ได้แก่ การถือน้ำเมื่อแรกพระเจ้าแผ่นดินได้รับราชสมบัติ เป็นต้น

ความเป็นผู้ซื่อตรง จากข่าวสด

ความเป็นผู้ซื่อตรง

คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา

สาโรจน์ กาลศิริศิลป์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
"ความ เป็นผู้ซื่อตรง" หรือคำว่า อาชชวะ มีความหมายถึง การสุจริตต่อหน้าที่การงานของตน ต่อมิตรสหาย ต่อองค์กรหรือหลักการของตน อาทิ เป็นคนไทยก็ต้องซื่อตรงต่อชาติ พระศาสนาและพระมหากษัตริย์

ความซื่อตรง แบ่งออกเป็น 6 ประการ อธิบายได้ ดังนี้

1.ตรง ต่อบุคคล คือ มีความซื่อสัตย์สุจริต ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เนรคุณผู้มีพระคุณ และไม่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก

2.ตรงต่อเวลา คือ จะนัดหมายกับใคร หรือจะทำงานสิ่งใดก็ให้ตรงเวลาที่กำหนดไว้ และไม่เอาเวลาราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตน

3.ตรงต่อวาจา คือ เมื่อได้รับปากกับใครว่าจะทำสิ่งที่ดีและสุจริต จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีและทุจริต ก็ให้กระทำตามที่ได้ลั่นวาจาไว้

4.ตรงต่อหน้าที่ คือ ซื่อสัตย์สุจริตและจริงใจต่อหน้าที่การงานของตน ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ละทิ้งหน้าที่และปัดความรับผิดชอบ

5.ตรงต่อธรรมะ คือ การยึดมั่นในหลักคุณธรรม และบูชาความถูกต้อง ความยุติธรรม ความชอบธรรมไว้เหนือสิ่งอื่นใด

6.ตรงต่อตนเอง คือ การไม่โกหกตนเอง ซื่อสัตย์สุจริตต่ออุดมการณ์ของตน ไม่ฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ใช่ปณิธานของตนเอง

อา ชชวธรรม จึงเป็นหลักธรรมสำคัญในการปกครอง เพราะคนอยู่รวมกันเป็นหมวดหมู่ ถ้าผู้นำปฏิบัติตนไม่ซื่อตรงไม่ซื่อสัตย์ จะเป็นบ่อเกิดแห่งความประพฤติทุจริตคิดมิชอบและก่อให้เกิดความหวาดระแวง ถ้าประพฤติตรงและปฏิบัติตรงต่อกัน มีความจริงใจต่อกันและกันแล้ว ก็จะก่อให้เกิดความไว้วางใจ ยอมรับนับถือและสมัครสมานสามัคคี ก็จะอยู่เย็น เป็นสุข ไม่ต้องอยู่ร้อน นอนทุกข์ เพราะประพฤติผิดปฏิบัติผิด

สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแสดงอรรถาธิบายขยายความคำว่าอาชชวะในพระราชนิพนธ์เรื่อง "ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท" ตอนหนึ่งว่า "พระมหากษัตริย์ จะต้องมีพระอัธยาศัยประกอบด้วยความเที่ยงตรงต่อประชาชนโดยทั่วไป ไม่ทรงคิดลวงหรือประทุษร้ายผู้ใด"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความซื่อตรง ทรงยึดมั่นอยู่ในหลักแห่งอาชชวธรรม โดยไม่ทรงเอนเอียงเปลี่ยนแปลงไป พระองค์ทรงโดดเด่นเป็นสง่าประทับอยู่ในดวงหทัยของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา ก็เพราะทรงมีพระราชอัธยาศัยซื่อตรงทรงสัตย์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเสมอกันหมดไม่ทรงเอนเอียงหรือหนักไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใด ภาคไหนหรือนับถือศาสนาอะไรก็ตาม

พรของพระ จากข่าวสด

พรของพระ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
ความ สุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา สิ่งที่ทุกคนปรารถนาอาจจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละเรื่องแต่ละอย่าง แต่สิ่งที่ทุกคนปรารถนาอยากจะมี อยากจะเป็นเหมือนๆ กัน มี 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ เรียกว่าพรสี่ประการ

