เป็นไปตามกรรม
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรม
ประการที่ 1 โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม คำว่าโลกนี้ท่านหมายเอาทั้งที่อยู่อาศัยและผู้อยู่อาศัย เช่น มนุษยโลก โลกของมนุษย์ เทวโลก โลกของเทวดา พรหมโลก โลกของพรหม อากาศโลก โลกคือแผ่นดิน นี้เป็นสถานที่อยู่อาศัย ส่วนคำว่า สังขารโลก โลกคือสังขาร หมายเอาสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น และคำว่าสัตว์โลก โลกคือหมู่สัตว์ หมายเอามนุษย์และสัตว์ทุกประเภท ท่านกล่าวว่าย่อมเป็นไปเพราะกรรม คือ สถานที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ จะเสื่อมโทรมลง หรือจะดีขึ้น ก็อาศัยกรรมคือการกระทำนั่นเอง คือ บางครั้งเกิดจากธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม เป็นต้น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นอันมาก แต่บางครั้งเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น น้ำในแม่น้ำลำคลองเน่าเสีย เป็นต้น เหล่านี้เกิดจากการกระทำของมนุษย์ การจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นเพียงใด ก็อยู่ที่การแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมของมนุษย์
ประการที่ 2 หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมายเอามนุษย์และสัตว์อื่นๆ ทุกประเภท จะเป็นไปคือจะได้รับความสุขหรือทุกข์ ก็เพราะกรรม คือ การกระทำ พระพุทธเจ้า ตรัสว่า เจตนาเป็นกรรม คือ การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา มีความตั้งใจ ความจงใจ จึงเป็นกรรม กรรมนี้ สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท คือ หากพิจารณาถึงมูลเหตุที่เป็นตัวชักนำให้ลงมือกระทำก็มี 2 อย่าง คือ กรรมดี และ กรรมชั่ว กรรมดีเกิดจากความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญแล้วจึงกระทำ ส่วนกรรมชั่วนั้นเกิดจากความโลภ ความโกรธ และความหลง กรรมทั้ง 2 อย่างนี้ให้ผลต่างกันมาก คือ กรรมดีให้ผลเป็นความสุข ความเจริญ ส่วนกรรมชั่วให้ผลเป็นทุกข์ ความเดือดร้อน
ประการที่ 3 สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรม ทั้งกรรมดี ทั้งกรรมชั่ว ล้วนเป็นเหตุให้สัตว์ติดอยู่ ข้องอยู่ในโลกทั้งนั้น เพราะผลของกรรมดี ย่อมเป็นที่พอใจ อยากทำกรรมในลักษณะนั้นอีก เหมือนผลไม้ชนิดใด อร่อยถูกใจ ก็ย่อมซื้อหามาบริโภคอีก และผลของกรรมชั่ว ย่อมไม่เป็นที่พอใจ ก็จะแสวงหาวิธีหลีกเหลี่ยง โดยทำกรรมอื่นที่คิดว่าจะได้ผลเป็นที่พอใจ เมื่อมีใจติดข้องอยู่เช่นนี้ ยังไม่มีสติปัญญาพอที่จะหยุดกระแสของกรรมได้ ก็จะต้องเสวยสุขและทุกข์เรื่อยไป ลักษณะเช่นนี้จึงได้ชื่อว่า ถูกกรรมผูกไว้ ฉะนั้น หากบุคคลใด มีปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในกระแสของกรรม ถูกกรรมชักนำให้ประสบทุกข์นานาประการ จะต้องปฏิบัติตนตามมรรคมีองค์ 8 เจริญสติปัฏฐานอยู่เสมอ ก็จะเป็นเหตุให้พ้นจากกองทุกข์ ประสบสุขสงบได้
เพราะฉะนั้น โลกคือสถานที่อยู่อาศัย และสัตว์โลกผู้อยู่อาศัย จะประสบความเสื่อมหรือความเจริญ ก็เพราะกรรมคือการกระทำ ทั้งที่เกิดตามธรรมชาติ และที่เกิดจากมนุษย์ ซึ่งสามารถบรรเทาและเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยสติปัญญาของมนุษย์ โดยพิจารณาหาเหตุและผลให้ถ่องแท้ แล้วพยายามละเหตุนั้นๆ เสีย ต่อแต่นั้น ก็จะตัดกระแสกรรมได้ทีละอย่างทีละชนิด เหมือนกับการถอดสลักลิ่มของรถออกทีละชิ้นๆ รถนั้นก็จะแล่นไปไม่ได้อีกต่อไป สภาพของรถก็จะหมดไป นั่นย่อมหมายความว่า ได้พ้นจากกองทุกข์ ประสบสันติสุขในที่สุด
พระเทพคุณาภรณ์
(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร
www.watdevaraj.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting
วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ khaosod
ทำบุญขึ้นบ้านใหม่
คอลัมน์ ศาลาวัด
ใน พิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ถ้าเจ้าบ้านมีความประสงค์ที่จะประกอบพิธีตามทางศาสนาและมีการเชิญแขกให้มา ร่วมด้วย มีหลักที่จะต้องปฏิบัติ ดังนี้
กำหนดวันทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ให้เป็นที่แน่นอนและถ้าต้องการให้เป็นมงคลตามความเชื่อถือที่มีมาแต่โบราณ แล้ว พึงไปหารือกับผู้ที่มีความรู้ทางโหราศาสตร์ให้กำหนดวันและเวลาให้
เมื่อใกล้กับวันที่กำหนดไว้ ต้องเตรียมตกแต่งบ้านเรือนที่จะทำบุญขึ้นบ้านใหม่นั้นให้เรียบร้อยตามสมควร
เมื่อ กำหนดวันงานแน่นอนแล้ว ไปอาราธนาพระตามจำนวนที่ต้องการ ก่อนถึงวันงานอย่างน้อย 3-7 วัน การอาราธนานั้น ถ้าสามารถเขียนหรือพิมพ์เป็นฎีกานิมนต์ได้เป็นการดีที่สุด โดยบอกกำหนด วัน-เดือน-ปี และงานให้ละเอียด
จำนวนพระที่นิมนต์ ตามปกติจำนวนคือ 5 รูป 7 รูป 9 รูป แต่ส่วนมากนิยมนิมนต์ 9 รูป ถือกันว่าเลข 9 เป็นเลขมงคล
การ ตั้งโต๊ะหมู่บูชา นิยมจัดไว้ทางด้านขวามือของพระสงฆ์ โดยให้พระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปด้านเดียวกับพระสงฆ์ ถ้าสถานที่ไม่พอก็ให้จัดตามความเหมาะสมกับสถานที่
พระพุทธรูปที่จะ นำมาตั้งโต๊ะหมู่บูชานั้น ไม่ให้มีครอบและเล็กจนเกินไปหรือใหญ่เกินไป มีแจกันดอกไม้ พานดอกไม้ จัด 3 หรือ 5 พาน แจกันจะใช้ 1-2 คู่ แล้วแต่ขนาดของโต๊ะ กระถางธูปให้ปักธูปไว้ 3 ดอก เชิงเทียน 1 คู่ พร้อมเทียน
ขันน้ำมนต์ จะใช้ขันหรือบาตรน้ำมนต์มีเชิงก็ได้ ใส่น้ำสะอาดพอควร มีเทียนขี้ผึ้งอย่างดี 1-2 เล่ม สำหรับพระทำน้ำพระพุทธมนต์
ด้าย สายสิญจน์ ใช้ด้ายดิบจับ 9 เส้น 1 ม้วน โยงรอบบ้านหรือบริเวณพิธี เวียนจากซ้ายไปขวา โยงเข้าหาพระประธานที่โต๊ะหมู่บูชา ไม่ควรเอาไปพันไว้ที่รอบองค์พระประธาน แต่ให้เวียนรอบฐานองค์พระประธานโยงมาที่ขันหรือบาตรน้ำมนต์
การปู อาสนะสำหรับพระสงฆ์ ควรใช้เสื่อหรือพรมปูเสียชั้นหนึ่ง ข้อสำคัญควรระวัง อย่าให้อาสนะพระสงฆ์กับอาสนะของคฤหัสถ์ฝ่ายเจ้าภาพเป็นอันเดียวกัน ควรปูลาดให้แยกจากกัน
เครื่องรับรองพระ มีกระโถน ภาชนะน้ำเย็น พานใส่หมากพลู วางไว้ทางด้านขวามือของพระสงฆ์เป็นรายรูป โดยถวายเมื่อพระสงฆ์เข้านั่งที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับแขกที่จะไปงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ควรแต่งกายให้เรียบร้อยและควรหาของขวัญไปกำนัลแด่เจ้าภาพตามสมควร
ทั้งนี้ ผู้เป็นแขกไม่พึงวิจารณ์บ้านใหม่ของเจ้าภาพให้เป็นไปในทางไม่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่สบายใจ
ก่อนลากลับ ควรอวยพรและแสดงความปรารถนาให้เจ้าภาพอยู่บ้านใหม่ด้วยความสุข
คอลัมน์ ศาลาวัด
ใน พิธีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ถ้าเจ้าบ้านมีความประสงค์ที่จะประกอบพิธีตามทางศาสนาและมีการเชิญแขกให้มา ร่วมด้วย มีหลักที่จะต้องปฏิบัติ ดังนี้
กำหนดวันทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ให้เป็นที่แน่นอนและถ้าต้องการให้เป็นมงคลตามความเชื่อถือที่มีมาแต่โบราณ แล้ว พึงไปหารือกับผู้ที่มีความรู้ทางโหราศาสตร์ให้กำหนดวันและเวลาให้
เมื่อใกล้กับวันที่กำหนดไว้ ต้องเตรียมตกแต่งบ้านเรือนที่จะทำบุญขึ้นบ้านใหม่นั้นให้เรียบร้อยตามสมควร
เมื่อ กำหนดวันงานแน่นอนแล้ว ไปอาราธนาพระตามจำนวนที่ต้องการ ก่อนถึงวันงานอย่างน้อย 3-7 วัน การอาราธนานั้น ถ้าสามารถเขียนหรือพิมพ์เป็นฎีกานิมนต์ได้เป็นการดีที่สุด โดยบอกกำหนด วัน-เดือน-ปี และงานให้ละเอียด
จำนวนพระที่นิมนต์ ตามปกติจำนวนคือ 5 รูป 7 รูป 9 รูป แต่ส่วนมากนิยมนิมนต์ 9 รูป ถือกันว่าเลข 9 เป็นเลขมงคล
การ ตั้งโต๊ะหมู่บูชา นิยมจัดไว้ทางด้านขวามือของพระสงฆ์ โดยให้พระพุทธรูปหันพระพักตร์ไปด้านเดียวกับพระสงฆ์ ถ้าสถานที่ไม่พอก็ให้จัดตามความเหมาะสมกับสถานที่
พระพุทธรูปที่จะ นำมาตั้งโต๊ะหมู่บูชานั้น ไม่ให้มีครอบและเล็กจนเกินไปหรือใหญ่เกินไป มีแจกันดอกไม้ พานดอกไม้ จัด 3 หรือ 5 พาน แจกันจะใช้ 1-2 คู่ แล้วแต่ขนาดของโต๊ะ กระถางธูปให้ปักธูปไว้ 3 ดอก เชิงเทียน 1 คู่ พร้อมเทียน
ขันน้ำมนต์ จะใช้ขันหรือบาตรน้ำมนต์มีเชิงก็ได้ ใส่น้ำสะอาดพอควร มีเทียนขี้ผึ้งอย่างดี 1-2 เล่ม สำหรับพระทำน้ำพระพุทธมนต์
ด้าย สายสิญจน์ ใช้ด้ายดิบจับ 9 เส้น 1 ม้วน โยงรอบบ้านหรือบริเวณพิธี เวียนจากซ้ายไปขวา โยงเข้าหาพระประธานที่โต๊ะหมู่บูชา ไม่ควรเอาไปพันไว้ที่รอบองค์พระประธาน แต่ให้เวียนรอบฐานองค์พระประธานโยงมาที่ขันหรือบาตรน้ำมนต์
การปู อาสนะสำหรับพระสงฆ์ ควรใช้เสื่อหรือพรมปูเสียชั้นหนึ่ง ข้อสำคัญควรระวัง อย่าให้อาสนะพระสงฆ์กับอาสนะของคฤหัสถ์ฝ่ายเจ้าภาพเป็นอันเดียวกัน ควรปูลาดให้แยกจากกัน
เครื่องรับรองพระ มีกระโถน ภาชนะน้ำเย็น พานใส่หมากพลู วางไว้ทางด้านขวามือของพระสงฆ์เป็นรายรูป โดยถวายเมื่อพระสงฆ์เข้านั่งที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับแขกที่จะไปงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ควรแต่งกายให้เรียบร้อยและควรหาของขวัญไปกำนัลแด่เจ้าภาพตามสมควร
ทั้งนี้ ผู้เป็นแขกไม่พึงวิจารณ์บ้านใหม่ของเจ้าภาพให้เป็นไปในทางไม่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่สบายใจ
ก่อนลากลับ ควรอวยพรและแสดงความปรารถนาให้เจ้าภาพอยู่บ้านใหม่ด้วยความสุข
พ่อแห่งชาติ khaosod
พ่อแห่งชาติ
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
วัน ที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทย เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ "วันพ่อแห่งชาติ" และในฐานะที่พระองค์ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ทรงสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด
ธรรมะในวันนี้ จะได้กล่าวถึง พละ ซึ่งหมายถึง พลังของผู้ยิ่งใหญ่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ในขุททกนิกาย ชาดกซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ ได้แก่
1. กายพละ หมายถึง กำลังทางกาย คือ ทรงมีพระสุขภาพพลานามัยที่ดี ทรงพระปรีชาสามารถและชำนาญ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ให้สำเร็จประโยชน์ด้วยดี
2. โภคพละ หมายถึง กำลังโภคสมบัติ คือ ทรงมีทุนทรัพย์บริบูรณ์ ทรงขวนขวายบำรุงกสิกรรม พาณิชยกรรม เป็นต้น อันเป็นทางเกิดแห่งโภคสมบัติต่างๆ เพียงพอแก่การดำรงชีวิตด้วยความสบายของข้าราชบริพารและประชาชนทั่วไป และดำเนินพระราชกรณียกิจได้อย่างไม่ติดขัด
3. อมัจจพละ หมายถึง กำลังข้าราชการ คือ ทรงมีที่ปรึกษาและข้าราชการระดับบริหารที่ทรงคุณวุฒิ มีความสามารถ และจงรักภักดี ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง
4. อภิชัจจพละ หมายถึง กำลังความมีชาติสูง คือ ทรงกำเนิดในตระกูลสูง เป็นขัตติยชาติ ทรงเป็นที่นิยมเชิดชูของมหาชน ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบารมีมาแต่ปางก่อน และได้รับการฝึกอบรมมาแล้วเป็นอย่างดีตามประเพณีแห่งชาติตระกูลนั้น
5. ปัญญาพละ หมายถึง กำลังปัญญา คือ ทรงมีพระปรีชาสามารถ หยั่งรู้เหตุผล ผิดชอบ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ สามารถวินิจฉัยเหตุการณ์ทั้งภายในและภายนอกอันเป็นไปในปัจจุบันสมัย ทรงดำริการต่างๆ ให้ได้ผลเป็นอย่างดี
พละ หรือ กำลังทั้ง 5 ประการดังกล่าวมา ปัญญาพละ กำลังปัญญา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจัดว่า เป็นกำลังสำคัญอันประเสริฐ เป็นยอดแห่งกำลังทั้งปวง เพราะเป็นเครื่องนำทางกำลังอื่นๆ ทุกอย่าง กายพละ กำลังทางกาย แม้จะเป็นกำลังอันสำคัญก็จริง แต่ทรงจัดเป็นความสำคัญประการสุดท้าย เพราะถ้าไม่มีกำลังอย่างอื่นมาช่วยควบคุม ก็อาจกลายเป็นกำลังที่ไม่ดีไปได้
ใน วโรกาสมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม 2553 นี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและปวงชนชาวไทย แสดงความกตัญญูกตเวทีด้วยการร่วมใจด้วยการประพฤติปฏิบัติตามแนวศีล 5 คือ
1. ไม่มุ่งร้ายทำลายผู้อื่น
2. ไม่ทุจริตฉ้อโกง
3. ไม่ประพฤติผิดในกาม
4. ไม่หลอกลวงกล่าวเท็จ
5. ไม่เกี่ยวข้องสิ่งเสพติดให้โทษ
ทั้ง นี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอถวายพระพรชัยมงคลให้พระองค์ทรงพระเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญตลอดจิรัฐิติกาล
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร / www.watdevaraj.com 02-281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 02-281-2430 end_of_the_skype_highlighting
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
วัน ที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทย เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ "วันพ่อแห่งชาติ" และในฐานะที่พระองค์ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ทรงสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด
ธรรมะในวันนี้ จะได้กล่าวถึง พละ ซึ่งหมายถึง พลังของผู้ยิ่งใหญ่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ในขุททกนิกาย ชาดกซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ ได้แก่
1. กายพละ หมายถึง กำลังทางกาย คือ ทรงมีพระสุขภาพพลานามัยที่ดี ทรงพระปรีชาสามารถและชำนาญ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ให้สำเร็จประโยชน์ด้วยดี
2. โภคพละ หมายถึง กำลังโภคสมบัติ คือ ทรงมีทุนทรัพย์บริบูรณ์ ทรงขวนขวายบำรุงกสิกรรม พาณิชยกรรม เป็นต้น อันเป็นทางเกิดแห่งโภคสมบัติต่างๆ เพียงพอแก่การดำรงชีวิตด้วยความสบายของข้าราชบริพารและประชาชนทั่วไป และดำเนินพระราชกรณียกิจได้อย่างไม่ติดขัด
3. อมัจจพละ หมายถึง กำลังข้าราชการ คือ ทรงมีที่ปรึกษาและข้าราชการระดับบริหารที่ทรงคุณวุฒิ มีความสามารถ และจงรักภักดี ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง
4. อภิชัจจพละ หมายถึง กำลังความมีชาติสูง คือ ทรงกำเนิดในตระกูลสูง เป็นขัตติยชาติ ทรงเป็นที่นิยมเชิดชูของมหาชน ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบารมีมาแต่ปางก่อน และได้รับการฝึกอบรมมาแล้วเป็นอย่างดีตามประเพณีแห่งชาติตระกูลนั้น
5. ปัญญาพละ หมายถึง กำลังปัญญา คือ ทรงมีพระปรีชาสามารถ หยั่งรู้เหตุผล ผิดชอบ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ สามารถวินิจฉัยเหตุการณ์ทั้งภายในและภายนอกอันเป็นไปในปัจจุบันสมัย ทรงดำริการต่างๆ ให้ได้ผลเป็นอย่างดี
พละ หรือ กำลังทั้ง 5 ประการดังกล่าวมา ปัญญาพละ กำลังปัญญา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจัดว่า เป็นกำลังสำคัญอันประเสริฐ เป็นยอดแห่งกำลังทั้งปวง เพราะเป็นเครื่องนำทางกำลังอื่นๆ ทุกอย่าง กายพละ กำลังทางกาย แม้จะเป็นกำลังอันสำคัญก็จริง แต่ทรงจัดเป็นความสำคัญประการสุดท้าย เพราะถ้าไม่มีกำลังอย่างอื่นมาช่วยควบคุม ก็อาจกลายเป็นกำลังที่ไม่ดีไปได้
ใน วโรกาสมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม 2553 นี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและปวงชนชาวไทย แสดงความกตัญญูกตเวทีด้วยการร่วมใจด้วยการประพฤติปฏิบัติตามแนวศีล 5 คือ
1. ไม่มุ่งร้ายทำลายผู้อื่น
2. ไม่ทุจริตฉ้อโกง
3. ไม่ประพฤติผิดในกาม
4. ไม่หลอกลวงกล่าวเท็จ
5. ไม่เกี่ยวข้องสิ่งเสพติดให้โทษ
ทั้ง นี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอถวายพระพรชัยมงคลให้พระองค์ทรงพระเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญตลอดจิรัฐิติกาล
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร / www.watdevaraj.com 02-281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 02-281-2430 end_of_the_skype_highlighting
วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
รู้จักประมาณ khaosod
รู้จักประมาณ
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
ใน หมู่มนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก ต่างมีความปรารถนาต้องการความสุขด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะมนุษย์ซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญาสูง มีความรู้ความสามารถมากกว่าสัตว์เหล่าอื่น เพราะว่ามนุษย์รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ดังนั้น จึงดิ้นรนแสวงหาความสุขให้แก่ตนเอง ความปรารถนาหาความสุขนั้นมีทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เมื่อใดมนุษย์แสวงหาความสุขอย่างไม่มีขอบเขต ปล่อยให้เป็นไปตามอำนาจของกิเลส ความทุกข์ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้นทั้งแก่ตนและผู้อื่น เพราะเป็นการดิ้นรนเกินขอบเขต เกินประมาณที่พอดี
คำว่าประมาณ หมายถึง การกะ กำหนด คาดคะเน คาดหมาย ในการประมาณนั้น ท่านแสดงการประมาณไว้ 3 ประการด้วยกัน คือ 1.ประมาณในการแสวงหา 2.ประมาณในการรับ และ 3.ประมาณในการบริโภค
ประการที่ 1 ประมาณในการแสวงหา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงลักษณะการแสวงหาไว้ 2 อย่าง คือ 1.การแสวงหาอย่างประเสริฐ ได้แก่ การแสวงหาทางดับความทุกข์ ทั้งที่เป็นทุกข์ประจำสังขาร หรือทุกข์อื่นใด ล้วนไม่เป็นที่พึงประสงค์ของใครๆ มนุษย์ทั้งหลายทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงแสวงหาทางดับทุกข์เหล่านั้น ทางดับทุกข์ดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง พระบรมศาสดาทรงตรัสความจริงอย่างประเสริฐ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เมื่อดำเนินตามหลักความจริงนี้แล้ว ย่อมสามารถสลัดออกจากกองทุกข์ สละภพ สละชาติได้ คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกต่อไป การแสวงหาอย่างนี้เรียกว่า การแสวงหาอย่างประเสริฐ 2.การแสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ ได้แก่ การแสวงหาที่เป็นไปตามคดีโลก เช่น การแสวงหาเกียรติยศ ลาภ สุข สรรเสริญ ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของชาวโลก จึงมีการดิ้นรนแสวงหากันมาก ถ้าผู้ใดแสวงหาไม่รู้ประมาณ แสวงหาในทางที่ไม่ถูกต้อง ความทุกข์ ความเดือดร้อนก็จักเกิดมีแก่ผู้นั้น
ประการ ที่ 2 ประมาณในการรับ การรับเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการ โดยเฉพาะในสิ่งที่น่าปรารถนา จะเห็นได้ว่าเมื่อตอนที่เราเป็นเด็ก อยู่ในฐานะที่จะรับการอนุเคราะห์สงเคราะห์จากบิดามารดา แต่เมื่อเติบโตขึ้นมา มีการศึกษา มีงานทำแล้ว จะเป็นผู้รับฝ่ายเดียวดูจะไม่สมควร เพราะการคอยแบมือรับจากบิดามารดาอยู่ร่ำไปก็เป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต ฉะนั้นจึงควรเป็นผู้รู้ประมาณในการรับ รู้ฐานะของตน การรู้จักความพอดี พอประมาณนั้น จะเป็นสื่อสร้างความนิยมชมชอบ เป็นที่เมตตาเอ็นดูของผู้ให้
ประการ ที่ 3 ประมาณในการบริโภค การรับประทานและการใช้สอยต้องรู้จักประมาณในการบริโภคใช้สอย การบริโภคอาหารนั้นไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป คือควรกินอย่างพอประมาณ กินอย่างมีสติ ไม่มัวเมาในรสอาหาร ส่วนการใช้สอยทรัพย์ควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสูด โดยยึดหลักการเลี้ยงชีวิตพอสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่สุรุ่ยสุร่าย
ฉะนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลายควรเป็นผู้รู้จักประมาณ คือความพอดี รู้ประมาณทั้งในการแสวงหา ทั้งในการรับ ทั้งในการบริโภคใช้สอย ให้พอดี พอเหมาะ พอควร ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข ไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจในที่ทุกสถานในกาล ทุกเมื่อ
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
ใน หมู่มนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก ต่างมีความปรารถนาต้องการความสุขด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะมนุษย์ซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญาสูง มีความรู้ความสามารถมากกว่าสัตว์เหล่าอื่น เพราะว่ามนุษย์รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ดังนั้น จึงดิ้นรนแสวงหาความสุขให้แก่ตนเอง ความปรารถนาหาความสุขนั้นมีทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เมื่อใดมนุษย์แสวงหาความสุขอย่างไม่มีขอบเขต ปล่อยให้เป็นไปตามอำนาจของกิเลส ความทุกข์ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้นทั้งแก่ตนและผู้อื่น เพราะเป็นการดิ้นรนเกินขอบเขต เกินประมาณที่พอดี
คำว่าประมาณ หมายถึง การกะ กำหนด คาดคะเน คาดหมาย ในการประมาณนั้น ท่านแสดงการประมาณไว้ 3 ประการด้วยกัน คือ 1.ประมาณในการแสวงหา 2.ประมาณในการรับ และ 3.ประมาณในการบริโภค
ประการที่ 1 ประมาณในการแสวงหา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงลักษณะการแสวงหาไว้ 2 อย่าง คือ 1.การแสวงหาอย่างประเสริฐ ได้แก่ การแสวงหาทางดับความทุกข์ ทั้งที่เป็นทุกข์ประจำสังขาร หรือทุกข์อื่นใด ล้วนไม่เป็นที่พึงประสงค์ของใครๆ มนุษย์ทั้งหลายทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงแสวงหาทางดับทุกข์เหล่านั้น ทางดับทุกข์ดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง พระบรมศาสดาทรงตรัสความจริงอย่างประเสริฐ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เมื่อดำเนินตามหลักความจริงนี้แล้ว ย่อมสามารถสลัดออกจากกองทุกข์ สละภพ สละชาติได้ คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกต่อไป การแสวงหาอย่างนี้เรียกว่า การแสวงหาอย่างประเสริฐ 2.การแสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ ได้แก่ การแสวงหาที่เป็นไปตามคดีโลก เช่น การแสวงหาเกียรติยศ ลาภ สุข สรรเสริญ ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของชาวโลก จึงมีการดิ้นรนแสวงหากันมาก ถ้าผู้ใดแสวงหาไม่รู้ประมาณ แสวงหาในทางที่ไม่ถูกต้อง ความทุกข์ ความเดือดร้อนก็จักเกิดมีแก่ผู้นั้น
ประการ ที่ 2 ประมาณในการรับ การรับเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการ โดยเฉพาะในสิ่งที่น่าปรารถนา จะเห็นได้ว่าเมื่อตอนที่เราเป็นเด็ก อยู่ในฐานะที่จะรับการอนุเคราะห์สงเคราะห์จากบิดามารดา แต่เมื่อเติบโตขึ้นมา มีการศึกษา มีงานทำแล้ว จะเป็นผู้รับฝ่ายเดียวดูจะไม่สมควร เพราะการคอยแบมือรับจากบิดามารดาอยู่ร่ำไปก็เป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต ฉะนั้นจึงควรเป็นผู้รู้ประมาณในการรับ รู้ฐานะของตน การรู้จักความพอดี พอประมาณนั้น จะเป็นสื่อสร้างความนิยมชมชอบ เป็นที่เมตตาเอ็นดูของผู้ให้
ประการ ที่ 3 ประมาณในการบริโภค การรับประทานและการใช้สอยต้องรู้จักประมาณในการบริโภคใช้สอย การบริโภคอาหารนั้นไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป คือควรกินอย่างพอประมาณ กินอย่างมีสติ ไม่มัวเมาในรสอาหาร ส่วนการใช้สอยทรัพย์ควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสูด โดยยึดหลักการเลี้ยงชีวิตพอสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่สุรุ่ยสุร่าย
ฉะนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลายควรเป็นผู้รู้จักประมาณ คือความพอดี รู้ประมาณทั้งในการแสวงหา ทั้งในการรับ ทั้งในการบริโภคใช้สอย ให้พอดี พอเหมาะ พอควร ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข ไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจในที่ทุกสถานในกาล ทุกเมื่อ
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร / www.watdevaraj.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting
Citizen's Property From Khaosod
คุณสมบัติพลเมือง
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
ชาว ไทยทุกคนได้นามว่าเป็นพลเมือง อันหมายความว่าผู้เป็นกำลังของเมือง เมืองไทยจะทรงอยู่ได้ก็ต้องอาศัยชาวไทยทุกคนเป็นกำลังเป็นเรี่ยวแรงช่วยกัน พยุงไว้ไม่ให้ล่มจม ชาวไทยทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองของประเทศชาติและพระศาสนา ก็เพราะทำหน้าที่ของพลเมืองโดยสมบูรณ์ ทำตนให้พร้อมมูลด้วยคุณสมบัติ ของพลเมือง 3 ประการด้วยกันคือ 1.ความเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ 2.ความเป็นผู้มีเกียรติ 3.ความเป็นผู้มีไมตรีต่อกัน
ประการที่ 1 ความเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สมบัติในที่นี้ ท่านประสงค์เอาเฉพาะพัสดุ จำแนกออกเป็น 2 สิ่งคือ 1.ที่เป็นทรัพย์โดยตรง เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้สอย เป็นต้น จัดเป็นโภคทรัพย์ 2.สิ่งที่เป็นกลางสำหรับแลกเปลี่ยนโภคทรัพย์นั้น ได้แก่ เงินตรา เป็นต้น จัดเป็นธนทรัพย์ ทรัพย์เป็นกำลังในอันจะยังกิจ ที่จะพึงทำให้สำเร็จ ทั้งในส่วนของบุคคลและในส่วนของประเทศชาติ ในส่วนของบุคคล เช่น การเลี้ยงตน เลี้ยงครอบครัว สงเคราะห์ญาติ มิตร ทำบุญทำทาน เป็นต้น ในส่วนของประเทศชาติ เช่น การบำรุงให้ประเทศชาติเจริญ เสียภาษีอากร เป็นต้น กิจเหล่านี้ต้องอาศัยทรัพย์เข้ามาอุดหนุนเป็นส่วนใหญ่ อีกอย่างหนึ่ง การที่เราจะได้ทรัพย์มานั้น สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสไว้ว่า ต้องเป็นคนขยัน ทำให้เหมาะเจาะแก่กาลเทศะ และความเป็นผู้เอาใจใส่ไม่ทอดธุระ ย่อมหาทรัพย์ได้
ประการที่ 2 ความเป็นผู้มีเกียรติ หมายความว่า การอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ ควรทำตนให้เป็นคนดี สมควรที่เขาจะพึงยกย่องนับถือ ถ้ายิ่งทำอุปการะให้แก่หมู่คณะด้วย ก็ยิ่งจะช่วยเพิ่มความนับถือของชุมชน นั้นจัดเป็นเกียรติ คือ ชื่อเสียงดี และเกียรตินั้นจะเกิดมีด้วยการดำเนินตนให้มีคุณสมบัติทัดเทียมกัน มีความเพียรหาเลี้ยงชีพของตนและครอบครัว มีสติรู้จักระมัดระวังรอบด้าน สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสว่า คนย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ จะเห็นได้ว่า ผู้มีความซื่อสัตย์ มีวาจาเชื่อถือได้ ให้ปฏิญญาแก่ใครแล้ว ไม่กลับคำเสีย ไม่คิดร้ายต่อพวกพ้องและแผ่นดินถิ่นที่อยู่อาศัย บุคคลเช่นนี้ย่อมสามารถทำตนให้เป็นประโยชน์แก่หมู่คณะได้เป็นอย่างดี จึงนับว่าเป็นผู้มีเกียรติอย่างแท้จริง ฉะนั้น ผู้เป็นพลเมืองของประเทศชาติทุกคนจึงควรสร้างตนให้มีหลักฐาน มีความซื่อสัตย์สุจริต จึงสามารถ เป็นกำลังของบ้านเมืองได้โดยแท้
ประการ ที่ 3 ความเป็นผู้มีไมตรีต่อกัน คือ ความเป็นมิตรสหายกัน คนที่ไร้มิตรเมื่อมีกิจเกิดขึ้นก็ต้องขวนขวายทำตามลำพัง คนที่มีมิตรมากเพียงใด ชื่อว่า มีกำลังเพียงนั้น อีกอย่างหนึ่งไมตรีจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยธรรม 4 ประการคือ 1.ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กัน 2.เจรจากันด้วยคำไพเราะ 3.ช่วยกันทำกิจต่างๆ 4.วางตนสนิทสนมโดยความเป็นกันเอง ธรรม 4 ประการนี้ ผู้ฉลาดรู้จักใช้ให้เหมาะแก่กาลเวลาย่อมสามารถผูกไมตรีกับคนทั้งหลาย
คุณสมบัติ พลเมือง 3 ประการ คือ ความเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ ความเป็นผู้มีเกียรติ และความมีไมตรีต่อกัน ย่อมเป็นกำลังตั้งมั่นแห่งประเทศชาติ พลเมืองของประเทศชาติสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ย่อมพาให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ไม่เสื่อมถอยตกต่ำตลอดไป
พระเทพคุณาภรณ์
(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร
www.watdevaraj.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
ชาว ไทยทุกคนได้นามว่าเป็นพลเมือง อันหมายความว่าผู้เป็นกำลังของเมือง เมืองไทยจะทรงอยู่ได้ก็ต้องอาศัยชาวไทยทุกคนเป็นกำลังเป็นเรี่ยวแรงช่วยกัน พยุงไว้ไม่ให้ล่มจม ชาวไทยทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองของประเทศชาติและพระศาสนา ก็เพราะทำหน้าที่ของพลเมืองโดยสมบูรณ์ ทำตนให้พร้อมมูลด้วยคุณสมบัติ ของพลเมือง 3 ประการด้วยกันคือ 1.ความเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ 2.ความเป็นผู้มีเกียรติ 3.ความเป็นผู้มีไมตรีต่อกัน
ประการที่ 1 ความเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สมบัติในที่นี้ ท่านประสงค์เอาเฉพาะพัสดุ จำแนกออกเป็น 2 สิ่งคือ 1.ที่เป็นทรัพย์โดยตรง เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้สอย เป็นต้น จัดเป็นโภคทรัพย์ 2.สิ่งที่เป็นกลางสำหรับแลกเปลี่ยนโภคทรัพย์นั้น ได้แก่ เงินตรา เป็นต้น จัดเป็นธนทรัพย์ ทรัพย์เป็นกำลังในอันจะยังกิจ ที่จะพึงทำให้สำเร็จ ทั้งในส่วนของบุคคลและในส่วนของประเทศชาติ ในส่วนของบุคคล เช่น การเลี้ยงตน เลี้ยงครอบครัว สงเคราะห์ญาติ มิตร ทำบุญทำทาน เป็นต้น ในส่วนของประเทศชาติ เช่น การบำรุงให้ประเทศชาติเจริญ เสียภาษีอากร เป็นต้น กิจเหล่านี้ต้องอาศัยทรัพย์เข้ามาอุดหนุนเป็นส่วนใหญ่ อีกอย่างหนึ่ง การที่เราจะได้ทรัพย์มานั้น สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสไว้ว่า ต้องเป็นคนขยัน ทำให้เหมาะเจาะแก่กาลเทศะ และความเป็นผู้เอาใจใส่ไม่ทอดธุระ ย่อมหาทรัพย์ได้
ประการที่ 2 ความเป็นผู้มีเกียรติ หมายความว่า การอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ ควรทำตนให้เป็นคนดี สมควรที่เขาจะพึงยกย่องนับถือ ถ้ายิ่งทำอุปการะให้แก่หมู่คณะด้วย ก็ยิ่งจะช่วยเพิ่มความนับถือของชุมชน นั้นจัดเป็นเกียรติ คือ ชื่อเสียงดี และเกียรตินั้นจะเกิดมีด้วยการดำเนินตนให้มีคุณสมบัติทัดเทียมกัน มีความเพียรหาเลี้ยงชีพของตนและครอบครัว มีสติรู้จักระมัดระวังรอบด้าน สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสว่า คนย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ จะเห็นได้ว่า ผู้มีความซื่อสัตย์ มีวาจาเชื่อถือได้ ให้ปฏิญญาแก่ใครแล้ว ไม่กลับคำเสีย ไม่คิดร้ายต่อพวกพ้องและแผ่นดินถิ่นที่อยู่อาศัย บุคคลเช่นนี้ย่อมสามารถทำตนให้เป็นประโยชน์แก่หมู่คณะได้เป็นอย่างดี จึงนับว่าเป็นผู้มีเกียรติอย่างแท้จริง ฉะนั้น ผู้เป็นพลเมืองของประเทศชาติทุกคนจึงควรสร้างตนให้มีหลักฐาน มีความซื่อสัตย์สุจริต จึงสามารถ เป็นกำลังของบ้านเมืองได้โดยแท้
