พระ พุทธเจ้า เคยตรัสว่า พระภิกษุทุกรูป จะต้อง "ยถาวาที ตถาการี" หรือ "ยถาการี ตถาวาที" แปลว่า ต้องพูดอย่างที่ทำ ต้องทำอย่างที่พูด หรือ ต้องทำอย่างที่สอน ต้องสอนอย่างที่ทำ แก่นของพุทธศาสนสุภาษิต ก็คือ ทรงต้องการมุ่งให้พุทธศาสนิกชนนั้น เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ต่อหน้าอย่างไร ลับหลังก็อย่างนั้น ไม่ใช่คนที่ตีสองหน้า
หลัก ประการต่อมา ตรัสไว้ในทศพิธราชธรรม คือ หลักธรรมาภิบาลของผู้นำ ผู้นำต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ไม่โกงทั้งต่อหน้า ทั้งลับหลัง ไม่โกงทั้งด้วยความคิด ทั้งด้วยวาจา และด้วยการกระทำ
ทรงยกตัวอย่าง ว่า ผู้นำก็เหมือนโคจ่าฝูง หากโคจ่าฝูงว่ายตรง โคในฝูงก็ว่ายตรง หากโคจ่าฝูงว่ายคด โคในฝูงก็ว่ายคด ผู้นำฉันใด ผู้ตามก็ฉันนั้น ดังนั้น ผู้นำทุกคนจึงต้องถือเอาหลักอาชวะ คือ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นนโยบายที่ หนึ่ง ไม่โกงเอง และสอง ต้องไม่เอื้อให้เกิดบรรยากาศของการโกงและไม่สนับสนุนคนโกง
นอกจาก นี้ ยังกำชับไว้อีกข้อหนึ่งในทศพิธราชธรรมข้อสุดท้ายที่ว่า อวิโรธนะ คือ ผู้นำต้องยึดมั่นอยู่ในความยุติธรรม ในการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องยึดหลักความยุติธรรม กล่าวคือ ไม่มีสองมาตรฐาน กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์สำหรับชนทุกชั้น
วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ทางภาระจำยอม khaosod
ทางภาระจำยอม
คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา
สมชาย สุรชาตรี ผู้อำนวยการสำนักงานศาสนสมบัติ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
กรณีการ โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินวัดไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ให้แก่ส่วน ราชการ ต้องดำเนินการผาติกรรม แต่หากชาวบ้านขอใช้ที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์เป็นทางผ่านเข้าไปยังที่ดินของตน ซึ่งไม่มีทางออก (ที่ตาบอด) หรือมีแต่อยากจะผ่านที่ดินของวัด เพื่อเป็นทางเข้าออก
วัดและชาวบ้านต้องจัดทำสัญญาภาระจำยอม เรียกทางหรือถนนนั้นว่าทางภาระจำยอม
มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาระจำยอมอยู่ 2 ประการด้วยกัน
ประเภท แรก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 บัญญัติว่า "อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม โดยเจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ"
ประการที่สอง มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 18/2540 วันที่ 30 มิถุนายน 2540 มีมติให้วัดต่างๆ ถือปฏิบัติพอสรุปได้ว่า หากวัดใดมีผู้ขอทำสัญญาเช่าที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ของวัด เพื่อเป็นทางเข้าออกไม่ว่าจะกำหนดระยะเวลาเช่ากี่ปีก็ตาม ให้วัดจัดทำในลักษณะสัญญาภาระจำยอมเท่านั้น ในกรณีที่มีผู้ขอทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์