คำว่า พร แปลว่า ประเสริฐ ถ้าเป็นสิ่งของก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ถ้าเป็นคำพูดก็เป็นคำพูดที่ดีที่ประเสริฐ ถ้าพรอยู่ที่ใจ ใจก็เป็นใจที่ประเสริฐ ถ้าเป็นธรรมก็จะเป็นธรรมที่ประเสริฐ

อายุ คือ ความเปลี่ยนแปลงหรือสิ่งที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง หมายถึง เปลี่ยนแปลงสู่ความสลายและเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน บางคนแม้จะมีอายุยืนยาว แต่เป็นอยู่ด้วยความประมาท หลงติดยาเสพติด หลงในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จนทำให้หลงผิดละเว้นหน้าที่ที่ตนพึงกระทำ ชื่อว่า มีอายุความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสลาย แม้จะมีชีวิตอยู่ก็เท่ากับว่าเป็นผู้ตายแล้ว บางคนแม้จะมีอายุน้อย แต่เป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท ตั้งใจทำหน้าที่ของตนให้บริบูรณ์ และเว้นทางที่จะนำไปสู่ความเสื่อม ชื่อว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืน คือ แม้จะตายไปแล้ว ก็เป็นเหมือนมีชีวิตอยู่

วรรณะ มีความหมาย 4 ประการ คือ 1.หมายถึงผิวพรรณ หน้าตาอิ่มเอมผ่องใส 2.หมายถึงการยกย่องสรรเสริญ ได้รับการยอมรับจากสังคม 3.หมายถึง ยศชั้น ฐานันดร ตำแหน่งหน้าที่การงานต่างๆ ให้เจริญก้าวหน้ามั่นคงถาวร 4.หมายถึง เพศ เป็นเพศชายเพศหญิงที่สมบูรณ์

สุขะ หมายถึง สภาพที่ทนได้ง่าย ความสบาย ความสะดวกราบรื่น

ความสุขมีสองทาง คือ ทางกายและทางใจ

สุขทางกาย คือมีสุขภาพดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย การทำงานสะดวกราบรื่น ไม่มีอุปสรรคด้านร่างกาย

สุขทางใจ คือ มีจิตใจที่ดีงาม ปลอดโปร่งสดชื่น ไม่ว้าวุ่นวิตกกังวล แม้จะมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเบียดเบียนก็ตาม

ความ สุขนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น สุขเกิดจากการมีทรัพย์ สุขเกิดจากการได้ใช้จ่ายทรัพย์ สุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ สุขเกิดจากการสมปรารถนา เป็นต้น

พละ หมายถึง กำลัง อันได้แก่ กำลังสี่ประการ คือ 1.กำลังกาย คือ มีสุภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ประกอบกิจต่างๆ โดยไม่เหน็ดเหนื่อย 2.กำลังใจ คือ มีสุขภาพจิตที่ดี เข้มแข็ง ประสบอุปสรรคต่างๆ ก็มีผู้คอยช่วยเหลือให้กำลังใจตลอดเวลา 3.กำลังทรัพย์ คือ มีทรัพย์สมบัติที่สามารถใช้เป็นเครื่องประคองชีวิตให้อยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข 4.กำลังสติปัญญา คือ มีการศึกษาที่ดี มีความรู้จักบาปบุญคุณโทษ มีความสามารถในกิจการต่างๆ โดยเฉพาะรู้จักวิถีทางที่จะอยู่ในสภาพสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุข

พร พระทั้งสี่ประการนี้ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ เป็นพรที่พระภิกษุผู้ทรงศีลได้ให้แก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายอยู่ทุกวัน แต่ก็ใช่ว่าท่านจะได้รับพรทั้งสี่ประการนั้นหมดทุกคนไม่ พรนั้นย่อมเกิดแก่ผู้ที่สมควร เหมือนของมีค่าย่อมควรแก่คนที่มีค่าและ รู้จักค่า

พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร / watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"ชาย-หญิง"ที่พึงหลีกเลี่ยง (ข่าวสด)

