ทำงานไม่ให้คั่งค้าง
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร /www.watdevaraj.com
การทำงานจัดว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตและทำชีวิตให้มีคุณค่า สามารถชักนำให้มนุษย์รู้จักสภาพอันแท้จริงของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลก ทำให้มนุษย์ดำเนินไปสู่ความโชคดีและร้าย และสามารถพัฒนาโลกให้เจริญก้าวหน้าไปได้ไกล
เมื่อทราบว่ามนุษย์มีความเป็นอยู่คู่กับการทำงานเช่นนี้ ผู้ที่มีความเกียจคร้าน ไม่รู้จักวิธีการทำงานหาเลี้ยงชีพ ทำงานให้คั่งค้างเหมือนดินพอกหางหมู บัณฑิตผู้รู้จึงเรียกคนเช่นนี้ว่า คนสิ้นคิด มีชีวิตความเป็นอยู่อันไร้ค่าเท่ากับเกิดมารกโลก เพราะไม่รู้จักใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ ไม่รู้จักใช้ชีวิตให้มีค่า กลายเป็นคนอนาถาไร้ที่พึ่งพิง
ส่วนผู้ที่มีความอุตสาหะประกอบการงาน ไม่มีความเกียจคร้านและเบื่อหน่าย ทำงานให้สำเร็จไม่คั่งค้าง มีความมุ่งหมายในการทำงานด้วยศรัทธาอันแน่วแน่และมั่นคง ย่อมสามารถดำรงตนให้เป็นผู้มีทรัพย์สมบัติ ได้รับเกียรติยศ เพราะการกระทำหรือการทำงานนั้นย่อมแบ่งฐานะของมนุษย์ให้ทราบว่าดี เลว มากน้อยกว่ากันอย่างไร
สำหรับผู้ที่เคยทำการงานมาแล้วย่อมทราบได้ดีว่า งานที่ดีมีประโยชน์นั้นทำได้ยาก เพราะจะต้องตรากตรำลำบาก นอกจากต้องทุ่มเทกำลังความคิดและความสามารถแล้ว จะต้องใช้ความรอบคอบคอยสอดส่องถึงผลที่จะมา กระทบว่าจะดีหรือชั่ว จะถูกหรือผิดประการใด จะต้องทำให้ถูกจังหวะและโอกาส รวมถึงเหมาะสมแก่สถานที่นั้นๆ
อีกประการหนึ่ง เพื่อให้การงานสำเร็จเรียบร้อย ยังต้องใช้ความเก่งกล้าสามารถ ไม่ย่อท้อต่ออันตรายและอุปสรรค ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในระหว่าง อันจะเป็นเหตุให้ละการทำงานเพราะไม่มีกำลังใจที่จะทำงานให้สำเร็จได้ ยิ่งการงานที่จะก่อให้เกิดชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างสูงด้วยแล้วก็ยิ่งสำคัญมาก ถ้าหากไม่มีหลักการทำงานประจำใจก็ยากที่จะให้สำเร็จตามความมุ่งหมายได้
หลักของการทำงานให้เสร็จลุล่วงด้วยดีคือ มีความพอใจ มีใจรักในงานที่ทำ มีความพากเพียรไม่ละทิ้งในงานที่ทำ เอาใจใส่ในงานที่ทำ และใช้การคิดพิจารณาทบทวนงานนั้นๆ ด้วยปัญญา
คุณสมบัติของนายจ้างที่ดี จัดงานให้ลูกจ้างทำตามความเหมาะสม ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความสามารถ ให้สวัสดิการที่ดี มีอะไรได้มาก็แบ่งปันให้ ให้มีวันหยุดพักผ่อนตามสมควร
คุณสมบัติของลูกจ้างที่ดี เริ่มทำงานก่อน เลิกงานทีหลัง เอาแต่ของที่นายให้ ทำงานให้ดียิ่งขึ้น นำความดีของนายไปสรรเสริญ
อานิสงส์การทำงานไม่คั่งค้าง ทำให้ฐานะของตน ครอบครัว ประเทศชาติดีขึ้น ได้รับความสุข พึ่งตัวเองได้ เป็นที่พึ่งของคนทั้งหลายได้ สามารถสร้างบุญกุศลอื่นๆ ได้ง่าย เป็นผู้ไม่ประมาท ป้องกันภัยในอบายภูมิได้ มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เป็นนิสัยติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากคนทั่วไป
บุคคลใดไม่คำนึงถึงหนาวร้อน อดทนให้เหมือนหญ้า กระทำกิจที่ควรทำด้วยเรี่ยวแรงของลูกผู้ชาย บุคคลนั้นย่อมไม่เสื่อมจากสุข
วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557
วาจาสุภาษิต khaosod
วาจาสุภาษิต
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com
คําว่า วาจาอันเป็นสุภาษิต ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคำพูดที่เป็นร้อยกรอง ร้อยแก้ว เป็นคำคมบาดใจ มีความหมายอันลึกซึ้งเท่านั้น แต่รวมถึงคำพูดที่ดี มีประโยชน์ต่อผู้ฟังด้วย
ลักษณะวาจาอันเป็นสุภาษิต ต้องเป็นคำจริง มีข้อมูลที่ถูกต้อง มีหลักฐานอ้างอิงได้ ไม่ได้แต่งขึ้นมาพูด เป็นคำสุภาพ พูดด้วยภาษาที่สุภาพ มีความไพเราะในถ้อยคำ ไม่มีคำหยาบ หรือคำด่า พูดแล้วมีประโยชน์ต่อผู้ฟัง ปฏิบัติตามแล้วทำให้เกิดประโยชน์
ลักษณะการพูดที่ดี ต้องรู้จักกำหนดขอบเขตของการพูดให้พอดี จำเนื้อความที่จะพูดได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อความที่พูดได้โดยง่าย ฉลาดในการพูดที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ไม่พูดชักชวนให้เกิดความทะเลาะวิวาท
การมีวาจาสุภาษิต เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักของชนทุกชั้น มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม ได้รับความสำเร็จในสิ่งที่เจรจา
วาจาที่จะเป็นสุภาษิตได้นั้น จะต้องประกอบด้วยองค์ 5 ประการ คือ
พูดถูกกาลเทศะ กาละ ได้แก่ เวลา เทศะ ได้แก่ สถานที่ ก่อนที่จะพูด ก็ต้องดูเวลาก่อนว่าเวลานี้เขาพูดเรื่องอะไรกัน เช่น เขาพูดเรื่องเกี่ยวกับการทำสาธารณประโยชน์ ควรทำอย่างนั้น มีประโยชน์อย่างนี้ แต่กลับพูดตรงกันข้ามว่าไม่มีประโยชน์ ถ้าพูดถูกกาลเทศะก็มีประโยชน์
พูดแต่คำสัตย์ คำสัตย์ตรงกันข้ามกับคำเท็จ ผู้พูดคำเท็จ ย่อมขาดความเชื่อถือ ส่วนคำสัตย์นั้นดี มีประโยชน์
พูดไพเราะอ่อนหวาน เป็นที่ชอบใจของคนทุกชั้น มารดาบิดาพูดกับบุตรธิดาด้วยคำอ่อนหวาน ย่อมจับใจของบุตรธิดา ทำให้เกิดความรัก บุตรธิดาผู้รู้จักพูด ก็ย่อมเป็นที่รักของมารดาบิดา วาจาไพเราะอ่อนหวาน เปรียบดังอาหารมีโอชารส ยังผู้กินให้พอใจ ติดใจ ต้องการกินอีก
พูดคำที่ประกอบด้วยประโยชน์ คือ เมื่อจะพูดแต่ละครั้งก็ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟัง เช่น พูดชี้ชวนให้ผู้ฟังมีความขยันทำงาน โดยชี้โทษของความเกียจคร้านให้ผู้ฟังเห็นว่า เป็นเหตุให้ยากจน ไม่มีคนนับถือ มีแต่ความลำบาก และชี้คุณของความขยัน อดทนทำงานโดยสุจริต คือ มีทรัพย์สมบัติ สามารถตั้งตัวได้ไม่ลำบาก มีคนเคารพนับถือ หรือพูดแนะนำให้ผู้ฟังเกิดอุตสาหะ คือ ทำสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม ทั้งทางตรงและทางอ้อม และพูดแนะนำให้ผู้ฟังกลัวบาป คือ ความผิด ซึ่งมีผลตรงกันข้ามกับบุญ คือ ความดี
พูดด้วยจิตเมตตา คือผู้พูดมีเมตตาอยู่ในใจ ปรารถนาดีแก่ผู้ฟัง ไม่ใช่ปรารถนาร้าย เพราะการไม่เบียดเบียนกัน เป็นสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย เป็นความจริงถ้ามนุษย์เราเว้นจากการเบียดเบียนกัน มีเมตตาต่อกัน ต่างฝ่ายต่างทำมาหากินตามฐานะของตน ไม่ต้องกังวลถึงภยันตรายอันจะพึงมีเพราะความเบียดเบียน จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็เป็นสุข
ดังนั้น ผู้พูดแต่คำที่ดี ไพเราะ ย่อมจะทำให้ผู้ที่ได้ยิน ได้ฟัง เกิดความชื่นใจ สบายใจ สุขใจ ทำให้คนรักใคร่นับถือ แต่ถ้าตรงกันข้าม คือ พูดชั่ว นอกจากจะทำให้ตนเองเสียชื่อเสียงแล้ว ย่อมกลับทำลายคนรอบข้างอีกด้วย
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com
คําว่า วาจาอันเป็นสุภาษิต ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคำพูดที่เป็นร้อยกรอง ร้อยแก้ว เป็นคำคมบาดใจ มีความหมายอันลึกซึ้งเท่านั้น แต่รวมถึงคำพูดที่ดี มีประโยชน์ต่อผู้ฟังด้วย
ลักษณะวาจาอันเป็นสุภาษิต ต้องเป็นคำจริง มีข้อมูลที่ถูกต้อง มีหลักฐานอ้างอิงได้ ไม่ได้แต่งขึ้นมาพูด เป็นคำสุภาพ พูดด้วยภาษาที่สุภาพ มีความไพเราะในถ้อยคำ ไม่มีคำหยาบ หรือคำด่า พูดแล้วมีประโยชน์ต่อผู้ฟัง ปฏิบัติตามแล้วทำให้เกิดประโยชน์
ลักษณะการพูดที่ดี ต้องรู้จักกำหนดขอบเขตของการพูดให้พอดี จำเนื้อความที่จะพูดได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อความที่พูดได้โดยง่าย ฉลาดในการพูดที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ไม่พูดชักชวนให้เกิดความทะเลาะวิวาท
การมีวาจาสุภาษิต เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักของชนทุกชั้น มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม ได้รับความสำเร็จในสิ่งที่เจรจา
วาจาที่จะเป็นสุภาษิตได้นั้น จะต้องประกอบด้วยองค์ 5 ประการ คือ
พูดถูกกาลเทศะ กาละ ได้แก่ เวลา เทศะ ได้แก่ สถานที่ ก่อนที่จะพูด ก็ต้องดูเวลาก่อนว่าเวลานี้เขาพูดเรื่องอะไรกัน เช่น เขาพูดเรื่องเกี่ยวกับการทำสาธารณประโยชน์ ควรทำอย่างนั้น มีประโยชน์อย่างนี้ แต่กลับพูดตรงกันข้ามว่าไม่มีประโยชน์ ถ้าพูดถูกกาลเทศะก็มีประโยชน์
พูดแต่คำสัตย์ คำสัตย์ตรงกันข้ามกับคำเท็จ ผู้พูดคำเท็จ ย่อมขาดความเชื่อถือ ส่วนคำสัตย์นั้นดี มีประโยชน์
พูดไพเราะอ่อนหวาน เป็นที่ชอบใจของคนทุกชั้น มารดาบิดาพูดกับบุตรธิดาด้วยคำอ่อนหวาน ย่อมจับใจของบุตรธิดา ทำให้เกิดความรัก บุตรธิดาผู้รู้จักพูด ก็ย่อมเป็นที่รักของมารดาบิดา วาจาไพเราะอ่อนหวาน เปรียบดังอาหารมีโอชารส ยังผู้กินให้พอใจ ติดใจ ต้องการกินอีก
พูดคำที่ประกอบด้วยประโยชน์ คือ เมื่อจะพูดแต่ละครั้งก็ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟัง เช่น พูดชี้ชวนให้ผู้ฟังมีความขยันทำงาน โดยชี้โทษของความเกียจคร้านให้ผู้ฟังเห็นว่า เป็นเหตุให้ยากจน ไม่มีคนนับถือ มีแต่ความลำบาก และชี้คุณของความขยัน อดทนทำงานโดยสุจริต คือ มีทรัพย์สมบัติ สามารถตั้งตัวได้ไม่ลำบาก มีคนเคารพนับถือ หรือพูดแนะนำให้ผู้ฟังเกิดอุตสาหะ คือ ทำสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม ทั้งทางตรงและทางอ้อม และพูดแนะนำให้ผู้ฟังกลัวบาป คือ ความผิด ซึ่งมีผลตรงกันข้ามกับบุญ คือ ความดี
พูดด้วยจิตเมตตา คือผู้พูดมีเมตตาอยู่ในใจ ปรารถนาดีแก่ผู้ฟัง ไม่ใช่ปรารถนาร้าย เพราะการไม่เบียดเบียนกัน เป็นสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย เป็นความจริงถ้ามนุษย์เราเว้นจากการเบียดเบียนกัน มีเมตตาต่อกัน ต่างฝ่ายต่างทำมาหากินตามฐานะของตน ไม่ต้องกังวลถึงภยันตรายอันจะพึงมีเพราะความเบียดเบียน จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็เป็นสุข
ดังนั้น ผู้พูดแต่คำที่ดี ไพเราะ ย่อมจะทำให้ผู้ที่ได้ยิน ได้ฟัง เกิดความชื่นใจ สบายใจ สุขใจ ทำให้คนรักใคร่นับถือ แต่ถ้าตรงกันข้าม คือ พูดชั่ว นอกจากจะทำให้ตนเองเสียชื่อเสียงแล้ว ย่อมกลับทำลายคนรอบข้างอีกด้วย
เลี้ยงดูพ่อแม่ khaosod
เลี้ยงดูพ่อแม่
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พรประเสริฐเกิดจากใจ พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตโต ป.ธ.9)
พ่อแม่นั้น กล่าวกันว่า ท่านเป็นทั้งพรหมของลูก เทวดาคนแรกของลูก ครูคนแรกของลูก และเป็นพระอรหันต์ของลูก ซึ่งขยายความไว้ว่า
พ่อแม่เป็นพรหมของลูก เพราะเหตุที่มีพรหมวิหารธรรม 4 ประการ คือ
1.มีเมตตา ความรักใคร่อันบริสุทธิ์ ปรารถนาดีต่อลูกไม่มีที่ สิ้นสุด
2.มีกรุณา ความหวั่นใจในความทุกข์ของลูก ไม่ทอดทิ้ง และคอยช่วยเหลือเสมอ
3.มีมุทิตา เมื่อลูกมีความสุขประสบความสำเร็จ มีความปลาบปลื้มยินดีด้วยความจริงใจ
4.มีอุเบกขา เมื่อลูกมีครอบครัวสามารถเลี้ยงตนได้แล้ว ก็ไม่วุ่นวายกับชีวิตครอบครัวลูกจนเกินงาม และหากลูกผิดพลาดก็ไม่ซ้ำเติม แต่คอยเป็นที่ปรึกษาให้ เมื่อลูกต้องการ
พ่อแม่เป็นเทวดาคนแรกของลูก เพราะคอยปกป้องคุ้มภัย เลี้ยงดูลูกมาก่อนคนอื่นๆ
พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก เพราะคอยสั่งสอนอบรมทั้งคำพูดและกิริยามารยาทให้ลูกก่อนคนอื่นๆ
พ่อแม่เป็นวิสุทธิเทพองค์แรกของลูก ไม่ถือสาในความผิด ของลูก แม้ว่าบางครั้งลูกจะพลาดพลั้งล่วงเกิน ก็ให้อภัยเสมอ ปรารถนาประโยชน์แก่ลูกเสมอ ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร ก็ยังคงปรารถนาให้ลูกได้ดี มีความสุข
เป็นเนื้อนาบุญของลูก เป็นผู้ที่ลูกควรทำบุญได้โดยแท้
เป็นเหมือนพระที่ควรเคารพนับถือและได้รับการบูชา เพื่อเทิดทูนไว้เป็นแบบอย่าง
เป็นผู้มีอุปการคุณต่อลูก เลี้ยงดูลูกมาด้วยความเหนื่อยยาก กว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่
เป็นผู้มีพระเดชพระคุณต่อลูก ให้ความอบอุ่นเลี้ยงดู ปกป้องจากอันตรายต่างๆ นานา
การทดแทนพระคุณพ่อแม่ เป็นสิ่งที่ลูกควรปฏิบัติในระหว่างเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ควรเลี้ยงดูท่านเป็นการตอบแทน ช่วยเหลือเป็นธุระเรื่องการงานให้ท่าน ดำรงวงศ์ตระกูลให้สืบไปไม่ทำเรื่องเสื่อมเสีย รวมทั้งประพฤติตนให้ควรแก่การสืบทอดมรดกจากท่าน ครั้นเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศกุศลให้ท่าน
ส่วนการเป็นลูกกตัญญูต่อพ่อแม่ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า มีดังนี้คือ ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธา ให้ท่านถึงพร้อมด้วยศรัทธา พยายามให้ท่านมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เชื่อในเรื่องการบุญกุศลทำความดี ถ้ายังไม่มีศีล ให้ท่านถึงพร้อมด้วยศีล พยายามให้ท่านเป็นผู้รักษาศีล 5 ให้ได้ ถ้าท่านเป็นคนตระหนี่ ให้ท่านถึงพร้อมด้วยการให้ทาน ให้รู้จักการให้ด้วยเมตตาโดยไม่หวังผลตอบแทน ถ้าท่านยังไม่มีปัญญา ให้ท่านถึงพร้อมด้วยปัญญา พยายามให้ท่านหมั่นเจริญวิปัสสนากรรมฐานให้ได้
การเลี้ยงดูพ่อแม่ ทำให้มีความอดทน มีสติปัญญาดี มีเหตุผล พ้นทุกข์พ้นภัย ได้ลาภโดยง่าย แคล้วคลาดจากภัยอันตรายในยามคับขัน เทวดาช่วยรักษา ได้รับการยกย่องสรรเสริญ มีความเจริญก้าวหน้า ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกที่ดี มีความสุข เป็นแบบอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้ที่เลี้ยงดูพ่อแม่ในโลกนี้นี่เอง เขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พรประเสริฐเกิดจากใจ พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตโต ป.ธ.9)
พ่อแม่นั้น กล่าวกันว่า ท่านเป็นทั้งพรหมของลูก เทวดาคนแรกของลูก ครูคนแรกของลูก และเป็นพระอรหันต์ของลูก ซึ่งขยายความไว้ว่า
พ่อแม่เป็นพรหมของลูก เพราะเหตุที่มีพรหมวิหารธรรม 4 ประการ คือ
1.มีเมตตา ความรักใคร่อันบริสุทธิ์ ปรารถนาดีต่อลูกไม่มีที่ สิ้นสุด
2.มีกรุณา ความหวั่นใจในความทุกข์ของลูก ไม่ทอดทิ้ง และคอยช่วยเหลือเสมอ
3.มีมุทิตา เมื่อลูกมีความสุขประสบความสำเร็จ มีความปลาบปลื้มยินดีด้วยความจริงใจ
4.มีอุเบกขา เมื่อลูกมีครอบครัวสามารถเลี้ยงตนได้แล้ว ก็ไม่วุ่นวายกับชีวิตครอบครัวลูกจนเกินงาม และหากลูกผิดพลาดก็ไม่ซ้ำเติม แต่คอยเป็นที่ปรึกษาให้ เมื่อลูกต้องการ
พ่อแม่เป็นเทวดาคนแรกของลูก เพราะคอยปกป้องคุ้มภัย เลี้ยงดูลูกมาก่อนคนอื่นๆ
พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก เพราะคอยสั่งสอนอบรมทั้งคำพูดและกิริยามารยาทให้ลูกก่อนคนอื่นๆ
พ่อแม่เป็นวิสุทธิเทพองค์แรกของลูก ไม่ถือสาในความผิด ของลูก แม้ว่าบางครั้งลูกจะพลาดพลั้งล่วงเกิน ก็ให้อภัยเสมอ ปรารถนาประโยชน์แก่ลูกเสมอ ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร ก็ยังคงปรารถนาให้ลูกได้ดี มีความสุข
เป็นเนื้อนาบุญของลูก เป็นผู้ที่ลูกควรทำบุญได้โดยแท้
เป็นเหมือนพระที่ควรเคารพนับถือและได้รับการบูชา เพื่อเทิดทูนไว้เป็นแบบอย่าง
เป็นผู้มีอุปการคุณต่อลูก เลี้ยงดูลูกมาด้วยความเหนื่อยยาก กว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่
เป็นผู้มีพระเดชพระคุณต่อลูก ให้ความอบอุ่นเลี้ยงดู ปกป้องจากอันตรายต่างๆ นานา
การทดแทนพระคุณพ่อแม่ เป็นสิ่งที่ลูกควรปฏิบัติในระหว่างเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ควรเลี้ยงดูท่านเป็นการตอบแทน ช่วยเหลือเป็นธุระเรื่องการงานให้ท่าน ดำรงวงศ์ตระกูลให้สืบไปไม่ทำเรื่องเสื่อมเสีย รวมทั้งประพฤติตนให้ควรแก่การสืบทอดมรดกจากท่าน ครั้นเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศกุศลให้ท่าน
ส่วนการเป็นลูกกตัญญูต่อพ่อแม่ ในคำสอนของพระพุทธเจ้า มีดังนี้คือ ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธา ให้ท่านถึงพร้อมด้วยศรัทธา พยายามให้ท่านมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เชื่อในเรื่องการบุญกุศลทำความดี ถ้ายังไม่มีศีล ให้ท่านถึงพร้อมด้วยศีล พยายามให้ท่านเป็นผู้รักษาศีล 5 ให้ได้ ถ้าท่านเป็นคนตระหนี่ ให้ท่านถึงพร้อมด้วยการให้ทาน ให้รู้จักการให้ด้วยเมตตาโดยไม่หวังผลตอบแทน ถ้าท่านยังไม่มีปัญญา ให้ท่านถึงพร้อมด้วยปัญญา พยายามให้ท่านหมั่นเจริญวิปัสสนากรรมฐานให้ได้
การเลี้ยงดูพ่อแม่ ทำให้มีความอดทน มีสติปัญญาดี มีเหตุผล พ้นทุกข์พ้นภัย ได้ลาภโดยง่าย แคล้วคลาดจากภัยอันตรายในยามคับขัน เทวดาช่วยรักษา ได้รับการยกย่องสรรเสริญ มีความเจริญก้าวหน้า ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกที่ดี มีความสุข เป็นแบบอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลัง
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้ที่เลี้ยงดูพ่อแม่ในโลกนี้นี่เอง เขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์
พรประเสริฐเกิดจากใจ khaosod
พรประเสริฐเกิดจากใจ
คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา
พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ
ช่วงนี้เป็นเทศกาลแห่งการ "ขอพรและให้พร" ใครที่กำลังโหยหาเครื่องเยียวยาใจที่เหนื่อยล้าตลอดปีด้วยพรดีๆ กัน ก็คงเที่ยวตามหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พอจะประทานสิ่งดีๆ เหล่านั้นให้ได้จนอาจลืมคิดไปว่าของดีย่อมต้องอยู่กับสิ่งดีๆ จึงจะก่อให้เกิดผลของความดีได้ ก็เราลองคิดซิว่า ถ้าเราได้เมล็ดพันธุ์ไม้ดีๆ มา แต่ไม่มีดินจะปลูก หรือมีทองคำมากมายแต่ติดบนเกาะกลางมหาสมุทร ของเหล่านั้นก็ไร้ค่าไปโดยปริยาย
เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) จึงแนะให้ทำชีวิตคือตัวเราเองให้ดีเสียก่อนแล้วจึงไปแสวงหาความดีอย่างอื่นมาใส่ตัวด้วยการ "...ทำจิตให้สงบแล้วจะได้ทราบว่านี่แหละชีวิตที่เห็นอย่างนี้ นี่แหละความดี เป็นอย่างนี้ ขอให้เราทำจิตใจให้โล่งแล้ว ถ้าทุกข์มัดรัดรึงเข้า อย่าแก้ด้วยวิธีอื่น ให้แก้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ นึกถึงพระพุทธเจ้า และภาวนาว่า พุทโธๆ"
ทำอย่างนี้เพื่อให้ใจเราอยู่เหนือความทุกข์โดยเอาความดีมาประโลมใจเสมอๆ "เราปรารถนาอะไรก็ตั้งใจปรารถนาทำใจให้นิ่งๆ ตั้งใจให้มั่นคงแน่วแน่ แต่อย่าเอาเรื่องที่เราปรารถนานั้นมาเป็นความทุกข์ในใจ"
พรที่มีค่าสุดจึงเป็นการเพิ่มความดีให้ใจเราก่อน ให้สงบจากความอยากที่ทำให้ทุกข์ แล้วจึงน้อมใจนึกถึงสิ่งดีๆ อันเกิดเป็นผลจากการลงแรงทำบางอย่างไป อาจไม่ใช่เพื่อตัวเราเองอย่างเดียวแต่เพื่อสังคมมีความสุขตามไปด้วย
เมื่อไม่กี่วันก่อน คณะวิทยากร กลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม และพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่จังหวัดสตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เดินทางมาเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ณ วัดสระเกศ
ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นผู้เมตตาให้นโยบายและโอกาสทำงานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ เพื่อให้พระสงฆ์ในพื้นที่ได้ยืนหยัดเพื่อ ชาวพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
จนกระทั่งรวมตัวกันทำงานด้วยความเสียสละแม้จะขาดปัจจัยหลายๆ ด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ขาดหายไป คือ กำลังใจที่ได้รับจากเจ้าประคุณสมเด็จฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
แม้การจากไปจะทำให้เราเกิดความเศร้าโศก แต่เมื่อนึกถึงคำของพระสารีบุตรที่มีคนไปถามท่านว่า "ถ้าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปท่านจะเศร้าโศกเสียใจไหม"
ท่านตอบว่า "ถ้าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไป ข้าพเจ้าจะไม่มีความโศกเศร้า แต่ข้าพเจ้าจะมีความคิดว่าท่านผู้ที่มีคุณความดีมาก มีประโยชน์มากได้ลับล่วงไปเสียแล้ว ถ้าหากท่านดำรงอยู่ในโลกไปได้นานเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่คนจำนวนมากเท่านั้น"
พระสารีบุตรได้ชี้ให้เห็นความจริงอย่างหนึ่งที่ว่า ผู้ที่มีคุณความดีดำรงชีวิตอยู่ด้วยการสร้างคุณงามความดีมาก ไม่ว่าชีวิตจะยืนยาวนานเท่าไรก็ยิ่งสร้างประโยชน์และความสุขให้มากตามไปด้วย
กำลังใจที่ได้จากท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงเป็นการส่งต่อความดีไปยังคนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ และพุทธศาสนิกชนทุกคนที่ผ่านการอบรมจากทีมพระวิทยากรให้เพิ่มพูนความดีในใจยิ่งๆ ขึ้นไป
คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา
พระมหาขวัญชัย กิตติเมธี สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ
ช่วงนี้เป็นเทศกาลแห่งการ "ขอพรและให้พร" ใครที่กำลังโหยหาเครื่องเยียวยาใจที่เหนื่อยล้าตลอดปีด้วยพรดีๆ กัน ก็คงเที่ยวตามหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พอจะประทานสิ่งดีๆ เหล่านั้นให้ได้จนอาจลืมคิดไปว่าของดีย่อมต้องอยู่กับสิ่งดีๆ จึงจะก่อให้เกิดผลของความดีได้ ก็เราลองคิดซิว่า ถ้าเราได้เมล็ดพันธุ์ไม้ดีๆ มา แต่ไม่มีดินจะปลูก หรือมีทองคำมากมายแต่ติดบนเกาะกลางมหาสมุทร ของเหล่านั้นก็ไร้ค่าไปโดยปริยาย
เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) จึงแนะให้ทำชีวิตคือตัวเราเองให้ดีเสียก่อนแล้วจึงไปแสวงหาความดีอย่างอื่นมาใส่ตัวด้วยการ "...ทำจิตให้สงบแล้วจะได้ทราบว่านี่แหละชีวิตที่เห็นอย่างนี้ นี่แหละความดี เป็นอย่างนี้ ขอให้เราทำจิตใจให้โล่งแล้ว ถ้าทุกข์มัดรัดรึงเข้า อย่าแก้ด้วยวิธีอื่น ให้แก้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ นึกถึงพระพุทธเจ้า และภาวนาว่า พุทโธๆ"
ทำอย่างนี้เพื่อให้ใจเราอยู่เหนือความทุกข์โดยเอาความดีมาประโลมใจเสมอๆ "เราปรารถนาอะไรก็ตั้งใจปรารถนาทำใจให้นิ่งๆ ตั้งใจให้มั่นคงแน่วแน่ แต่อย่าเอาเรื่องที่เราปรารถนานั้นมาเป็นความทุกข์ในใจ"
พรที่มีค่าสุดจึงเป็นการเพิ่มความดีให้ใจเราก่อน ให้สงบจากความอยากที่ทำให้ทุกข์ แล้วจึงน้อมใจนึกถึงสิ่งดีๆ อันเกิดเป็นผลจากการลงแรงทำบางอย่างไป อาจไม่ใช่เพื่อตัวเราเองอย่างเดียวแต่เพื่อสังคมมีความสุขตามไปด้วย
เมื่อไม่กี่วันก่อน คณะวิทยากร กลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม และพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่จังหวัดสตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส เดินทางมาเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ณ วัดสระเกศ
ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นผู้เมตตาให้นโยบายและโอกาสทำงานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ เพื่อให้พระสงฆ์ในพื้นที่ได้ยืนหยัดเพื่อ ชาวพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
จนกระทั่งรวมตัวกันทำงานด้วยความเสียสละแม้จะขาดปัจจัยหลายๆ ด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ขาดหายไป คือ กำลังใจที่ได้รับจากเจ้าประคุณสมเด็จฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
แม้การจากไปจะทำให้เราเกิดความเศร้าโศก แต่เมื่อนึกถึงคำของพระสารีบุตรที่มีคนไปถามท่านว่า "ถ้าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปท่านจะเศร้าโศกเสียใจไหม"
ท่านตอบว่า "ถ้าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไป ข้าพเจ้าจะไม่มีความโศกเศร้า แต่ข้าพเจ้าจะมีความคิดว่าท่านผู้ที่มีคุณความดีมาก มีประโยชน์มากได้ลับล่วงไปเสียแล้ว ถ้าหากท่านดำรงอยู่ในโลกไปได้นานเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่คนจำนวนมากเท่านั้น"
พระสารีบุตรได้ชี้ให้เห็นความจริงอย่างหนึ่งที่ว่า ผู้ที่มีคุณความดีดำรงชีวิตอยู่ด้วยการสร้างคุณงามความดีมาก ไม่ว่าชีวิตจะยืนยาวนานเท่าไรก็ยิ่งสร้างประโยชน์และความสุขให้มากตามไปด้วย
กำลังใจที่ได้จากท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงเป็นการส่งต่อความดีไปยังคนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ และพุทธศาสนิกชนทุกคนที่ผ่านการอบรมจากทีมพระวิทยากรให้เพิ่มพูนความดีในใจยิ่งๆ ขึ้นไป
วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556
มีศิลปะ มีวินัยดี khaosod
มีศิลปะ มีวินัยดี
ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com
ศิลปะ คือ สิ่งที่แสดงออกถึงความงดงาม และมีสุนทรียภาพ
อยากเป็นคนมีศิลปะ ควรฝึกให้มีคุณสมบัติ เช่น มีความรักและศรัทธาในความงดงามของสิ่งต่างๆ หมั่นสังเกตพิจารณา มีความประณีต มีอารมณ์ละเอียดอ่อน มีความคิดสร้างสรรค์
งานที่ทำแล้วจัดว่าเป็นศิลปะ ต้องเป็นงานที่ทำด้วยความประณีต ทำให้สิ่งของต่างๆ มีคุณค่าสูงขึ้น ทำแล้วส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทำแล้วให้เกิดความน่าเลื่อมใสศรัทธา ไม่ทำให้เกิดกิเลสเกิดกามราคะ ไม่ทำให้เกิดความคิดพยาบาททำลายล้างผลาญ
คุณสมบัติของผู้มีศิลปะ ต้องมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่จะทำ ว่าเป็นสิ่งดี มีประโยชน์จริง มีใจรักที่จะทำและตั้งใจว่า จะต้องทำให้สำเร็จ อย่าเป็นคนโอ้อวด เพราะไม่มีใครอยากสอน ไม่มีใครอยากแนะนำ อย่าเป็นคนเกียจคร้าน ให้มีความเพียรพยายาม อดทน รู้จักสังเกตและพิจารณา
การมีศิลปะ ย่อมทำให้มีความสามารถมากกว่าผู้อื่น สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เป็นคนฉลาด ช่างสังเกต มีปฏิภาณไหวพริบดี ทำให้เป็นคนมั่งคั่งสมบูรณ์ ได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า ทำให้โลกเจริญทั้งด้านวัตถุและทางด้านจิตใจ
วินัย คือ ข้อกำหนด ข้อบังคับ กฎเกณฑ์เพื่อควบคุมให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยนั่นเอง มีทั้งวินัยของพระภิกษุสงฆ์และ ของฆราวาสคนทั่วไป
สำหรับของพระภิกษุสงฆ์ มีการรักษาสิกขาบทอย่างเคร่งครัดตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ในพระปาฏิโมกข์
มีการสำรวมอายตนะทั้ง 6 ระมัดระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไว้ ไม่ให้หลงเพลิดเพลินติดกับอารมณ์ที่มาสัมผัส กับอายตนะเหล่านั้น จนก่อให้เกิดกิเลสขึ้น
มีการหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ ที่ทรงอนุญาต คือการเที่ยวบิณฑบาต แสดงธรรม เที่ยวไปโดยอาการสำรวม ไม่หาเลี้ยงชีพโดยทางที่ไม่ชอบ ไม่เหมาะสมแก่สมณเพศ
มีการพิจารณาในสิ่งของ ให้รู้ถึงคุณประโยชน์ของสิ่งของ เหล่านั้นอย่างแท้จริง โดยใช้เพื่อบริโภค เพื่อประโยชน์ความอยู่รอด และความเป็นไปของชีวิตเท่านั้น
ส่วนวินัยของบุคคลทั่วไป มีการละเว้นจากอกุศลกรรมบถ 10 ประการ คือ ไม่ฆ่าชีวิตคน หรือสัตว์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ลักทรัพย์ สิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตัว ไม่ประพฤติผิดในกาม ข่มขืนกระทำชำเรา ไม่พูดโกหกหลอกลวงให้หลงเชื่อ ไม่พูดส่อเสียดนินทาว่าร้าย ไม่พูดจาหยาบคายให้เป็นที่แสลงหูคนอื่น ไม่พูดจาเพ้อเจ้อไร้สารประโยชน์ ไม่คิดอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ไม่คิดร้ายผูกใจเจ็บแค้น คนอื่น ไม่เห็นผิดเป็นชอบ เช่น เห็นว่าบาปหรือบุญ ไม่มีจริง
การมีวินัย เป็นบ่อเกิดแห่งโภคสมบัติและทำให้สามารถ ใช้ทรัพย์ได้เต็มที่ ไม่ต้องระแวงว่าจะมีใครมาทวงคืน มีชีวิตอยู่เป็นสุข เกียรติคุณย่อมฟุ้งขจรไป เป็นคนเชื่อได้ แกล้วกล้าอาจหาญในท่ามกลางชุมชน เป็นคนไม่หลงลืมสติ ตายแล้วย่อมไปเกิดในสวรรค์ มีสุคติเป็นที่ไป
ถ้าเราต้องการก้าวไปสู่ความดีความก้าวหน้า ต้องการความบริสุทธิ์กระจ่างแจ้ง ต้องการยกฐานะให้สูงขึ้น จึงควรรักษาวินัย ผู้มีวินัยดี คือ ผู้ที่รักษาวินัยอย่างถูกต้องและเคร่งครัดนั่นเอง
ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com
ศิลปะ คือ สิ่งที่แสดงออกถึงความงดงาม และมีสุนทรียภาพ
อยากเป็นคนมีศิลปะ ควรฝึกให้มีคุณสมบัติ เช่น มีความรักและศรัทธาในความงดงามของสิ่งต่างๆ หมั่นสังเกตพิจารณา มีความประณีต มีอารมณ์ละเอียดอ่อน มีความคิดสร้างสรรค์
งานที่ทำแล้วจัดว่าเป็นศิลปะ ต้องเป็นงานที่ทำด้วยความประณีต ทำให้สิ่งของต่างๆ มีคุณค่าสูงขึ้น ทำแล้วส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทำแล้วให้เกิดความน่าเลื่อมใสศรัทธา ไม่ทำให้เกิดกิเลสเกิดกามราคะ ไม่ทำให้เกิดความคิดพยาบาททำลายล้างผลาญ
คุณสมบัติของผู้มีศิลปะ ต้องมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่จะทำ ว่าเป็นสิ่งดี มีประโยชน์จริง มีใจรักที่จะทำและตั้งใจว่า จะต้องทำให้สำเร็จ อย่าเป็นคนโอ้อวด เพราะไม่มีใครอยากสอน ไม่มีใครอยากแนะนำ อย่าเป็นคนเกียจคร้าน ให้มีความเพียรพยายาม อดทน รู้จักสังเกตและพิจารณา
การมีศิลปะ ย่อมทำให้มีความสามารถมากกว่าผู้อื่น สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เป็นคนฉลาด ช่างสังเกต มีปฏิภาณไหวพริบดี ทำให้เป็นคนมั่งคั่งสมบูรณ์ ได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า ทำให้โลกเจริญทั้งด้านวัตถุและทางด้านจิตใจ
วินัย คือ ข้อกำหนด ข้อบังคับ กฎเกณฑ์เพื่อควบคุมให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยนั่นเอง มีทั้งวินัยของพระภิกษุสงฆ์และ ของฆราวาสคนทั่วไป
สำหรับของพระภิกษุสงฆ์ มีการรักษาสิกขาบทอย่างเคร่งครัดตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ในพระปาฏิโมกข์
มีการสำรวมอายตนะทั้ง 6 ระมัดระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไว้ ไม่ให้หลงเพลิดเพลินติดกับอารมณ์ที่มาสัมผัส กับอายตนะเหล่านั้น จนก่อให้เกิดกิเลสขึ้น
มีการหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ ที่ทรงอนุญาต คือการเที่ยวบิณฑบาต แสดงธรรม เที่ยวไปโดยอาการสำรวม ไม่หาเลี้ยงชีพโดยทางที่ไม่ชอบ ไม่เหมาะสมแก่สมณเพศ
มีการพิจารณาในสิ่งของ ให้รู้ถึงคุณประโยชน์ของสิ่งของ เหล่านั้นอย่างแท้จริง โดยใช้เพื่อบริโภค เพื่อประโยชน์ความอยู่รอด และความเป็นไปของชีวิตเท่านั้น
ส่วนวินัยของบุคคลทั่วไป มีการละเว้นจากอกุศลกรรมบถ 10 ประการ คือ ไม่ฆ่าชีวิตคน หรือสัตว์ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ลักทรัพย์ สิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตัว ไม่ประพฤติผิดในกาม ข่มขืนกระทำชำเรา ไม่พูดโกหกหลอกลวงให้หลงเชื่อ ไม่พูดส่อเสียดนินทาว่าร้าย ไม่พูดจาหยาบคายให้เป็นที่แสลงหูคนอื่น ไม่พูดจาเพ้อเจ้อไร้สารประโยชน์ ไม่คิดอยากได้ของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ไม่คิดร้ายผูกใจเจ็บแค้น คนอื่น ไม่เห็นผิดเป็นชอบ เช่น เห็นว่าบาปหรือบุญ ไม่มีจริง
การมีวินัย เป็นบ่อเกิดแห่งโภคสมบัติและทำให้สามารถ ใช้ทรัพย์ได้เต็มที่ ไม่ต้องระแวงว่าจะมีใครมาทวงคืน มีชีวิตอยู่เป็นสุข เกียรติคุณย่อมฟุ้งขจรไป เป็นคนเชื่อได้ แกล้วกล้าอาจหาญในท่ามกลางชุมชน เป็นคนไม่หลงลืมสติ ตายแล้วย่อมไปเกิดในสวรรค์ มีสุคติเป็นที่ไป
ถ้าเราต้องการก้าวไปสู่ความดีความก้าวหน้า ต้องการความบริสุทธิ์กระจ่างแจ้ง ต้องการยกฐานะให้สูงขึ้น จึงควรรักษาวินัย ผู้มีวินัยดี คือ ผู้ที่รักษาวินัยอย่างถูกต้องและเคร่งครัดนั่นเอง
วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556
อยู่ในถิ่นที่สมควร khaosod
อยู่ในถิ่นที่สมควร
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร www.watdevaraj.com
การอยู่ในถิ่นที่สมควร ประกอบด้วยสิ่งแวดล้อมเป็นที่สบาย คือ อาวาสเป็นที่สบาย หมายถึง อยู่แล้วสบาย เช่น การเดินทางไปมาสะดวก ไม่มีภัยอันตราย สะอาด อากาศดี
อาหารเป็นที่สบาย หมายถึง อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เช่น มีแหล่งอาหารที่แสวงหามาได้ง่าย และสามารถจัดซื้อหามาได้ง่าย เป็นแหล่งชุมชน ไม่มีแหล่งอบายมุข
บุคคลเป็นที่สบาย หมายถึง ถิ่นที่มีคนดี จิตใจโอบอ้อมอารี พึ่งพาอาศัยกันได้ มีศีลธรรมไม่มีโจรผู้ร้าย นักเลงอันธพาล หรือใกล้แหล่งอิทธิพลผู้มีความเห็นผิดคิดผิด
ธรรมะเป็นที่สบาย หมายถึง มีที่พึงทางใจคือธรรมะ มีวัด สถานที่ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม มีโรงเรียน หรือแหล่งศึกษาหาความรู้ อยู่ในละแวกนั้น
วิธีทำบ้านให้น่าอยู่ ดูแลบ้านให้สะอาด เป็นระเบียบ มีทางถ่ายเทอากาศได้สะดวก เลือกซื้อเลือกทำอาหารให้ถูกหลักอนามัย จูงใจคนในบ้านให้มีความเคารพเชื่อฟังซึ่งกันและกัน ละเว้นอบายมุข มีความขยันหมั่นเพียร มีน้ำใจต่อกัน โดยเริ่มปรับปรุงที่ตัวเราเองให้ดีก่อน แล้วจึงชักชวนผู้อื่นให้ปฏิบัติตาม
ชักนำกันไปวัดทำบุญ รักษาศีล ฟังเทศน์ ฝึกสมาธิจิต เป็นประจำ จัดบ้านให้มีอุปกรณ์เครื่องส่งเสริมทางใจ เช่น มีห้องพระหรือหิ้งพระ มีหนังสือธรรมะ เป็นต้น แล้วชักชวนกันให้ไหว้พระสวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนาที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ
การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ได้รับความสุขกายสุขใจเต็มที่ มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม มีโอกาสบำเพ็ญบุญเต็มที่ ทั้งทาน ศีล ภาวนา
ได้ลาภอันประเสริฐ คือ ได้ความศรัทธาในพระรัตนตรัย
ได้ฟังพระธรรมอันประเสริฐ คือ ได้ฟังคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า
ได้เห็นอย่างประเสริฐ คือ ได้เห็นพระรัตนตรัย
ได้รู้พระสัทธรรมอันประเสริฐ คือ ได้ศึกษาธรรมะ
ได้การศึกษาอย่างประเสริฐ คือ ได้ศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา
ได้การบำรุงอันประเสริฐ คือ ได้บำรุงพระพุทธศาสนา
ได้ระลึกถึงอย่างประเสริฐ คือ มีใจระลึกถึงพระรัตนตรัย ไม่ประมาทด้วยการปฏิบัติธรรม
ได้ที่พึ่งอันประเสริฐสูงสุด คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ได้อริยทรัพย์อันประเสริฐ เป็นหนทางดำเนินไปสู่พระนิพพาน
ผู้ที่อยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมเหมาะสม เพื่อประกอบสัมมาชีพตามความถนัดของแต่ละบุคคลได้อย่างสะดวกสบาย เป็นบ้านเมืองที่สงบเรียบร้อย ปราศจากภัยพิบัติอันตราย เป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน การคมนาคมไปมาสะดวก เป็นประเทศเป็นที่ประดิษฐานมั่นคงแห่งคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้มีความมุ่งหมายจะประกอบอาชีพทางใด ก็สามารถดำเนินชีวิตให้เป็นไปทางนั้นตามความประสงค์
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร www.watdevaraj.com
การอยู่ในถิ่นที่สมควร ประกอบด้วยสิ่งแวดล้อมเป็นที่สบาย คือ อาวาสเป็นที่สบาย หมายถึง อยู่แล้วสบาย เช่น การเดินทางไปมาสะดวก ไม่มีภัยอันตราย สะอาด อากาศดี
อาหารเป็นที่สบาย หมายถึง อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เช่น มีแหล่งอาหารที่แสวงหามาได้ง่าย และสามารถจัดซื้อหามาได้ง่าย เป็นแหล่งชุมชน ไม่มีแหล่งอบายมุข
บุคคลเป็นที่สบาย หมายถึง ถิ่นที่มีคนดี จิตใจโอบอ้อมอารี พึ่งพาอาศัยกันได้ มีศีลธรรมไม่มีโจรผู้ร้าย นักเลงอันธพาล หรือใกล้แหล่งอิทธิพลผู้มีความเห็นผิดคิดผิด
ธรรมะเป็นที่สบาย หมายถึง มีที่พึงทางใจคือธรรมะ มีวัด สถานที่ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม มีโรงเรียน หรือแหล่งศึกษาหาความรู้ อยู่ในละแวกนั้น
วิธีทำบ้านให้น่าอยู่ ดูแลบ้านให้สะอาด เป็นระเบียบ มีทางถ่ายเทอากาศได้สะดวก เลือกซื้อเลือกทำอาหารให้ถูกหลักอนามัย จูงใจคนในบ้านให้มีความเคารพเชื่อฟังซึ่งกันและกัน ละเว้นอบายมุข มีความขยันหมั่นเพียร มีน้ำใจต่อกัน โดยเริ่มปรับปรุงที่ตัวเราเองให้ดีก่อน แล้วจึงชักชวนผู้อื่นให้ปฏิบัติตาม
ชักนำกันไปวัดทำบุญ รักษาศีล ฟังเทศน์ ฝึกสมาธิจิต เป็นประจำ จัดบ้านให้มีอุปกรณ์เครื่องส่งเสริมทางใจ เช่น มีห้องพระหรือหิ้งพระ มีหนังสือธรรมะ เป็นต้น แล้วชักชวนกันให้ไหว้พระสวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนาที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ
การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ได้รับความสุขกายสุขใจเต็มที่ มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม มีโอกาสบำเพ็ญบุญเต็มที่ ทั้งทาน ศีล ภาวนา
ได้ลาภอันประเสริฐ คือ ได้ความศรัทธาในพระรัตนตรัย
ได้ฟังพระธรรมอันประเสริฐ คือ ได้ฟังคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า
ได้เห็นอย่างประเสริฐ คือ ได้เห็นพระรัตนตรัย
ได้รู้พระสัทธรรมอันประเสริฐ คือ ได้ศึกษาธรรมะ
ได้การศึกษาอย่างประเสริฐ คือ ได้ศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา
ได้การบำรุงอันประเสริฐ คือ ได้บำรุงพระพุทธศาสนา
ได้ระลึกถึงอย่างประเสริฐ คือ มีใจระลึกถึงพระรัตนตรัย ไม่ประมาทด้วยการปฏิบัติธรรม
ได้ที่พึ่งอันประเสริฐสูงสุด คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ได้อริยทรัพย์อันประเสริฐ เป็นหนทางดำเนินไปสู่พระนิพพาน
ผู้ที่อยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมเหมาะสม เพื่อประกอบสัมมาชีพตามความถนัดของแต่ละบุคคลได้อย่างสะดวกสบาย เป็นบ้านเมืองที่สงบเรียบร้อย ปราศจากภัยพิบัติอันตราย เป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน การคมนาคมไปมาสะดวก เป็นประเทศเป็นที่ประดิษฐานมั่นคงแห่งคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้มีความมุ่งหมายจะประกอบอาชีพทางใด ก็สามารถดำเนินชีวิตให้เป็นไปทางนั้นตามความประสงค์
คนที่ควรบูชา khaosod
คนที่ควรบูชา
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com
การบูชา คือ การแสดงความเคารพต่อบุคคลที่เรานับถือ ยกย่อง เลื่อมใสศรัทธา
การบูชา มี 2 ประเภท คือ
1.อามิสบูชา คือ การบูชาด้วยสิ่งของ เช่น การให้เงินหรือมอบวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่สมควรให้แก่มารดาบิดา เป็นต้น หรือนำดอกไม้ ธูปเทียนของหอมไปบูชาพระรัตนตรัย
2.ปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการปฏิบัติดูแลมารดาบิดาผู้มีพระคุณทั้งหลาย รักษาศีล ปฏิบัติพระกรรมฐาน เจริญสมาธิภาวนา ฝึกจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน มีปัญญาเห็นแจ้งในสัจธรรมตามสภาพความเป็นจริง ละความโลภ โกรธ หลงได้อย่างสิ้นเชิง
บุคคลที่ควรเคารพบูชา มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า (พระอรหันต์ที่ตรัสรู้เฉพาะตนเอง สั่งสอนธรรมให้แก่ผู้อื่นไม่ได้ เกิดขึ้นในสมัยที่ว่างจากพระพุทธศาสนา) พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์ผู้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มารดาบิดา ครูอาจารย์ ที่มีความรู้ดี มีความสามารถ หรือผู้บังคับบัญชาที่มีความประพฤติดี ตั้งอยู่ในคุณธรรม