มีขั้นตอนดำเนินการ คือ เจ้าอาวาสจัดส่งแผนที่สังเขป ประกอบด้วย ตำแหน่งที่ตั้งวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ที่ดินแปลงที่ขอทางภาระจำยอม ขนาดกว้างยาวของทางภาระจำยอม ระบุจำนวนเนื้อที่มีมาตราส่วนที่ชัดเจน สำเนาโฉนดที่ดินแปลงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เงินบำรุงวัด หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินที่เป็นปัจจุบัน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือยิน ยอมจากเจ้าอาวาสวัด ผ่านผู้ปกครองสงฆ์ตามลำดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัด เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ
เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งมติให้วัดทราบแล้ว จึงจัดทำสัญญาภาระจำยอม
ข้อ แนะนำสำหรับวัดในการขอทางภาระจำยอม ก็คือ ทางภาระจำยอมซึ่งผ่านที่วัดหรือ ที่ธรณีสงฆ์ควรอยู่ชิดด้านใดด้านหนึ่งของเนื้อที่ทั้งหมด ถ้าผ่านกลางเนื้อที่จะทำให้วัดสูญเสียภูมิทัศน์หรือเสียเนื้อที่ไปโดยไม่จำ เป็น
บางรายผู้ขอทางภาระจำยอมมีที่ดินหลายแปลงที่ติดกับที่ดินวัด แต่แจ้งกับวัดว่ามีโฉนดเดียวแปลงเดียว ทำให้วัดเสียประโยชน์ในการคิดค่าบำรุง
หากส่วนราชการทำถนนผ่านที่วัด เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นสาธารณะ ควรดำเนินการผาติกรรม มิใช่ทางภาระจำยอม ถ้าเอกชนขอทางเข้าออกผ่านที่วัดหรือที่ธรณี สงฆ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องขอทางภาระจำยอม ซึ่งต้องดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 18/2540 ดังได้กล่าวมาแล้ว
คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา
สมชาย สุรชาตรี ผู้อำนวยการสำนักงานศาสนสมบัติ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
กรณีการ โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินวัดไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ให้แก่ส่วน ราชการ ต้องดำเนินการผาติกรรม แต่หากชาวบ้านขอใช้ที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์เป็นทางผ่านเข้าไปยังที่ดินของตน ซึ่งไม่มีทางออก (ที่ตาบอด) หรือมีแต่อยากจะผ่านที่ดินของวัด เพื่อเป็นทางเข้าออก
วัดและชาวบ้านต้องจัดทำสัญญาภาระจำยอม เรียกทางหรือถนนนั้นว่าทางภาระจำยอม
มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาระจำยอมอยู่ 2 ประการด้วยกัน
ประเภท แรก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 บัญญัติว่า "อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม โดยเจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตน หรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้น เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ"
ประการที่สอง มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 18/2540 วันที่ 30 มิถุนายน 2540 มีมติให้วัดต่างๆ ถือปฏิบัติพอสรุปได้ว่า หากวัดใดมีผู้ขอทำสัญญาเช่าที่ดินวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ของวัด เพื่อเป็นทางเข้าออกไม่ว่าจะกำหนดระยะเวลาเช่ากี่ปีก็ตาม ให้วัดจัดทำในลักษณะสัญญาภาระจำยอมเท่านั้น ในกรณีที่มีผู้ขอทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์
มีขั้นตอนดำเนินการ คือ เจ้าอาวาสจัดส่งแผนที่สังเขป ประกอบด้วย ตำแหน่งที่ตั้งวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ที่ดินแปลงที่ขอทางภาระจำยอม ขนาดกว้างยาวของทางภาระจำยอม ระบุจำนวนเนื้อที่มีมาตราส่วนที่ชัดเจน สำเนาโฉนดที่ดินแปลงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เงินบำรุงวัด หนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินที่เป็นปัจจุบัน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือยิน ยอมจากเจ้าอาวาสวัด ผ่านผู้ปกครองสงฆ์ตามลำดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัด เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ
เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งมติให้วัดทราบแล้ว จึงจัดทำสัญญาภาระจำยอม
ข้อ แนะนำสำหรับวัดในการขอทางภาระจำยอม ก็คือ ทางภาระจำยอมซึ่งผ่านที่วัดหรือ ที่ธรณีสงฆ์ควรอยู่ชิดด้านใดด้านหนึ่งของเนื้อที่ทั้งหมด ถ้าผ่านกลางเนื้อที่จะทำให้วัดสูญเสียภูมิทัศน์หรือเสียเนื้อที่ไปโดยไม่จำ เป็น
บางรายผู้ขอทางภาระจำยอมมีที่ดินหลายแปลงที่ติดกับที่ดินวัด แต่แจ้งกับวัดว่ามีโฉนดเดียวแปลงเดียว ทำให้วัดเสียประโยชน์ในการคิดค่าบำรุง
หากส่วนราชการทำถนนผ่านที่วัด เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นสาธารณะ ควรดำเนินการผาติกรรม มิใช่ทางภาระจำยอม ถ้าเอกชนขอทางเข้าออกผ่านที่วัดหรือที่ธรณี สงฆ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องขอทางภาระจำยอม ซึ่งต้องดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 18/2540 ดังได้กล่าวมาแล้ว
บทสวดพระปริตร khaosod
บทสวดพระปริตร
คอลัมน์ ศาลาวัด
บท สวดที่ผู้คนนิยมสวดกันทั่วไป นอกจาก "คาถาชินบัญชร" แล้ว ยังมี "บทสวดพระปริตร" ที่มีพลานุภาพครบถ้วน ทั้งเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดปลอดภัย ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำ ปริตร (ปะหฺริด) ว่า ความต้านทาน, เครื่องป้องกัน ดังนั้น พระปริตร จึงมีความหมายว่า บทสวดเจริญพระพุทธมนต์ที่เป็นเครื่องป้องกันสิ่งอัปมงคลต่างๆ
บทสวด พระปริตร ได้จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ บทสวดเจ็ดตำนาน มี 7 พระปริตร คือ 1.มังคลปริตร 2.รัตนปริตร 3.เมตตปริตร 4.ขันธปริตร 5.โมรปริตร 6.ธชัคคปริตร 7.อาฏานาฏิยปริตร
ส่วนบทสวดสิบสองตำนาน โดยเพิ่มจากเจ็ดตำนานอีก 5 พระปริตร คือ 1.วัฏฏกปริตร 2.อังคุลิมาลปริตร 3.โพชฌังคปริตร 4.อภยปริตร 5.ชัยปริตร รวมเป็น 12 พระปริตร
นอกจากนี้ พระปริตรยังปรากฏอยู่ในคัมภีร์มิลินทปัญหา วิสุทธิมรรค และอรรถกถาต่างๆ โดยเพิ่มบทอิสิคิลิปริตร เป็นอีกหนึ่งพระปริตร
แต่ พระปริตรที่ปรากฏในบทสวดมนต์ไทย ฉบับปัจจุบันมี 12 พระปริตรเท่านั้น เนื่องจากบทอิสิคิลิปริตร เป็นพระปริตรที่กล่าวถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น ต่างกับพระปริตรอื่นที่แสดงคุณของพระรัตนตรัย
ในสมัยพุทธกาล เด็กคนหนึ่งจะถูกยักษ์จับกินภายใน 7 วัน พระพุทธองค์ ทรงแนะนำให้พระภิกษุสวดพระปริตรตลอดเจ็ดคืน และพระองค์ได้เสร็จไปสวดด้วยพระองค์เอง พอคืนที่แปด เด็กนั้นสามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติของอมนุษย์นั้นได้ มีอายุถึง 120 ปี มารดาจึงตั้งชื่อว่า อายุวัฑฒนกุมาร แปลว่า เด็กผู้มีอายุยืน ด้วยเหตุรอดพ้นจากอันตรายดังกล่าว
พระเถรานุเถระ ได้ให้คำแนะนำว่า การสวดและสดับฟังพระปริตรจะมีอานุภาพมาก เมื่อผู้สวดพระปริตรเพียบพร้อมด้วยหลัก 3 ประการคือ
1.ต้องตั้งจิตใจให้มีเมตตา โดยมุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟัง
2.ต้องสวดไม่ผิด ออกเสียงพยัญชนะ สระ ตัวสะกดไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม และรู้ความหมายของบทสวด
3.ไม่ เคยทำอนันตริยกรรม คือ ฆ่ามารดา บิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงห้อพระโลหิต และทำสังฆเภท อีกทั้งต้องมีความเชื่อมั่นในอานุภาพพระปริตร สามารถคุ้มครองผู้ฟังได้
สำหรับผู้มีเวลาน้อย ควรสวดพระปริตรที่สั้นและสำคัญ ควรสวดพระปริตร 4 บท คือ เมตตปริตร ขันธปริตร โมรปริตร และอาฏานาฏิยปริตร
ส่วนผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือเจ็บป่วย ควรสวดโพชฌังคปริตร
ทั้งนี้ บทสวดมนต์พระปริตร มีอยู่ในหนังสือ 'มนต์พิธี' สามารถซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปหรือตามร้านสังฆภัณฑ์ทั่วไป
คอลัมน์ ศาลาวัด
บท สวดที่ผู้คนนิยมสวดกันทั่วไป นอกจาก "คาถาชินบัญชร" แล้ว ยังมี "บทสวดพระปริตร" ที่มีพลานุภาพครบถ้วน ทั้งเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดปลอดภัย ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำ ปริตร (ปะหฺริด) ว่า ความต้านทาน, เครื่องป้องกัน ดังนั้น พระปริตร จึงมีความหมายว่า บทสวดเจริญพระพุทธมนต์ที่เป็นเครื่องป้องกันสิ่งอัปมงคลต่างๆ
บทสวด พระปริตร ได้จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ บทสวดเจ็ดตำนาน มี 7 พระปริตร คือ 1.มังคลปริตร 2.รัตนปริตร 3.เมตตปริตร 4.ขันธปริตร 5.โมรปริตร 6.ธชัคคปริตร 7.อาฏานาฏิยปริตร
ส่วนบทสวดสิบสองตำนาน โดยเพิ่มจากเจ็ดตำนานอีก 5 พระปริตร คือ 1.วัฏฏกปริตร 2.อังคุลิมาลปริตร 3.โพชฌังคปริตร 4.อภยปริตร 5.ชัยปริตร รวมเป็น 12 พระปริตร
นอกจากนี้ พระปริตรยังปรากฏอยู่ในคัมภีร์มิลินทปัญหา วิสุทธิมรรค และอรรถกถาต่างๆ โดยเพิ่มบทอิสิคิลิปริตร เป็นอีกหนึ่งพระปริตร
แต่ พระปริตรที่ปรากฏในบทสวดมนต์ไทย ฉบับปัจจุบันมี 12 พระปริตรเท่านั้น เนื่องจากบทอิสิคิลิปริตร เป็นพระปริตรที่กล่าวถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น ต่างกับพระปริตรอื่นที่แสดงคุณของพระรัตนตรัย
ในสมัยพุทธกาล เด็กคนหนึ่งจะถูกยักษ์จับกินภายใน 7 วัน พระพุทธองค์ ทรงแนะนำให้พระภิกษุสวดพระปริตรตลอดเจ็ดคืน และพระองค์ได้เสร็จไปสวดด้วยพระองค์เอง พอคืนที่แปด เด็กนั้นสามารถรอดพ้นจากภัยพิบัติของอมนุษย์นั้นได้ มีอายุถึง 120 ปี มารดาจึงตั้งชื่อว่า อายุวัฑฒนกุมาร แปลว่า เด็กผู้มีอายุยืน ด้วยเหตุรอดพ้นจากอันตรายดังกล่าว
พระเถรานุเถระ ได้ให้คำแนะนำว่า การสวดและสดับฟังพระปริตรจะมีอานุภาพมาก เมื่อผู้สวดพระปริตรเพียบพร้อมด้วยหลัก 3 ประการคือ
1.ต้องตั้งจิตใจให้มีเมตตา โดยมุ่งประโยชน์แก่ผู้ฟัง
2.ต้องสวดไม่ผิด ออกเสียงพยัญชนะ สระ ตัวสะกดไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม และรู้ความหมายของบทสวด
3.ไม่ เคยทำอนันตริยกรรม คือ ฆ่ามารดา บิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงห้อพระโลหิต และทำสังฆเภท อีกทั้งต้องมีความเชื่อมั่นในอานุภาพพระปริตร สามารถคุ้มครองผู้ฟังได้
สำหรับผู้มีเวลาน้อย ควรสวดพระปริตรที่สั้นและสำคัญ ควรสวดพระปริตร 4 บท คือ เมตตปริตร ขันธปริตร โมรปริตร และอาฏานาฏิยปริตร
ส่วนผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือเจ็บป่วย ควรสวดโพชฌังคปริตร
ทั้งนี้ บทสวดมนต์พระปริตร มีอยู่ในหนังสือ 'มนต์พิธี' สามารถซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปหรือตามร้านสังฆภัณฑ์ทั่วไป
บำเพ็ญบุญ khaosod
บำเพ็ญบุญ
คอลัมน์ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430
ขึ้น ชื่อว่าบุญ เป็นเรื่องที่สาธุชนควรประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ถ้ารู้จักบำเพ็ญให้ถูกทางถูกหลักแล้ว ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญจริงๆ มิใช่ว่าจะมีบุญเฉพาะแต่ชื่อ
บุญไม่ใช่วัตถุอันจะพึงหยิบยกขึ้นให้ ผู้ใดผู้หนึ่งดูกันได้ด้วยดวงตา แต่บุญเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายในจิตของตน กล่าวโดยเหตุ ได้แก่กุศลกรรมอันเป็นเครื่องชำระจิตของตนให้ผ่องใส เป็นปัจจัยในการทำ การพูด การคิด เป็นไปในทางที่ดี
หลักการทำบุญนั้น ทำได้หลายอย่าง หลายวิธี เมื่อจะแสดงโดยย่อแล้ว มี 3 ประการ ด้วยกันคือ 1.ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน 2. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล 3. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
ประการที่ 1 ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน หมายถึง การให้สิ่งของเป็นทาน แก่พระสงฆ์ หรือคนโดยทั่วไปด้วยใจอันประณีต การที่บุคคลได้ทรัพย์หรือมีทรัพย์เป็นจำนวนก็ไม่รู้สึกว่าเพียงพอ คือไม่เพียงพอกับตัณหา คือโลภะ การเสียสละทรัพย์เพื่อบริจาคทานแม้เพียงเล็กน้อย เพื่อขจัดตัณหาคือความตระหนี่ เป็นทรัพย์ที่เกิดขึ้นภายในจิต การบริจาคทานเพื่อความทะยานอยากให้มั่งมีร่ำรวย เป็นวิธีที่ไม่จัดว่าได้บุญเต็มที่ เพราะการให้เช่นนั้นเป็นการให้เพียงกายแต่ใจไม่น้อมไปเพื่อบุญ ถ้ารู้จักบริจาคทานให้ถูกหลักในทางพระพุทธศาสนาแล้ว จักเป็นผู้ไม่งมงาย และการทำบุญนั้นก็ได้บุญจริงๆ
ประการที่ 2 สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล หมายถึง กิริยาที่บุคคลมีเจตนาสำรวมกายวาจาใจให้สงบเรียบร้อย ผู้ที่จะสามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ ต้องอาศัยเจตนางดเว้นเป็นหลัก คือ รู้จักละ รู้จักปล่อยวาง
ประการที่ 3 ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา หมายถึง การอบรมกุศลหรือคุณธรรมความดีทางจิต ทำจิตให้สงบจากกิเลสกามและอกุศลอย่างอื่นด้วยมนสิการ ทำจิตให้ตั้งอยู่แต่ในเรื่องของกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งจนจิตผ่องใสอยู่ แต่ในอารมณ์เดียว
ทาน ศีล ภาวนา ทั้ง 3 ประการนี้ บุคคลใดได้บำเพ็ญให้เกิดมีขึ้นในตน บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้ว และไม่ควรประมาทว่าเป็นบุญชั้นต่ำ จะมีผลน้อย แต่ถ้าทำบ่อยๆ บุญนั้นก็จะเพิ่มจำนวนมาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนไว้ว่า บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่ามีประมาณน้อย จักไม่ให้ผล แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตก ผู้มีปัญญาสั่งสมบุญอยู่แม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มได้ด้วยบุญ และบุญทั้ง 3 ประเภทนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงบำเพ็ญมาจนบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เพราะ ฉะนั้น การบำเพ็ญบุญทั้ง 3 ประการนี้ เป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน จะพึงปฏิบัติและดำเนินตามพระพุทธองค์ให้ถูกหลัก คือ บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ตั้งใจปฏิบัติให้ถูกหลักธรรม จนเกิดความรู้สึกเกิดขึ้นในจิตของตนเองว่าได้ความสุข คือ ยึดถือธรรมเป็นหลัก ถ้าผู้ใดปฏิบัติได้จริงๆ เช่นนี้แล้ว เมื่อถึงคราวจะลาจากโลกนี้ไป บุญอันนั้นก็จะคอยรอต้อนรับผู้นั้นในโลกหน้า
คอลัมน์ธรรมะวันหยุด
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430
ขึ้น ชื่อว่าบุญ เป็นเรื่องที่สาธุชนควรประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ถ้ารู้จักบำเพ็ญให้ถูกทางถูกหลักแล้ว ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญจริงๆ มิใช่ว่าจะมีบุญเฉพาะแต่ชื่อ
บุญไม่ใช่วัตถุอันจะพึงหยิบยกขึ้นให้ ผู้ใดผู้หนึ่งดูกันได้ด้วยดวงตา แต่บุญเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายในจิตของตน กล่าวโดยเหตุ ได้แก่กุศลกรรมอันเป็นเครื่องชำระจิตของตนให้ผ่องใส เป็นปัจจัยในการทำ การพูด การคิด เป็นไปในทางที่ดี
หลักการทำบุญนั้น ทำได้หลายอย่าง หลายวิธี เมื่อจะแสดงโดยย่อแล้ว มี 3 ประการ ด้วยกันคือ 1.ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน 2. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล 3. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
ประการที่ 1 ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน หมายถึง การให้สิ่งของเป็นทาน แก่พระสงฆ์ หรือคนโดยทั่วไปด้วยใจอันประณีต การที่บุคคลได้ทรัพย์หรือมีทรัพย์เป็นจำนวนก็ไม่รู้สึกว่าเพียงพอ คือไม่เพียงพอกับตัณหา คือโลภะ การเสียสละทรัพย์เพื่อบริจาคทานแม้เพียงเล็กน้อย เพื่อขจัดตัณหาคือความตระหนี่ เป็นทรัพย์ที่เกิดขึ้นภายในจิต การบริจาคทานเพื่อความทะยานอยากให้มั่งมีร่ำรวย เป็นวิธีที่ไม่จัดว่าได้บุญเต็มที่ เพราะการให้เช่นนั้นเป็นการให้เพียงกายแต่ใจไม่น้อมไปเพื่อบุญ ถ้ารู้จักบริจาคทานให้ถูกหลักในทางพระพุทธศาสนาแล้ว จักเป็นผู้ไม่งมงาย และการทำบุญนั้นก็ได้บุญจริงๆ
ประการที่ 2 สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล หมายถึง กิริยาที่บุคคลมีเจตนาสำรวมกายวาจาใจให้สงบเรียบร้อย ผู้ที่จะสามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ ต้องอาศัยเจตนางดเว้นเป็นหลัก คือ รู้จักละ รู้จักปล่อยวาง
ประการที่ 3 ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา หมายถึง การอบรมกุศลหรือคุณธรรมความดีทางจิต ทำจิตให้สงบจากกิเลสกามและอกุศลอย่างอื่นด้วยมนสิการ ทำจิตให้ตั้งอยู่แต่ในเรื่องของกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งจนจิตผ่องใสอยู่ แต่ในอารมณ์เดียว
ทาน ศีล ภาวนา ทั้ง 3 ประการนี้ บุคคลใดได้บำเพ็ญให้เกิดมีขึ้นในตน บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้ว และไม่ควรประมาทว่าเป็นบุญชั้นต่ำ จะมีผลน้อย แต่ถ้าทำบ่อยๆ บุญนั้นก็จะเพิ่มจำนวนมาก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนไว้ว่า บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่ามีประมาณน้อย จักไม่ให้ผล แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตก ผู้มีปัญญาสั่งสมบุญอยู่แม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มได้ด้วยบุญ และบุญทั้ง 3 ประเภทนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงบำเพ็ญมาจนบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เพราะ ฉะนั้น การบำเพ็ญบุญทั้ง 3 ประการนี้ เป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน จะพึงปฏิบัติและดำเนินตามพระพุทธองค์ให้ถูกหลัก คือ บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ตั้งใจปฏิบัติให้ถูกหลักธรรม จนเกิดความรู้สึกเกิดขึ้นในจิตของตนเองว่าได้ความสุข คือ ยึดถือธรรมเป็นหลัก ถ้าผู้ใดปฏิบัติได้จริงๆ เช่นนี้แล้ว เมื่อถึงคราวจะลาจากโลกนี้ไป บุญอันนั้นก็จะคอยรอต้อนรับผู้นั้นในโลกหน้า
ไม่ทำหน้าที่จะเอาแต่ประโยชน์ khaosod
ไม่ทำหน้าที่จะเอาแต่ประโยชน์
คอลัมน์ คำพระ
พุทธทาส
"คน เห็นแก่ตัว มันขี้เกียจในการทำหน้าที่ แต่จะเอาประโยชน์มากกว่าคนที่ทำหน้าที่ จึงพูดเป็นอุปมาว่าจูงช้างลอดรูเข็มเสีย ยังง่ายกว่าไปชวนคนเห็นแก่ตัวมาทำประโยชน์ส่วนรวม"
คอลัมน์ คำพระ
พุทธทาส
"คน เห็นแก่ตัว มันขี้เกียจในการทำหน้าที่ แต่จะเอาประโยชน์มากกว่าคนที่ทำหน้าที่ จึงพูดเป็นอุปมาว่าจูงช้างลอดรูเข็มเสีย ยังง่ายกว่าไปชวนคนเห็นแก่ตัวมาทำประโยชน์ส่วนรวม"
วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วินัย (12) เรื่องใหญ่กว่าที่คิด khaosod
วินัย (12) เรื่องใหญ่กว่าที่คิด
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