"ชาย-หญิง"ที่พึงหลีกเลี่ยง

คอลัมน์ ศาลาวัด
ลักษณะ หญิงชายที่พึงหลีกเลี่ยงในการคบหาเป็นสหายหรือนำมาเป็นคู่ครอง ทั้ง 9 ประการ ตามหลักพระพุทธศาสนา มีดังนี้ 1.หญิงชายใด มีนิสัยโหดร้าย ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน หญิงชายประเภทนี้มีจิตใจเร่าร้อน กระวน กระวายคล้ายไฟสุ่มขอน เพราะจิตใจขาดความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์และขาดน้ำจิตน้ำใจ

2.หญิง ชายใด ลบหลู่ดูหมิ่นญาติสนิทมิตรสหายและเพื่อนร่วมงาน มีนิสัยชอบยกตนข่มท่านเหนือกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ และชอบดูถูกดูแคลนให้ผู้อื่นเจ็บช้ำน้ำใจอยู่เป็นประจำ หญิงชายประเภทนี้มีจิตใจเย่อหยิ่งจองหองพองขน เพราะจิตใจขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน

3.หญิงชายใด อิจฉาริษยา เห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน มีนิสัยอิจฉาตาร้อน หญิงชายประเภทนี้มีจิตใจบกพร่องไม่อยากให้ใครได้ดีเกินหน้า เพราะจิตใจขาดความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี

4.หญิงชายใด ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เคยแม้จะบริจาคทรัพย์สินเงินทองช่วยเหลือผู้อื่น หญิงชายประเภทนี้มีจิตใจคับแคบ ชอบเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว เข้าตำราขี้ไม่ให้หมากิน เพราะจิตใจขาดการทำบุญสุนทานและขาดสงเคราะห์อนุเคราะห์ต่อบุคคลอื่น

5.หญิง ชายใด เจ้าเล่ห์มายา หน้าไหว้หลังหลอก หญิงชายประเภทนี้จิตใจมีเล่ห์เพทุบาย เพราะจิตใจขาดสัจจะความจริงใจต่อตนเองและต่อบุคคลอื่น

6.หญิงชายใด มักอวด ชอบคุยโม้ คุยโตว่าตัวเองเป็นผู้ที่วิเศษกว่าผู้อื่น และชอบโอ้อวดว่าเส้นใหญ่สามารถจะทำกิจการใดๆ ให้สำเร็จทุกอย่าง จะทำได้หรือไม่ได้ก็ขอคุยโม้โอ้อวดไว้ก่อน หญิงชายประเภทนี้ มีจิตใจจองหองพองขน เพราะจิตใจขาดความพอดี

7.หญิงชายใด โกหกหลอกลวง ยุยงส่งเสริมให้เกิดความบาดหมางกัน ชอบพูดเยาะเย้ย เสียดสี หญิงชายประเภทนี้ มีจิตใจชอบเห็นผู้อื่นทะเลาะกัน พูดจาในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์มีแต่โทษ เพราะจิตใจขาดสัจวาจาและความจริงใจต่อตนเองและบุคคลอื่นที่คบหาสมาคม

8.หญิง ชายใด ปรารถนาลามก มักมาก จิตใจหมกหมุ่นงุ่นง่านอยู่แต่ในเรื่องความรักความใคร่ หลงใหลอยู่ในกามารมณ์ หญิงชายประเภทนี้ มีจิตใจเร่าร้อน กระวนกระวาย เพราะจิตใจขาดความสำรวมระวังและเข้าใจผิดเกี่ยวกับสรีระร่างกายของตนเอง

9.หญิง ชายใด เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เห็นว่าทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป พ่อแม่ไม่มีบุญคุณ จึงไม่ต้องตอบ แทนพระคุณ หญิงชายประเภทนี้ มีจิตใจที่บอดสนิท เห็นชั่วเป็นดี เพราะจิตใจขาดความเห็นที่ถูกต้องตามหลักธรรม

หากเราหลีกเลี่ยงคบหากับคนประเภทนี้ได้ ชีวิตจะมีความสุขเจริญรุ่งเรืองตลอดไป

คนผู้สมบูรณ์แบบ (ข่าวสด)