วิธีการบูชาที่ใช้กันมากคือการกราบไหว้ ซึ่งผู้ที่กราบนั้นต้องศึกษามีความรู้ความเข้าใจเสียก่อน ไม่ใช่เห็นเขากราบก็กราบตาม เห็นเขาไหว้ก็ไหว้ตาม โดยที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริง การกราบอย่างนี้ได้ประโยชน์น้อย เมื่อยมือเปล่าๆ เช่น กราบพระแล้วขอในสิ่งไม่สมควรจะขอ อย่างนี้เรียกว่ากราบอย่างงมงาย
การกราบพระต้องยึดถือเอาหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติตาม เช่น
กราบครั้งที่ 1 ระลึกถึงพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงมีปัญญามาก สามารถพิจารณาเห็นทุกข์ และคิดค้นหาวิธีการดับทุกข์ได้ด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้เพราะพระองค์ได้ทรงศึกษาพระธรรมและฝึกฝนอบรมจิตมาอย่างดี จึงมีใจใสสว่าง สามารถตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณได้ ไม่มีอาสวะกิเลส
กราบครั้งที่ 2 ระลึกถึงพระบริสุทธิคุณของพระองค์ ที่ทรงมีความบริสุทธิ์ทั้งทางกาย วาจา และใจ เพราะพระองค์ทรงรักษาศีลมาอย่างบริบูรณ์ ไม่เคยให้ร้ายแก่ใคร เป็นตัวอย่างในการรักษาศีลได้เป็นอย่างดี
กราบครั้งที่ 3 ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงเทศนาสั่งสอนผู้คนทั้งหลาย โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญทาน และช่วยเหลือสัตว์โลกมานับภพไม่ถ้วนจึงมีความเมตตากรุณาเป็นเลิศ
การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นการทำความเห็นถูกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และทำความเห็นถูกที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น ทำให้มีกิริยามารยาทสุภาพอ่อนโยน น่ารักน่านับถือ ทำให้จิตใจผ่องใส เพราะระลึกถึงกุศลธรรมอยู่เสมอ
ทำให้สติปัญญาบริบูรณ์ขึ้น เพราะมีความสำรวมระวัง เป็นการป้องกันความประมาท ช่วยป้องกันความลืมตัวความหลงผิดได้ เพราะระลึกอยู่เสมอว่า ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่าตนยังมีอยู่ ทำให้เกิดมีกำลังใจมีศรัทธามากขึ้น สามารถคุ้มครองป้องกันตนให้พ้นจากอุปสรรคและภัยต่างๆ จากเหล่าคนพาลได้
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร www.watdevaraj.com
การบูชา คือ การแสดงความเคารพต่อบุคคลที่เรานับถือ ยกย่อง เลื่อมใสศรัทธา
การบูชา มี 2 ประเภท คือ
1.อามิสบูชา คือ การบูชาด้วยสิ่งของ เช่น การให้เงินหรือมอบวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่สมควรให้แก่มารดาบิดา เป็นต้น หรือนำดอกไม้ ธูปเทียนของหอมไปบูชาพระรัตนตรัย
2.ปฏิบัติบูชา คือ การบูชาด้วยการปฏิบัติดูแลมารดาบิดาผู้มีพระคุณทั้งหลาย รักษาศีล ปฏิบัติพระกรรมฐาน เจริญสมาธิภาวนา ฝึกจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน มีปัญญาเห็นแจ้งในสัจธรรมตามสภาพความเป็นจริง ละความโลภ โกรธ หลงได้อย่างสิ้นเชิง
บุคคลที่ควรเคารพบูชา มีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า (พระอรหันต์ที่ตรัสรู้เฉพาะตนเอง สั่งสอนธรรมให้แก่ผู้อื่นไม่ได้ เกิดขึ้นในสมัยที่ว่างจากพระพุทธศาสนา) พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์ผู้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม มารดาบิดา ครูอาจารย์ ที่มีความรู้ดี มีความสามารถ หรือผู้บังคับบัญชาที่มีความประพฤติดี ตั้งอยู่ในคุณธรรม
วิธีการบูชาที่ใช้กันมากคือการกราบไหว้ ซึ่งผู้ที่กราบนั้นต้องศึกษามีความรู้ความเข้าใจเสียก่อน ไม่ใช่เห็นเขากราบก็กราบตาม เห็นเขาไหว้ก็ไหว้ตาม โดยที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริง การกราบอย่างนี้ได้ประโยชน์น้อย เมื่อยมือเปล่าๆ เช่น กราบพระแล้วขอในสิ่งไม่สมควรจะขอ อย่างนี้เรียกว่ากราบอย่างงมงาย
การกราบพระต้องยึดถือเอาหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์มาเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติตาม เช่น
กราบครั้งที่ 1 ระลึกถึงพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าที่ทรงมีปัญญามาก สามารถพิจารณาเห็นทุกข์ และคิดค้นหาวิธีการดับทุกข์ได้ด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้เพราะพระองค์ได้ทรงศึกษาพระธรรมและฝึกฝนอบรมจิตมาอย่างดี จึงมีใจใสสว่าง สามารถตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณได้ ไม่มีอาสวะกิเลส
กราบครั้งที่ 2 ระลึกถึงพระบริสุทธิคุณของพระองค์ ที่ทรงมีความบริสุทธิ์ทั้งทางกาย วาจา และใจ เพราะพระองค์ทรงรักษาศีลมาอย่างบริบูรณ์ ไม่เคยให้ร้ายแก่ใคร เป็นตัวอย่างในการรักษาศีลได้เป็นอย่างดี
กราบครั้งที่ 3 ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ทรงเทศนาสั่งสอนผู้คนทั้งหลาย โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เพราะพระองค์ทรงบำเพ็ญทาน และช่วยเหลือสัตว์โลกมานับภพไม่ถ้วนจึงมีความเมตตากรุณาเป็นเลิศ
การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นการทำความเห็นถูกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และทำความเห็นถูกที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น ทำให้มีกิริยามารยาทสุภาพอ่อนโยน น่ารักน่านับถือ ทำให้จิตใจผ่องใส เพราะระลึกถึงกุศลธรรมอยู่เสมอ
ทำให้สติปัญญาบริบูรณ์ขึ้น เพราะมีความสำรวมระวัง เป็นการป้องกันความประมาท ช่วยป้องกันความลืมตัวความหลงผิดได้ เพราะระลึกอยู่เสมอว่า ผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่าตนยังมีอยู่ ทำให้เกิดมีกำลังใจมีศรัทธามากขึ้น สามารถคุ้มครองป้องกันตนให้พ้นจากอุปสรรคและภัยต่างๆ จากเหล่าคนพาลได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)