ประการ ที่ 3 ความเป็นผู้มีไมตรีต่อกัน คือ ความเป็นมิตรสหายกัน คนที่ไร้มิตรเมื่อมีกิจเกิดขึ้นก็ต้องขวนขวายทำตามลำพัง คนที่มีมิตรมากเพียงใด ชื่อว่า มีกำลังเพียงนั้น อีกอย่างหนึ่งไมตรีจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยธรรม 4 ประการคือ 1.ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กัน 2.เจรจากันด้วยคำไพเราะ 3.ช่วยกันทำกิจต่างๆ 4.วางตนสนิทสนมโดยความเป็นกันเอง ธรรม 4 ประการนี้ ผู้ฉลาดรู้จักใช้ให้เหมาะแก่กาลเวลาย่อมสามารถผูกไมตรีกับคนทั้งหลาย
คุณสมบัติ พลเมือง 3 ประการ คือ ความเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ ความเป็นผู้มีเกียรติ และความมีไมตรีต่อกัน ย่อมเป็นกำลังตั้งมั่นแห่งประเทศชาติ พลเมืองของประเทศชาติสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ย่อมพาให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ไม่เสื่อมถอยตกต่ำตลอดไป
พระเทพคุณาภรณ์
(โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร
www.watdevaraj.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting
วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
That's what friends are for.
And i, never thought I'd feel this way
And as far as I'm concerned
I'm glad I've got a chance to to say
That I do believe I love you
And if i, I should ever go away
Well than close your eyes
And try to feel the way we do today
And then if you can't remember
Keep smiling (smiling)
Keep shining (shining)
Knowing you can always count on me
For sure
That's what friends are for
For the good times (good times)
And the bad times (bad times)
I'll be on your side forevermore
That's what friends are for
Yeah
And i, though you heard it all before
Well I'll tell you one more time
So I can be completely sure
So you know how much I love
And if I should ever go away
Well then close your eyes and try
To feel the way we feel this day
And then if you can't remember
Keep smiling (smiling)
Keep shining (shining)
Knowing you can always count on me
For sure
That's what friends are for
Oh in good times (good times)
And in bad times (bad times)
I'll be on your side forevermore
That's what friends are for
And as far as I'm concerned
I'm glad I've got a chance to to say
That I do believe I love you
And if i, I should ever go away
Well than close your eyes
And try to feel the way we do today
And then if you can't remember
Keep smiling (smiling)
Keep shining (shining)
Knowing you can always count on me
For sure
That's what friends are for
For the good times (good times)
And the bad times (bad times)
I'll be on your side forevermore
That's what friends are for
Yeah
And i, though you heard it all before
Well I'll tell you one more time
So I can be completely sure
So you know how much I love
And if I should ever go away
Well then close your eyes and try
To feel the way we feel this day
And then if you can't remember
Keep smiling (smiling)
Keep shining (shining)
Knowing you can always count on me
For sure
That's what friends are for
Oh in good times (good times)
And in bad times (bad times)
I'll be on your side forevermore
That's what friends are for
วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
That's what friends are for (1) ? Khaosod
'เพื่อน' สิ่งสำคัญในชีวิต (ตอนที่ ๑)
โลกนี้ไม่สิ้นกลิ้นธรรม
ศิษย์อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก-พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา
อันเพื่อนดี มีหนึ่ง ถึงจะน้อย
ดีกว่าร้อย เพื่อนคิด ริษยา
เปรียบเหมือนเกลือ มีน้อย ด้อยราคา
ยังดีกว่า น้ำเค็ม เต็มทะเลฯ
ลอน โบราณบทนี้ ติดหูผมมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือชั้น ม.ต้น คงเพราะ "โดนใจ" มาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน ด้วยชีวิตครอบครัวที่ไม่อบอุ่นนัก จึงต้องมีสถาบันเพื่อน เป็นสถาบันหลัก สถาบันหนึ่งในชีวิต ก็ว่าได้
คุณเพ็ญ (ขออนุญาตใช้นามแฝง) แฟนคอลัมน์ท่านหนึ่ง จุดประกายให้ผมเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา แฟนคอลัมน์ของอาจารย์เสฐียรพงษ์นั้น น่ารักทุกท่านครับ หลายคนส่งอีเมล์มาหาผม ขอให้อาจารย์หายไวๆ บ้าง ให้กำลังใจบ้าง แบ่งปันความคิดเห็นเรื่องต่างๆนานา ธรรมะบ้าง ชีวิตบ้าง ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเป็นการกระตุ้นให้โลกนี้ ไม่สิ้นกลิ่นธรรม ได้จริงๆ ครับ แม้ "กลิ่นธรรมะ" หรือ "กลิ่นผู้มีศีล" นั้น จะไม่หอมเตะจมูกเหมือนน้ำหอมแรงๆ หลายยี่ห้อ (ยี่ห้ออะไร ก็นึกกันเองนะครับ เพราะผู้เขียนไม่เคยใช้น้ำหอม) แต่ กลิ่นหอมเย็นใจของผู้มีศีล มีธรรมนั้น หอมทวนลม ไปเป็นระยะไกลหลายร้อยกิโลเมตรทีเดียว ดังนั้น คุณเพ็ญและทุกๆ ท่าน ช่วยสืบต่อแรงโมเมนตัมแห่งกลิ่นธรรมแห่งพระพุทธเจ้าได้จริงๆ ครับ
'เพื่อน' นั้นสำคัญไฉน?
"การคบเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่จะนำชีวิตไปสู่ความเสื่อมความพินาศ หรือสู่ความเจริญงอกงาม พึงหลีกเลี่ยงมิตรเทียมและเลือกคบหาคนที่เป็นมิตรแท้"
(พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ หน้า ๒๗๖)
มันเกี่ยวกับธรรมะยังไง?
"เกี่ยว" แน่นอนครับ เกี่ยวมากๆ ด้วย แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังยกไว้ให้เป็นมงคลต้นๆ ในมงคล ๓๘ สูตรเลยทีเดียว ตามที่เรารู้กันว่า มงคล ๓๘ ค่อยๆ ไล่จากพื้นฐาน ขึ้นไปจนสูงสุดคือ มงคลที่ ๓๘ คือมีจิตเกษม หรือเข้าถึงพระนิพพานนั่นเอง แต่พื้นฐานที่สุดของการจะมั่นใจแน่ว่าเราอยู่บนเส้นทางกระแสแห่งพระนิพพาน ได้แน่ (On track) ไม่หลุดนอกเส้นทางไปได้ ก็ต้องเริ่มด้วยมงคล ๒ ประการแรกนี้ ที่ว่า...
๑.การไม่คบคนพาล (เพื่อนเลว)
๒.เลือกคบบัณฑิต (เพื่อนดี - กัลยาณมิตร)
เห็นไหมครับ พระพุทธองค์ทรงรอบคอบในการชี้ทางเราขนาดไหน ยกให้การไม่คบเพื่อนชั่วๆ ขึ้นมาเป็นอันดับแรก มงคลแรกกันเลย คล้ายๆ กับว่า หากยังหาเพื่อนดีๆ กัลยาณ มิตรในการคบหาไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะคบเพื่อนชั่วๆ เพื่อนเลวๆ ไปพลางๆ ก่อนอยู่ดี คือให้อยู่คนเดียวไปก่อนดีกว่าหลวมตัวไปคบคนเลว ว่างั้น
แต่หากใครได้ศึกษาพระพุทธพจน์หรือในพระสูตรก็ดี มีหลายบท ก็กล่าวไว้ ว่าเพื่อนที่ดี หรือกัลยาณมิตร ที่เราฝากผีฝากไข้ ฝากเป็นฝากตายได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ และกัลยาณมิตรองค์ที่ประเสริฐที่สุดที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ถือเป็นหลัก ก็คือพระพุทธองค์นั่นเอง
"จงมีพระพุทธเจ้าเป็นดั่งกัลยาณมิตร"
เรื่องแบบนี้ ผมไม่ได้พูดเอาเองนะครับ พระพรหมคุณาภรณ์ท่านก็มีบัญญัติไว้ในประมวลศัพท์ (เล่มดังกล่าวข้างต้น) เช่นกัน...
กัลยาณมิตร คืออะไร "กัลยาณมิตร" คือบุคคลที่ช่วยชี้แนวทาง ชักจูงตลอดจนแนะนำสั่งสอน ชักนำผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ให้ประสบผลดี และความสุข ให้เจริญก้าวหน้า ให้พัฒนาในธรรม แม้จะเป็นบุคคลเสมอกัน (เช่น เพื่อนฝูง) หรือเป็นมารดา บิดา ครูอาจารย์ ตลอดทั้งพระสงฆ์ จนถึงพระพุทธเจ้า ก็นับว่าเป็นเพื่อน แต่เป็นเพื่อนใจดี เพื่อนมีธรรม
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตผมจึงถือเอา "พระพุทธเจ้า" เป็นกัลยาณ มิตร อย่างท่านอาจารย์พุทธทาส เป็นต้น เป็นกัลยาณ มิตร ชีวิตจึงไม่เปล่าเปลี่ยว เงียบเหงาวังเวง แม้ขณะปลีกวิเวกอยู่ลำพังในป่าเขาลำเนาไพรก็ตาม
ดูยังไง ใครเป็นกัลยาณมิตร?
กัลยาณมิตรมีคุณสมบัติที่เรียกว่า "กัลยาณมิตรธรรม" หรือ ธรรมของกัลยาณมิตรมี ๗ ประการ คือ
๑.ปิโย คือ น่ารัก ด้วยมีเมตตา เป็นที่สบายจิตสนิทใจ ชวนอยากเข้าไปหา
๒.ครุ คือ น่าเคารพ ด้วยประพฤติหนักแน่นเป็นที่พึ่งอาศัย ได้ ให้รู้สึกอบอุ่นใจ
๓.ภาวนีโย คือ เจริญใจ ด้วยความเป็นผู้ฝึกฝนปรับปรุงตน (ภาวนา) ควรเอาอย่าง ให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ
๔.วัตตา คือ รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี
๕.วจนกฺขโม คือ อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถาม ตลอดจนคำเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์
๖.คมฺภีรญฺจกถํ กตฺตา คือ แถลงเรื่องลึกล้ำได้ สามารถอธิบายเรื่องลึกลับซับซ้อนให้เข้าใจ และสอนให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป
๗.โน จฏฺฐาเน นิโยชเย คือ ไม่ชักนำไปอฐาน ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือเหลวไหลไม่สมควร
อ่าน ครบ ๗ คุณสมบัติของกัลยาณมิตรจบแล้ว อย่าเพิ่งทอดถอนใจ ว่า เฮ้อ...ในชีวิตนี้ อยู่มาจนจะเข้าโลงอยู่แล้ว ยังหาไม่มีเลย...โปรดอย่าคิดแบบนั้น ให้คิดใหม่ว่า...
อย่างน้อยตอนนี้ เราก็รู้คุณสมบัติของกัลยาณมิตรทั้ง ๗ แล้ว แม้จะหาไม่มีเพื่อนคนไหนเป็นแบบนั้น เราก็ควรเริ่มต้นใหม่เสียแต่บัดนี้ โดยทำตัวท่านเองนั่นแหละ ให้เป็นกัลยาณมิตรต่อผู้อื่น โดยเริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน อย่างนี้จึงจะเรียก คิดบวก (Positive Thinking) แล้ว มันจะค่อยๆ เกิดแรงเหวี่ยง หรือโมเมนตัม รอบๆ ตัวคุณจะเริ่มตระหนักในความดีของคุณ นับเอาคุณเป็นหนึ่งในกัลยาณมิตรของเขา แล้วเพื่อนดีๆ จะดึงดูดซึ่งกันและกัน อันเป็นตรรกะเดียวกันกับเพื่อนเลวๆ ก็ดึงดูดซึ่งกัน ดังภาษิตที่ว่า...ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมารวมกัน ฉันใดก็ฉันนั้น นั่นเอง
โลกนี้ไม่สิ้นกลิ้นธรรม
ศิษย์อาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก-พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา
อันเพื่อนดี มีหนึ่ง ถึงจะน้อย
ดีกว่าร้อย เพื่อนคิด ริษยา
เปรียบเหมือนเกลือ มีน้อย ด้อยราคา
ยังดีกว่า น้ำเค็ม เต็มทะเลฯ
ลอน โบราณบทนี้ ติดหูผมมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือชั้น ม.ต้น คงเพราะ "โดนใจ" มาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน ด้วยชีวิตครอบครัวที่ไม่อบอุ่นนัก จึงต้องมีสถาบันเพื่อน เป็นสถาบันหลัก สถาบันหนึ่งในชีวิต ก็ว่าได้
คุณเพ็ญ (ขออนุญาตใช้นามแฝง) แฟนคอลัมน์ท่านหนึ่ง จุดประกายให้ผมเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา แฟนคอลัมน์ของอาจารย์เสฐียรพงษ์นั้น น่ารักทุกท่านครับ หลายคนส่งอีเมล์มาหาผม ขอให้อาจารย์หายไวๆ บ้าง ให้กำลังใจบ้าง แบ่งปันความคิดเห็นเรื่องต่างๆนานา ธรรมะบ้าง ชีวิตบ้าง ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเป็นการกระตุ้นให้โลกนี้ ไม่สิ้นกลิ่นธรรม ได้จริงๆ ครับ แม้ "กลิ่นธรรมะ" หรือ "กลิ่นผู้มีศีล" นั้น จะไม่หอมเตะจมูกเหมือนน้ำหอมแรงๆ หลายยี่ห้อ (ยี่ห้ออะไร ก็นึกกันเองนะครับ เพราะผู้เขียนไม่เคยใช้น้ำหอม) แต่ กลิ่นหอมเย็นใจของผู้มีศีล มีธรรมนั้น หอมทวนลม ไปเป็นระยะไกลหลายร้อยกิโลเมตรทีเดียว ดังนั้น คุณเพ็ญและทุกๆ ท่าน ช่วยสืบต่อแรงโมเมนตัมแห่งกลิ่นธรรมแห่งพระพุทธเจ้าได้จริงๆ ครับ
'เพื่อน' นั้นสำคัญไฉน?
"การคบเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่จะนำชีวิตไปสู่ความเสื่อมความพินาศ หรือสู่ความเจริญงอกงาม พึงหลีกเลี่ยงมิตรเทียมและเลือกคบหาคนที่เป็นมิตรแท้"
(พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ หน้า ๒๗๖)
มันเกี่ยวกับธรรมะยังไง?
"เกี่ยว" แน่นอนครับ เกี่ยวมากๆ ด้วย แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังยกไว้ให้เป็นมงคลต้นๆ ในมงคล ๓๘ สูตรเลยทีเดียว ตามที่เรารู้กันว่า มงคล ๓๘ ค่อยๆ ไล่จากพื้นฐาน ขึ้นไปจนสูงสุดคือ มงคลที่ ๓๘ คือมีจิตเกษม หรือเข้าถึงพระนิพพานนั่นเอง แต่พื้นฐานที่สุดของการจะมั่นใจแน่ว่าเราอยู่บนเส้นทางกระแสแห่งพระนิพพาน ได้แน่ (On track) ไม่หลุดนอกเส้นทางไปได้ ก็ต้องเริ่มด้วยมงคล ๒ ประการแรกนี้ ที่ว่า...
๑.การไม่คบคนพาล (เพื่อนเลว)
๒.เลือกคบบัณฑิต (เพื่อนดี - กัลยาณมิตร)
เห็นไหมครับ พระพุทธองค์ทรงรอบคอบในการชี้ทางเราขนาดไหน ยกให้การไม่คบเพื่อนชั่วๆ ขึ้นมาเป็นอันดับแรก มงคลแรกกันเลย คล้ายๆ กับว่า หากยังหาเพื่อนดีๆ กัลยาณ มิตรในการคบหาไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะคบเพื่อนชั่วๆ เพื่อนเลวๆ ไปพลางๆ ก่อนอยู่ดี คือให้อยู่คนเดียวไปก่อนดีกว่าหลวมตัวไปคบคนเลว ว่างั้น
แต่หากใครได้ศึกษาพระพุทธพจน์หรือในพระสูตรก็ดี มีหลายบท ก็กล่าวไว้ ว่าเพื่อนที่ดี หรือกัลยาณมิตร ที่เราฝากผีฝากไข้ ฝากเป็นฝากตายได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ และกัลยาณมิตรองค์ที่ประเสริฐที่สุดที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ถือเป็นหลัก ก็คือพระพุทธองค์นั่นเอง
"จงมีพระพุทธเจ้าเป็นดั่งกัลยาณมิตร"
เรื่องแบบนี้ ผมไม่ได้พูดเอาเองนะครับ พระพรหมคุณาภรณ์ท่านก็มีบัญญัติไว้ในประมวลศัพท์ (เล่มดังกล่าวข้างต้น) เช่นกัน...
กัลยาณมิตร คืออะไร "กัลยาณมิตร" คือบุคคลที่ช่วยชี้แนวทาง ชักจูงตลอดจนแนะนำสั่งสอน ชักนำผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ให้ประสบผลดี และความสุข ให้เจริญก้าวหน้า ให้พัฒนาในธรรม แม้จะเป็นบุคคลเสมอกัน (เช่น เพื่อนฝูง) หรือเป็นมารดา บิดา ครูอาจารย์ ตลอดทั้งพระสงฆ์ จนถึงพระพุทธเจ้า ก็นับว่าเป็นเพื่อน แต่เป็นเพื่อนใจดี เพื่อนมีธรรม
ด้วยเหตุนี้ ชีวิตผมจึงถือเอา "พระพุทธเจ้า" เป็นกัลยาณ มิตร อย่างท่านอาจารย์พุทธทาส เป็นต้น เป็นกัลยาณ มิตร ชีวิตจึงไม่เปล่าเปลี่ยว เงียบเหงาวังเวง แม้ขณะปลีกวิเวกอยู่ลำพังในป่าเขาลำเนาไพรก็ตาม
ดูยังไง ใครเป็นกัลยาณมิตร?
กัลยาณมิตรมีคุณสมบัติที่เรียกว่า "กัลยาณมิตรธรรม" หรือ ธรรมของกัลยาณมิตรมี ๗ ประการ คือ
๑.ปิโย คือ น่ารัก ด้วยมีเมตตา เป็นที่สบายจิตสนิทใจ ชวนอยากเข้าไปหา
๒.ครุ คือ น่าเคารพ ด้วยประพฤติหนักแน่นเป็นที่พึ่งอาศัย ได้ ให้รู้สึกอบอุ่นใจ
๓.ภาวนีโย คือ เจริญใจ ด้วยความเป็นผู้ฝึกฝนปรับปรุงตน (ภาวนา) ควรเอาอย่าง ให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ
๔.วัตตา คือ รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี
๕.วจนกฺขโม คือ อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถาม ตลอดจนคำเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์
๖.คมฺภีรญฺจกถํ กตฺตา คือ แถลงเรื่องลึกล้ำได้ สามารถอธิบายเรื่องลึกลับซับซ้อนให้เข้าใจ และสอนให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป
๗.โน จฏฺฐาเน นิโยชเย คือ ไม่ชักนำไปอฐาน ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือเหลวไหลไม่สมควร
อ่าน ครบ ๗ คุณสมบัติของกัลยาณมิตรจบแล้ว อย่าเพิ่งทอดถอนใจ ว่า เฮ้อ...ในชีวิตนี้ อยู่มาจนจะเข้าโลงอยู่แล้ว ยังหาไม่มีเลย...โปรดอย่าคิดแบบนั้น ให้คิดใหม่ว่า...
อย่างน้อยตอนนี้ เราก็รู้คุณสมบัติของกัลยาณมิตรทั้ง ๗ แล้ว แม้จะหาไม่มีเพื่อนคนไหนเป็นแบบนั้น เราก็ควรเริ่มต้นใหม่เสียแต่บัดนี้ โดยทำตัวท่านเองนั่นแหละ ให้เป็นกัลยาณมิตรต่อผู้อื่น โดยเริ่มจากคนใกล้ตัวก่อน อย่างนี้จึงจะเรียก คิดบวก (Positive Thinking) แล้ว มันจะค่อยๆ เกิดแรงเหวี่ยง หรือโมเมนตัม รอบๆ ตัวคุณจะเริ่มตระหนักในความดีของคุณ นับเอาคุณเป็นหนึ่งในกัลยาณมิตรของเขา แล้วเพื่อนดีๆ จะดึงดูดซึ่งกันและกัน อันเป็นตรรกะเดียวกันกับเพื่อนเลวๆ ก็ดึงดูดซึ่งกัน ดังภาษิตที่ว่า...ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมารวมกัน ฉันใดก็ฉันนั้น นั่นเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)