คนผู้สมบูรณ์แบบ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
คน ทุกคนเมื่อเกิดมาบนโลกใบนี้ ถ้าใครที่ปฏิบัติตามหลักของการทำบุญ 3 ประการ อันได้แก่ ทาน การให้ ศีล การรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ภาวนา การอบรมฝึกฝนจิตใจ แล้ว คงไม่มีใครกล้าที่จะปฏิเสธ หรือ พูดว่าไม่ยินดี ไม่ต้องการความสุข ความเพียบพร้อมในทุกด้าน อันเป็นผลที่จักได้รับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการศึกษา หน้าที่การงาน หรือแม้แต่การดำเนินชีวิตในประจำวัน ก็ล้วนแล้วแต่ต้องการให้ตนเอง มีพร้อมในทุกสิ่งทุกอย่างด้วยกันทั้งสิ้น

ธรรมะหมวดหนึ่ง ที่กล่าวถึงความพรั่งพร้อม หรือความสมบูรณ์แบบไว้ เมื่อเราทำบุญครบทั้งสามประการ คือ ทาน ศีล ภาวนา อยู่บ่อยๆ บุญเหล่านี้ ก็จะติดตามตัวเราไปตลอด ไม่สูญหาย และสามารถทำให้ได้เสวยผลแห่งบุญนี้ตลอด ตามความปรารถนา อีกทั้งยังสามารถที่จะอำนวยให้เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสมบัติอีกด้วย

สมบัติ แปลว่า ความถึงพร้อม ความสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่างๆ เป็นการอำนวยผลประโยชน์ของบุญ คือ ความดีที่ได้กระทำมา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ช่วยเสริมความดีนั่นเอง มีอยู่ด้วยกัน 4 ประการ คือ

1.คติสมบัติ ความถึงพร้อมด้วยคติ ได้แก่ การเกิด การอยู่อาศัย การดำเนินชีวิตในถิ่นที่มีแต่ความเจริญ รุ่งเรือง มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ประสบผลสำเร็จ ไม่มีความลำบากในเรื่องของปัจจัยต่างๆ อันจักเอื้อประโยชน์ หรือเหมาะสมในการสร้างบุญกุศล คุณงามความดี อบรมวาสนาบารมีธรรม

2.อุปธิสมบัติ ความถึงพร้อมด้วยรูปกาย ได้แก่ การมีรูปกายที่สวยงาม มีอาการครบ 32 ประการ มีราศีดี มีบุคลิกลักษณะสง่างาม มีร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน

3.กาลสมบัติ ความถึงพร้อมด้วยกาล ได้แก่ การเกิดอยู่ในสมัยที่บ้านเมืองมีแต่ความสุข ความสงบร่มเย็น มีผู้นำที่ดี มีการปกครองที่ดี ผู้ใหญ่ไม่ข่มเหงรังแกผู้น้อย หรือผู้ที่อ่อนแอกว่า และคนในสังคมที่อยู่ร่วมกัน เป็นหมู่ เป็นคณะ ก็เป็นคนมีศีล มีธรรม รักใคร่สามัคคีปรองดองกัน ยกย่องคนที่ทำความดี ไม่ส่งเสริมคนที่ทำผิดคิดชั่ว

4.ประโยคสมบัติ ถึงพร้อมด้วยการประกอบความเพียร ได้แก่ การนำความเพียรไปขวนขวายประกอบกิจการ ทำหน้าที่การงานในทางที่ถูก ที่ควร ประกอบกิจการงานด้วยความถูกต้อง ดีงาม ซื่อสัตย์สุจริต

สมบัติ หรือ ความถึงพร้อมทั้ง 4 ประการนี้ จะเกิดมีขึ้นได้ ก็จากการประกอบบุญกุศล คุณงามความดีเป็นเบื้องต้น เป็นสมบัติที่ติดตามและติดตัวไปทุกที่ ไม่มีใครสามารถที่จะลักขโมยเอาไปได้

ใครที่อยากจะทำให้ชีวิตในชาตินี้และชาติหน้ามีแต่ความสงบร่มเย็น เป็นสุข เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ก็อย่าลืมประกอบบุญกุศลเป็นประจำ จักประสบผลสำเร็จเป็นแน่

พระเทพคุณาภรณ์

(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)

เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร