ลมปาก
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
บรรดา อวัยวะของคนเรานั้น เมื่อพูดถึงความสำคัญก็สำคัญทุกอย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากนั้นคือปาก ปากมีหน้าที่เป็นกองสื่อสารอย่างหนึ่ง มีหน้าที่เป็นที่ลำเลียงอย่างหนึ่ง เพราะเราจะรู้ความประสงค์หรือเรื่องราวของกันและกันได้ก็ต้องอาศัยปากเป็น กองสื่อสารให้ ส่งภาษาให้กันฟังรู้เรื่อง และเราเจริญเติบโตเป็นผู้เป็นคนก็ต้องอาศัยปากกินอาหารลำเลียงส่งอาหารเข้า ไปหล่อเลี้ยงร่างกายหล่อเลี้ยงชีวิต
ข้อว่าปากเป็นกองสื่อสารคือทำ หน้าที่ติดต่อให้ถึงกัน ก็คือทำหน้าที่พูดส่งภาษาให้กันฟัง ซึ่งมีทั้งดีทั้งร้าย โดยมีลักษณะเป็นยอดอาวุธ เมื่อกล่าวถึงอาวุธแล้ว อาวุธใดๆ ก็ตามในโลกนี้ จะวิเศษล้ำเลิศไปกว่าอาวุธคือปากเป็นไม่มี เราจะใช้พูดให้เป็นหรือให้ตายก็ได้ ลิ้นคนมักตัดคอคน ลิ้นคนทำคนบาดเจ็บมากกว่าดาบ บาดแผลเกิดขึ้นแล้วยังมีวันหาย แต่ความเจ็บใจเพราะลิ้นบาดนั้นยากมากที่จะหาย คำสั่งคำเดียวออกจากปลายลิ้น ย่อมเป็นยมราชแห่งชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์ พูดสั้นๆ จะตายก็อยู่ที่ปลายลิ้น จะมีศรีสง่าก็อยู่ที่ปลายลิ้น แม้จะผูกมิตรพวกพ้องไว้ได้ก็อยู่ที่ปลายลิ้น
เมื่อกล่าวถึงลมแล้ว ลมมีอยู่สองอย่างคือ
1. ลมบก เช่น ลมทะเล ลมใต้ฝุ่น เป็นต้น
2. ลมปาก ปากของคนเรานั้นถือว่าเป็นยอดลม ลมที่เขาร่ำลือกันว่าร้ายแรงหนักหนา สามารถพัดพาเอาอาคารบ้านเรือนให้ปลิวกระจุยกระจายไปได้ แต่ก็ยังสู้ลมปากไม่ได้ ลมปากนี้ถึงบทดีก็ดีเหลือหลาย ถึงบทร้ายก็ร้ายฉกาจฉกรรจ์ ลมปากดีเปล่งออกมาแม้เพียงคำเดียวก็มีค่าควรเมืองเกิดเป็นเงินเป็นทอง สามารถให้คนมีความรักใคร่เคารพนับถือกัน ให้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วหน้ากัน และสามารถพัดให้คนวิวาทกันกลับเป็นมิตรกันได้ ส่วนลมปากพ่นพิษออกมาแม้เพียงคำเดียว สามารถทำให้เกิดการทะเลาะกัน ไม่สามัคคีกัน ฉะนั้นลมนอกที่ว่าแรงยังสู้ลมปากคนไม่ได้
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปากของคนเราไว้ 3 ประเภท คือ
1. คูถภาณี คนปากเหม็น คือ คนที่เห็นแก่ตัวเอง ไม่เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ลาภเล็กๆ น้อยๆ เมื่อถูกถาม แม้ไม่รู้ก็บอกว่ารู้ หรือรู้อยู่ก็บอกว่าไม่รู้ เป็นคนพูดไม่จริงทั้งๆ ที่รู้
2. ปุปผภาณี คนปากหอม คือ คนที่ไม่เห็นแก่ตัว และไม่เห็นแก่ลาภสักการะเพียงเล็กน้อย เมื่อถูกถามแม้ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รู้เห็นอย่างไรก็บอกไปอย่างนั้น
3. มธุภาณี คนปากหวาน คือ คนพูดวาจาดีงามไพเราะเพราะพริ้งอ่อนหวานสละสลวย ชวนให้คนอื่นชอบฟัง รักใคร่พอใจ
อีก ประเภทหนึ่ง คนปากอัปมงคล ซึ่ง ชอบพูดแต่วาจาทุพภาษิต คือพูดชั่วฆ่าตัวเอง เช่น พูดเกินตัว พูดแข็งกระด้าง พูดกระทบกระแทก พูดเหน็บแนม พูดเสียดสีให้เขาได้รับความเจ็บใจ พูดยุยงให้เขาแตก แยกกัน เป็นต้น คนเช่นนี้ ปากเป็นอัปมงคล เป็นผู้ไม่ควรจะสนทนาปราศรัย ลักษณะปากอัปมงคลนี้ คือ ปากทุจริตนั่นเอง คนชนิดนี้เมื่อจะกล่าวแล้วมี 4 จำพวก คือ
1. คนปากปด คือ ชอบพูดแต่คำไม่จริง เช่น พูดคำจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง พูดหลอกลวงบ้าง พูดอำพรางอันเป็นการหักล้างประโยชน์อันจะพึงได้ ท่านแสดงเหตุแห่งการพูดปดไว้ถึง 9 ประการ คือ
1.1. พูดปดเพราะจะให้ต้นพ้นภัย
1.2. พูดปดเพราะจะเลี่ยงเอาชีวิตรอด
1.3. พูดปดเพราะจะเปลื้องตนจากการเบียดเบียนของมนุษย์
1.4. พูดปดเพราะจะเอาชนะ
1.5. พูดปดเพราะไว้อำนาจ
1.6. พูดปดเพราะจะแก้ความมัวหมองของตนเอง
1.7. พูดปดเพราะจะถูกจำจอง
1.8. พูดปดเพราะพูดเหลาะแหละ
1.9. พูดปดเพราะจะให้คนตั้งอยู่ในความดี
2. คนปากส่อเสียด คือ คนชอบพูดยุยงให้คนสองฝ่ายแตกร้าวกัน
3. คนปากหยาบ คือ คนชอบพูดให้ผู้ถูกว่าได้รับความเจ็บใจ
4. คนปากเพ้อเจ้อ คือ คนชอบพูดเหลวไหล พูดฟุ้งเฟ้อเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนัก ไม่รู้จักเวลาที่ควรพูด ไม่พูดอาศัยธรรม อาศัยหลักการหรือหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลายควรสำรวมระวังในการที่จะพูด และควรพูดแต่คำที่เป็นประโยชน์ คำที่สร้างความสมานฉันท์ คำที่ประกอบไปด้วยคุณธรรม ก็จะทำให้ครอบครัวก็ดี สังคมก็ดี แม้แต่ประเทศชาติของเราก็ดี จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองต่อไป
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร
watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430
วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554
พุทธโอสถ khaosod
พุทธโอสถ
คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา
ใน โลกนี้ก็ยังมีโรคอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถจะรักษาด้วยวิธีสมัยใหม่หรือ กินยาอย่างไรก็ไร้ผล จนทำให้ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดเกิดความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ
โรคที่ว่าเขาบอกว่าเป็นโรคเกิดจากกิเลสตัณหา ยังทำให้เกิดโรคทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด
ตำรับ ยาแก้โรคดังกล่าว เรียกว่า พุทธโอสถ ช่วยบรรเทาอาการของโรคหรือถ้าใช้อย่างสม่ำเสมอ ร่างกายก็อาจสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้เอง จนโรคร้ายหายไปได้ในที่สุด
ยา พุทธโอสถ เป็นตำรับยาของพระพุทธองค์ ที่เก่าแก่และค้นพบมาแล้วกว่า 2,500 ปี เป็นยาวิเศษที่มีหลายขนาน และหลายสูตร สุดแต่ผู้ป่วยต้องการรักษาโรคใด ดังได้ยกตัวอย่าง เช่น
โรคอิจฉาริษยา โรคนี้เมื่อเกิดกับผู้ใด จะเกิดความร้อนรุ่ม ธาตุไฟในตัวจะเพิ่มมากกว่าปกติ อาการของโรคนี้มีหลายระดับ และแต่ละคนก็จะแสดงออกไม่เหมือนกัน
ทางแก้และยารักษา ส่วนใหญ่ผู้ที่เกิดโรคอิจฉาริษยานั้น มักอยู่บนสมมติฐาน 2 ประการ คือ
ประการแรกเกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ คิดว่าตัวเองด้อยกว่าผู้อื่น เช่น จนกว่า สวยน้อยกว่า เก่งน้อยกว่า ฯลฯ
ประการ ที่สอง เกิดจากการคิดว่าตัวเองดีกว่าผู้อื่น แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับหรือได้ในสิ่งที่ตนเองคิดว่าน่าจะต้องได้มากกว่า ผู้อื่น เช่น คิดว่าตัวเองทำงานเก่ง ฉลาด น่าจะต้องได้รับตำแหน่งที่คาดหวัง แต่กลับไม่ได้
ดังนั้น ตำรับยาที่จะแก้โรคนี้ได้ ต้องใช้สูตรที่ชื่อว่า ความเมตตา คือ การรู้จักรักตนเองและผู้อื่น ให้เป็น มีความปรารถนาดีต่อตนเองและผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ที่ทำงานหรือแม้แต่กับศัตรู
วิธีใช้ เมื่อตื่นนอนทุกเช้า ให้รินความเมตตาออกมาจากใจ สัก 1 ช้อนโต๊ะแล้วกินก่อนอาหารเช้า จะทำให้เรามองโลกด้วยความสดชื่น ไม่ไปคอยจับผิดผู้อื่นให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจต่อกัน ทำอะไรกับใคร ก็จะทำด้วยความรัก
เพราะความเมตตาจะเป็นเหมือนน้ำที่ช่วยดับธาตุไฟ อันร้อนรุ่มกลุ้มใจให้ลดน้อยลง และหากจะให้หายเร็วยิ่งขึ้น อาจจะเพิ่มกลางวัน เย็น และก่อนนอนอีกครั้งละ 1 ช้อนชา พร้อมฝึกลมหายใจ ด้วยการหายใจเข้า หายใจออก คือ ให้เห็นแก่ตัวให้น้อยลง และเห็นแก่คนอื่นให้มากขึ้น
ไม่นานโรคอิจฉาริษยาก็จะลดน้อยถอยลงไป
พุทธ โอสถ สามารถทั้งแก้และกันโรคที่จะทำให้เกิดทุกข์ได้อย่างแท้จริง อยู่ที่ว่าเราจะเชื่อมั่นในยาขนานนี้แล้วปฏิบัติตาม หรือจะปล่อยให้โรคคุกคามเราต่อไป
คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา
ใน โลกนี้ก็ยังมีโรคอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถจะรักษาด้วยวิธีสมัยใหม่หรือ กินยาอย่างไรก็ไร้ผล จนทำให้ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดเกิดความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ
โรคที่ว่าเขาบอกว่าเป็นโรคเกิดจากกิเลสตัณหา ยังทำให้เกิดโรคทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด
ตำรับ ยาแก้โรคดังกล่าว เรียกว่า พุทธโอสถ ช่วยบรรเทาอาการของโรคหรือถ้าใช้อย่างสม่ำเสมอ ร่างกายก็อาจสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้เอง จนโรคร้ายหายไปได้ในที่สุด
ยา พุทธโอสถ เป็นตำรับยาของพระพุทธองค์ ที่เก่าแก่และค้นพบมาแล้วกว่า 2,500 ปี เป็นยาวิเศษที่มีหลายขนาน และหลายสูตร สุดแต่ผู้ป่วยต้องการรักษาโรคใด ดังได้ยกตัวอย่าง เช่น
โรคอิจฉาริษยา โรคนี้เมื่อเกิดกับผู้ใด จะเกิดความร้อนรุ่ม ธาตุไฟในตัวจะเพิ่มมากกว่าปกติ อาการของโรคนี้มีหลายระดับ และแต่ละคนก็จะแสดงออกไม่เหมือนกัน
ทางแก้และยารักษา ส่วนใหญ่ผู้ที่เกิดโรคอิจฉาริษยานั้น มักอยู่บนสมมติฐาน 2 ประการ คือ
ประการแรกเกิดจากความน้อยเนื้อต่ำใจ คิดว่าตัวเองด้อยกว่าผู้อื่น เช่น จนกว่า สวยน้อยกว่า เก่งน้อยกว่า ฯลฯ
ประการ ที่สอง เกิดจากการคิดว่าตัวเองดีกว่าผู้อื่น แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับหรือได้ในสิ่งที่ตนเองคิดว่าน่าจะต้องได้มากกว่า ผู้อื่น เช่น คิดว่าตัวเองทำงานเก่ง ฉลาด น่าจะต้องได้รับตำแหน่งที่คาดหวัง แต่กลับไม่ได้
ดังนั้น ตำรับยาที่จะแก้โรคนี้ได้ ต้องใช้สูตรที่ชื่อว่า ความเมตตา คือ การรู้จักรักตนเองและผู้อื่น ให้เป็น มีความปรารถนาดีต่อตนเองและผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ที่ทำงานหรือแม้แต่กับศัตรู
วิธีใช้ เมื่อตื่นนอนทุกเช้า ให้รินความเมตตาออกมาจากใจ สัก 1 ช้อนโต๊ะแล้วกินก่อนอาหารเช้า จะทำให้เรามองโลกด้วยความสดชื่น ไม่ไปคอยจับผิดผู้อื่นให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจต่อกัน ทำอะไรกับใคร ก็จะทำด้วยความรัก
เพราะความเมตตาจะเป็นเหมือนน้ำที่ช่วยดับธาตุไฟ อันร้อนรุ่มกลุ้มใจให้ลดน้อยลง และหากจะให้หายเร็วยิ่งขึ้น อาจจะเพิ่มกลางวัน เย็น และก่อนนอนอีกครั้งละ 1 ช้อนชา พร้อมฝึกลมหายใจ ด้วยการหายใจเข้า หายใจออก คือ ให้เห็นแก่ตัวให้น้อยลง และเห็นแก่คนอื่นให้มากขึ้น
ไม่นานโรคอิจฉาริษยาก็จะลดน้อยถอยลงไป
พุทธ โอสถ สามารถทั้งแก้และกันโรคที่จะทำให้เกิดทุกข์ได้อย่างแท้จริง อยู่ที่ว่าเราจะเชื่อมั่นในยาขนานนี้แล้วปฏิบัติตาม หรือจะปล่อยให้โรคคุกคามเราต่อไป
ความสุข khaosod
ความสุข
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430
เมื่อ พูดถึงความสุข เป็นสิ่งที่ทุกท่านทุกคนอยากจะมีอยากจะเป็น อยากจะครอบครองความสุขเอาไว้ ไม่อยากให้ความสุขจากไป แต่ไม่มีใครเลยมีความสุขฝ่ายเดียว ไม่เคยมีความทุกข์ และไม่เคยมีใครเลยมีความทุกข์อย่างเดียว ไม่เคยได้รับความสุข ทุกท่านทุกคนต่างก็มีความสุขความทุกข์กันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครจะทุกข์มากทุกข�น้อย สุขมากสุขน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง
ใน ทางพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องของความสุขเอาไว้มากมาย และความสุขที่จะได้รับนั้น ต้องประกอบด้วยฐานะ 4 ประการ คือ
ประการ ที่ 1 สุขเกิดแต่การมีทรัพย์ เพราะทรัพย์เป็นเหตุให้ปลื้มใจ คือ ความสมบูรณ์ในปัจจัย 4 คนมีทรัพย์ย่อมได้รับความสุข แต่ถ้ามีทรัพย์ ไม่รู้ในการที่จะใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ ก็หาความสุขมิได้ มีแต่ความเดือดร้อน กังวลใจในการรักษาทรัพย์สมบัติที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น อีกทั้งไม่รู้วิธีการบริหารทรัพย์ ให้เป็นประโยชน์ในทางที่ชอบ ทรัพย์นอกจากไม่เพิ่มพูนขึ้นแล้ว ยังจะไม่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ อีกด้วย
ประการ ที่ 2 สุขเกิดแต่การใช้จ่ายทรัพย์บริโภค ผู้ที่ไม่มีปัญญา ย่อมจับจ่ายใช้สอยทรัพย์โดยไม่คำนึงถึงความหมดเปลือง กล่าวคือการไม่รู้จักประมาณการใช้จ่ายทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สมบัติก็มีแต่อันจะต้องสิ้นไปหมดไป ถูกทำลายไปโดยปราศจากประโยชน์
ส่วน ผู้มีปัญญาย่อมใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ รู้จักประมาณในการใช้จ่าย รู้จักการบริหารในทรัพย์สมบัติของตน ให้เกิดประโยชน์ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่าย ให้เป็นไปแต่พอเหมาะพอควร ให้เกิดความพอดีกับกำลังทรัพย์ที่มีอยู่ ให้พอเหมาะกับรายได้ที่ตนได้รับ และให้เหลือพอที่จะอดออม เป็นทุนสะสมสำหรับชีวิตครอบครัว
ประการที่ 3 สุขเกิดแต่การไม่ต้องเป็นหนี้ หนี้คือสิ่งที่ตกค้างจะต้องชำระเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งแล้ว ทำให้เกิดความทุกข์อีกด้วย คนมีหนี้จะเกิดอาการหวาดผวา นอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ คนมีหนี้สินมากๆ สังคมจะขาดความเชื่อถือ ไม่เป็นที่ยอมรับ ยิ่งไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญาหรือตามที่กฎหมายกำหนด ก็จะกลายเป็นคนล้มละลาย เพราะฉะนั้น การไม่เป็นหนี้ใคร จึงเป็นความสุข
ประการ ที่ 4 สุขเกิดแต่การทำงานที่ปราศจากโทษ ผู้ที่ทำงานปราศจากโทษย่อมจะมีความสุข เพราะเป็นงานที่สุจริต ไม่ผิดต่อกฎหมาย ไม่ผิดต่อศีลธรรม ไม่เป็นที่เดือดร้อนแก่ใครๆ คนที่ทำงานที่ปราศจากโทษนั้น ย่อมได้รับความสุข ความอิ่มใจ ปลาบปลื้มใจ เพราะไม่ต้องหวาดผวา ไม่เหมือนกับคนที่ทำงานทุจริต ผิดกฎหมาย ประกอบไปด้วยโทษ เขาย่อมหวาดกลัวในขณะที่ทำ และเดือดร้อนในขณะที่ทำเสร็จแล้ว
ความสุขดังกล่าวมา จะเกิดมีขึ้นได้ก็ต้องอาศัยความสามัคคีร่วมมือร่วมใจกันเพื่อช่วยกันสร้าง ประเทศชาติบ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรือง อย่าเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนกันและกัน ให้คำนึงถึงส่วนรวมคือประเทศชาติเป็นสำคัญ เพราะเมื่อประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองแล้ว เราก็มีความสุข อยู่เย็นเป็นสุขโดยถ้วนหน้า
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430
เมื่อ พูดถึงความสุข เป็นสิ่งที่ทุกท่านทุกคนอยากจะมีอยากจะเป็น อยากจะครอบครองความสุขเอาไว้ ไม่อยากให้ความสุขจากไป แต่ไม่มีใครเลยมีความสุขฝ่ายเดียว ไม่เคยมีความทุกข์ และไม่เคยมีใครเลยมีความทุกข์อย่างเดียว ไม่เคยได้รับความสุข ทุกท่านทุกคนต่างก็มีความสุขความทุกข์กันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครจะทุกข์มากทุกข�น้อย สุขมากสุขน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง
ใน ทางพระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องของความสุขเอาไว้มากมาย และความสุขที่จะได้รับนั้น ต้องประกอบด้วยฐานะ 4 ประการ คือ
ประการ ที่ 1 สุขเกิดแต่การมีทรัพย์ เพราะทรัพย์เป็นเหตุให้ปลื้มใจ คือ ความสมบูรณ์ในปัจจัย 4 คนมีทรัพย์ย่อมได้รับความสุข แต่ถ้ามีทรัพย์ ไม่รู้ในการที่จะใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ ก็หาความสุขมิได้ มีแต่ความเดือดร้อน กังวลใจในการรักษาทรัพย์สมบัติที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น อีกทั้งไม่รู้วิธีการบริหารทรัพย์ ให้เป็นประโยชน์ในทางที่ชอบ ทรัพย์นอกจากไม่เพิ่มพูนขึ้นแล้ว ยังจะไม่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ อีกด้วย
ประการ ที่ 2 สุขเกิดแต่การใช้จ่ายทรัพย์บริโภค ผู้ที่ไม่มีปัญญา ย่อมจับจ่ายใช้สอยทรัพย์โดยไม่คำนึงถึงความหมดเปลือง กล่าวคือการไม่รู้จักประมาณการใช้จ่ายทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สมบัติก็มีแต่อันจะต้องสิ้นไปหมดไป ถูกทำลายไปโดยปราศจากประโยชน์
ส่วน ผู้มีปัญญาย่อมใช้จ่ายทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ รู้จักประมาณในการใช้จ่าย รู้จักการบริหารในทรัพย์สมบัติของตน ให้เกิดประโยชน์ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่สุรุ่ยสุร่าย ให้เป็นไปแต่พอเหมาะพอควร ให้เกิดความพอดีกับกำลังทรัพย์ที่มีอยู่ ให้พอเหมาะกับรายได้ที่ตนได้รับ และให้เหลือพอที่จะอดออม เป็นทุนสะสมสำหรับชีวิตครอบครัว
ประการที่ 3 สุขเกิดแต่การไม่ต้องเป็นหนี้ หนี้คือสิ่งที่ตกค้างจะต้องชำระเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งแล้ว ทำให้เกิดความทุกข์อีกด้วย คนมีหนี้จะเกิดอาการหวาดผวา นอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ คนมีหนี้สินมากๆ สังคมจะขาดความเชื่อถือ ไม่เป็นที่ยอมรับ ยิ่งไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามสัญญาหรือตามที่กฎหมายกำหนด ก็จะกลายเป็นคนล้มละลาย เพราะฉะนั้น การไม่เป็นหนี้ใคร จึงเป็นความสุข
ประการ ที่ 4 สุขเกิดแต่การทำงานที่ปราศจากโทษ ผู้ที่ทำงานปราศจากโทษย่อมจะมีความสุข เพราะเป็นงานที่สุจริต ไม่ผิดต่อกฎหมาย ไม่ผิดต่อศีลธรรม ไม่เป็นที่เดือดร้อนแก่ใครๆ คนที่ทำงานที่ปราศจากโทษนั้น ย่อมได้รับความสุข ความอิ่มใจ ปลาบปลื้มใจ เพราะไม่ต้องหวาดผวา ไม่เหมือนกับคนที่ทำงานทุจริต ผิดกฎหมาย ประกอบไปด้วยโทษ เขาย่อมหวาดกลัวในขณะที่ทำ และเดือดร้อนในขณะที่ทำเสร็จแล้ว
ความสุขดังกล่าวมา จะเกิดมีขึ้นได้ก็ต้องอาศัยความสามัคคีร่วมมือร่วมใจกันเพื่อช่วยกันสร้าง ประเทศชาติบ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรือง อย่าเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนกันและกัน ให้คำนึงถึงส่วนรวมคือประเทศชาติเป็นสำคัญ เพราะเมื่อประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองแล้ว เราก็มีความสุข อยู่เย็นเป็นสุขโดยถ้วนหน้า
วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ความซื่อสัตย์ khaosod
ความซื่อสัตย์
คอลัมน์ ศาลาวัด
มี พุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "สัจเจน กิตตี ปัปโปติ" แปลว่า "คนเราจะบรรลุถึงเกียรติได้เพราะความสัตย์" หมาย ความว่า คนที่จะมีเกียรติ ย่อมต้องเป็นคนที่มีความสัตย์ซื่อ จึง จะเป็นที่ยอมรับนับถือของคนในสังคมได้อย่างจริงใจ โดยไม่ต้อง เสแสร้งแกล้งทำ
'ความซื่อสัตย์' เป็นคุณธรรมที่จำเป็นต่อทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์ในระดับไหนก็ตาม จะต้องมีการปลูกฝังหรือสอนเยาวชนรุ่นหลังให้ประพฤติปฏิบัติ ทั้งนี้ หากคนในสังคมขาดคุณธรรมข้อนี้เมื่อใด สังคมก็จะวุ่นวาย ไม่สงบ คนจะเอารัดเอาเปรียบกัน และเห็นแก่ตัวมากขึ้น จนก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย
การไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง หากเราขาดความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และผัดผ่อนไปเรื่อยๆ ในระยาวเราอาจจะกลายเป็นคนขาดระเบียบ ขาดความตั้งใจ กลายเป็นคนทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
การไม่ซื่อสัตย์ต่อครอบ ครัว สร้างปัญหาในชีวิต ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของผู้อื่น หากเป็นหัวหน้าไปมีสัมพันธ์กับลูกน้อง ก็จะทำให้ลูกน้องคนอื่นๆ ขาดความเชื่อถือ หรือหัวหน้าระดับสูงขึ้นไปไม่ให้ความไว้วางใจ เป็นต้น
การ ไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน เช่น หากเป็นข้าราชการใช้อำนาจในทางมิชอบ กระทำทุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองหรือครอบครัว ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและบ้านเมืองดังที่เราจะเห็นกันอยู่ใน ปัจจุบัน เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น
การ ไม่ซื่อสัตย์ต่อมิตร ซึ่งความเป็นมิตรนั้นจะคงทนถาวรอยู่ได้ตลอดไปก็ต้องมีความซื่อสัตย์ ไม่คิดคดทรยศต่อกัน มิตรภาพจึงจะยาวนาน หากไม่ซื่อตรงต่อกันแล้ว ก็ย่อมจะแตกความสามัคคี ทำให้เราไม่มีเพื่อน หรืออยู่ในสังคมได้ยากเพราะกลัวคนอื่นจะหักหลังเราตลอดเวลา เป็นต้น
การ ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะหากชาติอยู่ไม่ได้ ประชาชนคนในชาติก็อยู่ไม่ได้ และหากชาติล่มสลาย พวกเราที่จะกลายเป็นคนไร้แผ่นดิน
ความซื่อสัตย์ที่ว่านี้ ยังรวมไปถึงการมีสัจจะ พูดจริงทำจริง ไม่โกหกหรือพูดเหลวไหล พูดคำไหนเป็นคำนั้นด้วย คนเช่นนี้ไปที่ใด ย่อมเป็นที่เคารพนับถือว่าเป็นคนมีเกียรติ ข้อสำคัญ ถ้าทุกคนทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ย่อมจะทำให้สังคม และประเทศชาติมีความมั่นคง สงบสุข
คอลัมน์ ศาลาวัด
มี พุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า "สัจเจน กิตตี ปัปโปติ" แปลว่า "คนเราจะบรรลุถึงเกียรติได้เพราะความสัตย์" หมาย ความว่า คนที่จะมีเกียรติ ย่อมต้องเป็นคนที่มีความสัตย์ซื่อ จึง จะเป็นที่ยอมรับนับถือของคนในสังคมได้อย่างจริงใจ โดยไม่ต้อง เสแสร้งแกล้งทำ
'ความซื่อสัตย์' เป็นคุณธรรมที่จำเป็นต่อทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์ในระดับไหนก็ตาม จะต้องมีการปลูกฝังหรือสอนเยาวชนรุ่นหลังให้ประพฤติปฏิบัติ ทั้งนี้ หากคนในสังคมขาดคุณธรรมข้อนี้เมื่อใด สังคมก็จะวุ่นวาย ไม่สงบ คนจะเอารัดเอาเปรียบกัน และเห็นแก่ตัวมากขึ้น จนก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย
การไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง หากเราขาดความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และผัดผ่อนไปเรื่อยๆ ในระยาวเราอาจจะกลายเป็นคนขาดระเบียบ ขาดความตั้งใจ กลายเป็นคนทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
การไม่ซื่อสัตย์ต่อครอบ ครัว สร้างปัญหาในชีวิต ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของผู้อื่น หากเป็นหัวหน้าไปมีสัมพันธ์กับลูกน้อง ก็จะทำให้ลูกน้องคนอื่นๆ ขาดความเชื่อถือ หรือหัวหน้าระดับสูงขึ้นไปไม่ให้ความไว้วางใจ เป็นต้น
การ ไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน เช่น หากเป็นข้าราชการใช้อำนาจในทางมิชอบ กระทำทุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองหรือครอบครัว ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและบ้านเมืองดังที่เราจะเห็นกันอยู่ใน ปัจจุบัน เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น
การ ไม่ซื่อสัตย์ต่อมิตร ซึ่งความเป็นมิตรนั้นจะคงทนถาวรอยู่ได้ตลอดไปก็ต้องมีความซื่อสัตย์ ไม่คิดคดทรยศต่อกัน มิตรภาพจึงจะยาวนาน หากไม่ซื่อตรงต่อกันแล้ว ก็ย่อมจะแตกความสามัคคี ทำให้เราไม่มีเพื่อน หรืออยู่ในสังคมได้ยากเพราะกลัวคนอื่นจะหักหลังเราตลอดเวลา เป็นต้น
การ ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะหากชาติอยู่ไม่ได้ ประชาชนคนในชาติก็อยู่ไม่ได้ และหากชาติล่มสลาย พวกเราที่จะกลายเป็นคนไร้แผ่นดิน
ความซื่อสัตย์ที่ว่านี้ ยังรวมไปถึงการมีสัจจะ พูดจริงทำจริง ไม่โกหกหรือพูดเหลวไหล พูดคำไหนเป็นคำนั้นด้วย คนเช่นนี้ไปที่ใด ย่อมเป็นที่เคารพนับถือว่าเป็นคนมีเกียรติ ข้อสำคัญ ถ้าทุกคนทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ย่อมจะทำให้สังคม และประเทศชาติมีความมั่นคง สงบสุข
วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
สัปปุริส khaosod
สัปปุริส
คอลัมน์ ศาลาวัด
คําว่า "สัปปุริส" เป็นคำบาลี มีความหมายว่า คฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาในพระศาสนา
คุณสมบัติของคนดี หรือ สัปปุริสธรรม 7 ประการ คือ
1.ความ รู้จักธรรม หรือรู้จักเหตุ (ธัมมัญญุตา) คือ รู้หลักความจริง รู้หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมดา รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุอันนี้ หรือกระทำตามหลักการข้อนี้ จึงจะให้เกิดผลที่ต้องการหรือบรรลุจุดหมายอันนั้นๆ
2.ความรู้จัก อรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือรู้จักผล (อัตถัญญุตา) คือ รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำ หรือความเป็นไปตามหลัก เช่น รู้ว่าหลักธรรมหรือภาษิตข้อนั้นๆ มีความหมายว่าอย่างไร หลักนั้นๆ มีความมุ่งหมายอย่างไร กำหนดไว้หรือพึงปฏิบัติเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร การที่ตนกระทำอยู่มีความมุ่งหมายอย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้าง ดังนี้เป็นต้น
3.ความรู้จักตน (อัตตัญญุตา) คือ รู้ว่า เรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้ เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติให้เหมาะสมและรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป
4.ความรู้จัก ประมาณ (มัตตัญญุตา) คือ ความพอดี เช่น ภิกษุรู้จักประมาณในการรับและบริโภคปัจจัยสี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ พระมหากษัตริย์รู้จักประมาณในการลงทัณฑอาชญาและในการเก็บภาษี เป็นต้น
5.ความ รู้จักกาล (กาลัญญุตา) คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่ควรหรือจะต้องใช้ในการประกอบกิจ ทำหน้าที่การงาน หรือปฏิบัติการต่างๆ เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลาให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น
6.ความรู้จักบริษัท (ปริสัญญุตา) คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น
7.ความรู้จักบุคคล (ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา) คือ แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักบุคคลผู้ยิ่งและผู้หย่อน หมายความว่า ผู้ยิ่งคือดี ผู้หย่อนคือไม่ดี วิธีเลือก คือ แยกบุคคลออกเป็น 2 พวก พวกใดใคร่เห็นผู้ประเสริฐ ใคร่ฟังธรรมตั้งใจฟังจำได้ พิจารณาเนื้อความธรรมที่จำได้ รู้ทั่วถึงผลถึงเหตุแล้วปฏิบัติธรรมตามสมควร เพื่อประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น พวกนี้นับว่าดี น่าสรรเสริญควรคบ ส่วนพวกที่ตรงกันข้าม เป็นคนไม่ดี น่าตำหนิ ไม่ควรคบ เมื่อคัดเลือกออกแล้ว ก็คบเฉพาะกับคนดี ไม่คบคนไม่ดี จึงจะเป็นคนดี
เป็นมงคลชีวิตโดยแท้
คอลัมน์ ศาลาวัด
คําว่า "สัปปุริส" เป็นคำบาลี มีความหมายว่า คฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาในพระศาสนา
คุณสมบัติของคนดี หรือ สัปปุริสธรรม 7 ประการ คือ
1.ความ รู้จักธรรม หรือรู้จักเหตุ (ธัมมัญญุตา) คือ รู้หลักความจริง รู้หลักการ รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมดา รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุอันนี้ หรือกระทำตามหลักการข้อนี้ จึงจะให้เกิดผลที่ต้องการหรือบรรลุจุดหมายอันนั้นๆ
2.ความรู้จัก อรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือรู้จักผล (อัตถัญญุตา) คือ รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำ หรือความเป็นไปตามหลัก เช่น รู้ว่าหลักธรรมหรือภาษิตข้อนั้นๆ มีความหมายว่าอย่างไร หลักนั้นๆ มีความมุ่งหมายอย่างไร กำหนดไว้หรือพึงปฏิบัติเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร การที่ตนกระทำอยู่มีความมุ่งหมายอย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้าง ดังนี้เป็นต้น
3.ความรู้จักตน (อัตตัญญุตา) คือ รู้ว่า เรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้ เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติให้เหมาะสมและรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป
4.ความรู้จัก ประมาณ (มัตตัญญุตา) คือ ความพอดี เช่น ภิกษุรู้จักประมาณในการรับและบริโภคปัจจัยสี่ คฤหัสถ์รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ พระมหากษัตริย์รู้จักประมาณในการลงทัณฑอาชญาและในการเก็บภาษี เป็นต้น
5.ความ รู้จักกาล (กาลัญญุตา) คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่ควรหรือจะต้องใช้ในการประกอบกิจ ทำหน้าที่การงาน หรือปฏิบัติการต่างๆ เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลาให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น
6.ความรู้จักบริษัท (ปริสัญญุตา) คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น
7.ความรู้จักบุคคล (ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา) คือ แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักบุคคลผู้ยิ่งและผู้หย่อน หมายความว่า ผู้ยิ่งคือดี ผู้หย่อนคือไม่ดี วิธีเลือก คือ แยกบุคคลออกเป็น 2 พวก พวกใดใคร่เห็นผู้ประเสริฐ ใคร่ฟังธรรมตั้งใจฟังจำได้ พิจารณาเนื้อความธรรมที่จำได้ รู้ทั่วถึงผลถึงเหตุแล้วปฏิบัติธรรมตามสมควร เพื่อประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น พวกนี้นับว่าดี น่าสรรเสริญควรคบ ส่วนพวกที่ตรงกันข้าม เป็นคนไม่ดี น่าตำหนิ ไม่ควรคบ เมื่อคัดเลือกออกแล้ว ก็คบเฉพาะกับคนดี ไม่คบคนไม่ดี จึงจะเป็นคนดี
เป็นมงคลชีวิตโดยแท้
คำขานนาค จากข่าวสด
คำขานนาค
คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา
คอลัมน์หน้าต่างศาสนา
ในพิธีการขออุปสมบทเป็นพระภิกษุของชายไทย พิธีบวชแบบมหานิกาย (อุกาสะ) และพิธีบวชแบบธรรมยุต (เอสาหัง) มีขั้นตอนที่คล้ายกัน แตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น
ลำดับคำขอบรรพชา-อุปสมบท เริ่มจากคำขอขมาโทษก่อนขอศีล คำขอไตรสรณคมน์-ศีล คำขอนิสัย สวดถามอันตรยิกธรรม และคำขออุปสมบท
ทั้ง นี้ ในขั้นตอนการสวดถามอันตรยิกธรรม (กล่าวเหมือนกันทั้งแบบมหานิกายและธรรมยุต) พระคู่สวดจะถาม และผู้บวชกล่าวรับ มีใจความ ดังนี้
พระคู่สวดว่า...นาคขานว่า...
กุฏฐัง (เธอเป็นโรคเรื้อนไหม) นัตถิ ภันเต (ไม่เป็น ขอรับ)
คัณโฑ (เธอเป็นโรคฝีเรื้อรัง อีสุกอีใสไหม) นัตถิ ภันเต (ไม่เป็น ขอรับ)
กิลาโส (เธอเป็นกลากเกลื้อนเชื้อโรคติดต่อไหม) นัตถิ ภันเต (ไม่เป็น ขอรับ)
โสโส (เธอเป็นหอบหืดไหม) นัตถิ ภันเต (ไม่เป็น ขอรับ)
อปมาโร (เธอเป็นโรคลมบ้าหมูไหม) นัตถิ ภันเต (ไม่เป็น ขอรับ)
มนุสโสสิ (เธอเป็นมนุษย์ไหม) อามะ ภันเต (เป็น ขอรับ)
ปุริโสสิ (เธอเป็นบุรุษไหม) อามะ ภันเต (เป็น ขอรับ)
ภูชิสโสสิ (เธอเป็นอิสระไหม) อามะ ภันเต (เป็น ขอรับ)
อนโณสิ (เธอไม่เป็นหนี้ใครแล้วหนีมาบวชนะ) อามะ ภันเต (ใช่ ขอรับ)
นสิ ราชภโฏ (เธอไม่หนีราชการมาบวชนะ) อามะ ภันเต (ใช่ ขอรับ)
อนุญญาโตสิ มาตาปิตูหิ (เธอได้รับอนุญาตจากพ่อแม่แล้วนะ) อามะ ภันเต (ใช่ ขอรับ)
ปริปุณณวีสติวัสโสสิ (เธอมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้วนะ) อามะ ภันเต (ใช่ ขอรับ)
ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง (เธอมีบาตร จีวรครบแล้วนะ) อามะ ภันเต (ใช่ ขอรับ)
ใน ข้อที่ถามว่า ปุริโสสิ (เธอเป็นบุรุษ/เธอเป็นชายเต็มร้อยไหม) หากรับว่า "อามะ ภันเต (ขอรับ เจ้าข้าฯ)" ก็จะเป็นการผิดศีล เสียตั้งแต่ก่อนจะได้บวชค่ะ และเข้าใจว่าโดยสถานภาพจะทำให้การบวชเป็นโมฆะด้วย
ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 มีปรากฏความ เรื่องห้ามบัณเฑาะก์มิให้อุปสมบท ดังนี้
ใน สมัยพุทธกาล บัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ ได้เข้าไปหาภิกษุหนุ่มและสามเณร พูดเชิญชวนให้กระทำมิดีมิร้าย พระภิกษุและสามเณรทั้งหลายจึงกล่าวว่าติเตียน
ต่อมาบัณเฑาะก์ได้เข้า ไปหาพวกคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้า พูดชวนให้กระทำมิดีมิร้าย พวกคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้าจึงเพ่งโทษติเตียน และกล่าวโพนทะนาว่า พระภิกษุสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ล้วนแต่เป็นบัณเฑาะก์ ส่วนพระภิกษุที่มิใช่บัณเฑาะก์ก็ประทุษร้ายบัณเฑาะก์ด้วยกัน
พระภิกษุทั้งหลายได้ทราบความจากพวกคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้า จึงกราบทูลพระพุทธเจ้า
สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ บัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย"
คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา
คอลัมน์หน้าต่างศาสนา
ในพิธีการขออุปสมบทเป็นพระภิกษุของชายไทย พิธีบวชแบบมหานิกาย (อุกาสะ) และพิธีบวชแบบธรรมยุต (เอสาหัง) มีขั้นตอนที่คล้ายกัน แตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น
ลำดับคำขอบรรพชา-อุปสมบท เริ่มจากคำขอขมาโทษก่อนขอศีล คำขอไตรสรณคมน์-ศีล คำขอนิสัย สวดถามอันตรยิกธรรม และคำขออุปสมบท
ทั้ง นี้ ในขั้นตอนการสวดถามอันตรยิกธรรม (กล่าวเหมือนกันทั้งแบบมหานิกายและธรรมยุต) พระคู่สวดจะถาม และผู้บวชกล่าวรับ มีใจความ ดังนี้
พระคู่สวดว่า...นาคขานว่า...
กุฏฐัง (เธอเป็นโรคเรื้อนไหม) นัตถิ ภันเต (ไม่เป็น ขอรับ)
คัณโฑ (เธอเป็นโรคฝีเรื้อรัง อีสุกอีใสไหม) นัตถิ ภันเต (ไม่เป็น ขอรับ)
กิลาโส (เธอเป็นกลากเกลื้อนเชื้อโรคติดต่อไหม) นัตถิ ภันเต (ไม่เป็น ขอรับ)
โสโส (เธอเป็นหอบหืดไหม) นัตถิ ภันเต (ไม่เป็น ขอรับ)
อปมาโร (เธอเป็นโรคลมบ้าหมูไหม) นัตถิ ภันเต (ไม่เป็น ขอรับ)
มนุสโสสิ (เธอเป็นมนุษย์ไหม) อามะ ภันเต (เป็น ขอรับ)
ปุริโสสิ (เธอเป็นบุรุษไหม) อามะ ภันเต (เป็น ขอรับ)
ภูชิสโสสิ (เธอเป็นอิสระไหม) อามะ ภันเต (เป็น ขอรับ)
อนโณสิ (เธอไม่เป็นหนี้ใครแล้วหนีมาบวชนะ) อามะ ภันเต (ใช่ ขอรับ)
นสิ ราชภโฏ (เธอไม่หนีราชการมาบวชนะ) อามะ ภันเต (ใช่ ขอรับ)
อนุญญาโตสิ มาตาปิตูหิ (เธอได้รับอนุญาตจากพ่อแม่แล้วนะ) อามะ ภันเต (ใช่ ขอรับ)
ปริปุณณวีสติวัสโสสิ (เธอมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้วนะ) อามะ ภันเต (ใช่ ขอรับ)
ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง (เธอมีบาตร จีวรครบแล้วนะ) อามะ ภันเต (ใช่ ขอรับ)
ใน ข้อที่ถามว่า ปุริโสสิ (เธอเป็นบุรุษ/เธอเป็นชายเต็มร้อยไหม) หากรับว่า "อามะ ภันเต (ขอรับ เจ้าข้าฯ)" ก็จะเป็นการผิดศีล เสียตั้งแต่ก่อนจะได้บวชค่ะ และเข้าใจว่าโดยสถานภาพจะทำให้การบวชเป็นโมฆะด้วย
ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 มีปรากฏความ เรื่องห้ามบัณเฑาะก์มิให้อุปสมบท ดังนี้
ใน สมัยพุทธกาล บัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชในสำนักภิกษุ ได้เข้าไปหาภิกษุหนุ่มและสามเณร พูดเชิญชวนให้กระทำมิดีมิร้าย พระภิกษุและสามเณรทั้งหลายจึงกล่าวว่าติเตียน
ต่อมาบัณเฑาะก์ได้เข้า ไปหาพวกคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้า พูดชวนให้กระทำมิดีมิร้าย พวกคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้าจึงเพ่งโทษติเตียน และกล่าวโพนทะนาว่า พระภิกษุสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ล้วนแต่เป็นบัณเฑาะก์ ส่วนพระภิกษุที่มิใช่บัณเฑาะก์ก็ประทุษร้ายบัณเฑาะก์ด้วยกัน
พระภิกษุทั้งหลายได้ทราบความจากพวกคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้า จึงกราบทูลพระพุทธเจ้า
สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ บัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย"
วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ที่พึ่ง 5 ประการ khaosod
ที่พึ่ง 5 ประการ
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
สังคม ในปัจจุบัน ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง เหมือนกับหมู่มนุษย์ที่ลอยคออยู่ในทะเลที่ยังมองไม่เห็นฝั่ง มองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง ในท่ามกลางแห่งอันตรายรอบตัว ต่างคนต่างแหวกว่ายอยู่บนเกลียวคลื่นแห่งชีวิต เพื่อหาที่พึ่งให้ตัวเอง บางคนก็ไปยึดเอาที่พึ่งผิดๆ คือไปยึดเอาอบายมุข หรือยาเสพติด ชีวิตที่เคยเป็นสุขต้องมาเป็นทุกข์เพราะขาดที่พึ่งในทางที่ถูกต้อง การดำรงชีวิตอยู่อย่างมีที่พึ่งอย่างถูกต้อง ท่านได้สรุปย่อไว้ 5 ประการด้วยกัน คือ 1.พึ่งตน 2.พึ่งคน 3.พึ่งคุณ 4.พึ่งบุญ 5.พึ่งพระ
ประการ ที่ 1 พึ่งตน ได้แก่ คนเราทุกคนเกิดมาในเบื้องต้น ก็จะต้องพึ่งพ่อแม่คอยเลี้ยงดูประคับประคองกว่าจะเติบโตขึ้นมา แต่พ่อแม่ท่านไม่ได้อยู่กับเราตลอด ต่อไปเราก็จะต้องพึ่งตนเอง การที่เราพึ่งตนเองจะต้องมีจุดยืนของชีวิตที่ถูกต้องและแน่นอน ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสสังคมที่นิยมผิดๆ การที่เราพึ่งตนเองได้นั้น ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่ประมาท ในวัยและในชีวิต
ประการ ที่ 2 พึ่งคน หมายถึง พึ่งบุคคล เช่น ยามเด็กก็พึ่งพ่อแม่ ยามเรียนหนังสือก็ต้องพึ่งครูอาจารย์ ยามขัดสนเงินทองอาจจะขอหยิบยืมญาติสนิทมิตรสหาย
ประการที่ 3 พึ่งคุณ หมายถึง คุณธรรมหรือคุณงามความดีของตัวเรา บุคคลที่พึ่งพาอาศัยคุณธรรมมักจะประสบความสำเร็จในชีวิต และนำพาชีวิตไปได้ตลอดรอดฝั่ง เช่นบุคคลที่มีคุณธรรม คือ ความไม่ประมาท จะทำอะไรก็มีสติอยู่ทุกเมื่อ ความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นก็มีน้อย หรือไม่มีเลย
ประการที่ 4 พึ่งบุญ หมายถึง บุญ ที่เราสร้างสมมา ไม่ว่าจะเป็นบุญที่เกิดจากการให้ บุญที่เกิดจากการรักษาศีล บุญที่เกิดจากการเจริญเมตตาภาวนา บุญนี้จะคอยหนุนนำเรา ในเมื่อเราประสบเหตุต่าง ๆ
ประการที่ 5 พึ่งพระ หมายถึง พระสงฆ์ และพระธรรมคำสอน พระสงฆ์ เช่น ยามจะแต่งงาน ให้พระดูฤกษ์แต่งงาน พอลูกคลอดออกมาก็พึ่งพระให้ตั้งชื่อให้เพื่อความเป็นสิริมงคล โตขึ้นมาก็พึ่งพระฝากให้บวชเณร บวชพระ ให้พระคอยอบรมสั่งสอน และสุดท้ายเมื่อถึงยามตาย ก็พึ่งพระจัดงานเรื่องต่างๆ ส่วนพึ่งพระธรรม คือ หลักธรรมคำสั่งสอนในทางพระพุทธศาสนา
เพราะฉะนั้น คนเราควรหาที่พึ่ง 5 ประการนี้ เพราะผู้ใดไม่มีที่พึ่ง ไม่มีคุณธรรมประจำใจ พึ่งตนเองก็ไม่ได้ พึ่งคนอื่นก็ไม่ได้ พึ่งคุณธรรมก็ไม่ได้ พึ่งบุญก็ไม่ได้ พึ่งพระก็ไม่ได้ จะอยู่ในโลกนี้อย่างมีทุกข์ ละโลกนี้ไปแล้ว ก็เป็นทุกข์ในปรโลก
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร
watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
สังคม ในปัจจุบัน ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง เหมือนกับหมู่มนุษย์ที่ลอยคออยู่ในทะเลที่ยังมองไม่เห็นฝั่ง มองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง ในท่ามกลางแห่งอันตรายรอบตัว ต่างคนต่างแหวกว่ายอยู่บนเกลียวคลื่นแห่งชีวิต เพื่อหาที่พึ่งให้ตัวเอง บางคนก็ไปยึดเอาที่พึ่งผิดๆ คือไปยึดเอาอบายมุข หรือยาเสพติด ชีวิตที่เคยเป็นสุขต้องมาเป็นทุกข์เพราะขาดที่พึ่งในทางที่ถูกต้อง การดำรงชีวิตอยู่อย่างมีที่พึ่งอย่างถูกต้อง ท่านได้สรุปย่อไว้ 5 ประการด้วยกัน คือ 1.พึ่งตน 2.พึ่งคน 3.พึ่งคุณ 4.พึ่งบุญ 5.พึ่งพระ
ประการ ที่ 1 พึ่งตน ได้แก่ คนเราทุกคนเกิดมาในเบื้องต้น ก็จะต้องพึ่งพ่อแม่คอยเลี้ยงดูประคับประคองกว่าจะเติบโตขึ้นมา แต่พ่อแม่ท่านไม่ได้อยู่กับเราตลอด ต่อไปเราก็จะต้องพึ่งตนเอง การที่เราพึ่งตนเองจะต้องมีจุดยืนของชีวิตที่ถูกต้องและแน่นอน ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสสังคมที่นิยมผิดๆ การที่เราพึ่งตนเองได้นั้น ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่ประมาท ในวัยและในชีวิต
ประการ ที่ 2 พึ่งคน หมายถึง พึ่งบุคคล เช่น ยามเด็กก็พึ่งพ่อแม่ ยามเรียนหนังสือก็ต้องพึ่งครูอาจารย์ ยามขัดสนเงินทองอาจจะขอหยิบยืมญาติสนิทมิตรสหาย
ประการที่ 3 พึ่งคุณ หมายถึง คุณธรรมหรือคุณงามความดีของตัวเรา บุคคลที่พึ่งพาอาศัยคุณธรรมมักจะประสบความสำเร็จในชีวิต และนำพาชีวิตไปได้ตลอดรอดฝั่ง เช่นบุคคลที่มีคุณธรรม คือ ความไม่ประมาท จะทำอะไรก็มีสติอยู่ทุกเมื่อ ความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นก็มีน้อย หรือไม่มีเลย
ประการที่ 4 พึ่งบุญ หมายถึง บุญ ที่เราสร้างสมมา ไม่ว่าจะเป็นบุญที่เกิดจากการให้ บุญที่เกิดจากการรักษาศีล บุญที่เกิดจากการเจริญเมตตาภาวนา บุญนี้จะคอยหนุนนำเรา ในเมื่อเราประสบเหตุต่าง ๆ
ประการที่ 5 พึ่งพระ หมายถึง พระสงฆ์ และพระธรรมคำสอน พระสงฆ์ เช่น ยามจะแต่งงาน ให้พระดูฤกษ์แต่งงาน พอลูกคลอดออกมาก็พึ่งพระให้ตั้งชื่อให้เพื่อความเป็นสิริมงคล โตขึ้นมาก็พึ่งพระฝากให้บวชเณร บวชพระ ให้พระคอยอบรมสั่งสอน และสุดท้ายเมื่อถึงยามตาย ก็พึ่งพระจัดงานเรื่องต่างๆ ส่วนพึ่งพระธรรม คือ หลักธรรมคำสั่งสอนในทางพระพุทธศาสนา
เพราะฉะนั้น คนเราควรหาที่พึ่ง 5 ประการนี้ เพราะผู้ใดไม่มีที่พึ่ง ไม่มีคุณธรรมประจำใจ พึ่งตนเองก็ไม่ได้ พึ่งคนอื่นก็ไม่ได้ พึ่งคุณธรรมก็ไม่ได้ พึ่งบุญก็ไม่ได้ พึ่งพระก็ไม่ได้ จะอยู่ในโลกนี้อย่างมีทุกข์ ละโลกนี้ไปแล้ว ก็เป็นทุกข์ในปรโลก
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร
watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)