วินัย ในฐานะ...คนที่ยังไม่พัฒนา ไม่มีการศึกษา มองวินัยเป็นเรื่องของการบังคับ พอเริ่มมีการพัฒนา ก็มองว่าเป็นเครื่องฝึก เพื่อชีวิตในสังคมที่ดีงาม รับการฝึกด้วยใจยินดี เพื่อให้ชีวิตเจริญพัฒนา และสังคมมีสันติสุข พอพัฒนาดีแล้ว วินัยกลายเป็นเครื่องหมายรู้ร่วมกัน สำหรับการเป็นอยู่ร่วมในสังคม เพื่อให้ชีวิตและสังคมประสานสอดคล้องและเกื้อกูลกลมกลืน
ในสังคม ประชาธิปไตยที่แท้ วินัยจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเราไม่พัฒนาคน สังคมประชา ธิปไตยซึ่งอยู่ได้ด้วยกฎ เกณฑ์ กติกา ก็จะเกิดมีความขัดแย้งกันระหว่างความหมายของ เสรีภาพกับวินัย แล้วสังคมนั้นก็จะต้องปั่นป่วน
ถ้าจะให้คนมีเสรีภาพในความหมายว่า ทำอะไรได้ตามชอบใจเท่าที่ไม่ละเมิดกฎหมาย หรือไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น มนุษย์ก็จะต้องวางกฎเกณฑ์กติกามากขึ้นๆ แล้วคนก็จะต้องอยู่ด้วยกฎ
พอ อยู่ด้วยกฎต่อไปนานๆ เข้า คำว่า กฎ ก็กลายเป็น กด กลายเป็นกดดัน หรือกดบีบบังคับ แล้วกดไปกดมา ในที่สุดสังคมประชา ธิปไตยก็ต้องยุติด้วยการเอากฎมากดแบบนี้ แล้วก็หนีการใช้อำนาจลงโทษไปไม่พ้น ผลที่สุดก็กลายเป็นเผด็จการด้วยกฎ/กด
ฉะนั้น ประชาธิปไตยนั้น ในที่สุด ถ้าคนไม่เข้าถึงสาระของประชาธิปไตย ก็จะกลายเป็นเผด็จการชนิดหนึ่ง คือเผด็จการด้วยกฎ อย่างที่ว่ามาแล้ว
องค์ประกอบร่วมในการเสริมสร้างวินัย
ขอ ทบทวนเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความมีวินัย หรือตั้งอยู่ในวินัย ที่เรียกว่าศีลนั้น เป็นแสงเงินแสงทองอย่างหนึ่งของชีวิตที่ดีงาม หรือเป็นรุ่งอรุณของการศึกษา
ได้บอกไว้แล้วว่า แสงเงินแสงทอง นี้มี 7 อย่าง เหมือนกับสเปกตรัม คือ แสงนั้นประกอบด้วยสีต่างๆ 7 สี แสงอาทิตย์ตอนรุ่งอรุณ ก็ประกอบด้วยแสงเงินแสงทอง 7 สี กล่าวคือองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ในที่นี้จะไม่พูดหมด เพียงแต่ให้หลักการว่า องค์ประกอบอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นโดยสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่น ซึ่งจะมาช่วยเสริมกัน ฉะนั้น ในการสร้างวินัย เราก็อาศัยองค์ประกอบในชุดของมันนี้มาช่วยหนุน องค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมาก ขอพูดในที่นี้ 3 อย่าง คือ
1. กัลยาณมิตร ความมีกัลยาณมิตรนี้ช่วยมาก เพราะเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่าง เริ่มตั้งแต่การช่วยสร้างพฤติกรรมเคยชิน
กัลยาณมิตร เป็นบุคคลที่มีการฝึกฝนพัฒนาดีแล้ว ในความหมายหนึ่งก็คือ เขามีศีล มีวินัย ทำให้เด็กได้แบบอย่างที่ดี ถึงแม้เด็กไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่พอกัลยาณมิตรทำอะไร แกก็ทำตาม แกก็ได้พฤติกรรมเคยชินที่มีวินัยไปเอง
กัลยาณมิตร นอกจากให้แบบอย่างที่ดีในด้านพฤติกรรมเคยชินแล้ว กัลยาณมิตรยังมีคุณสมบัติทางจิตใจด้วย โดยมีคุณธรรม เช่นเมตตา มีความรักความปรารถนาดี ทำให้เด็กศรัทธา เกิดความรัก อบอุ่นใจ สนิทใจ เมื่อคุณครูที่รักบอกให้ทำอะไร เด็กก็ยินดีปฏิบัติตามด้วยความรัก ด้วยศรัทธา จิตใจก็อบอุ่น มีความสุข
นอกจากนั้น คุณครูผู้เป็นกัลยาณมิตรก็มีปัญญารู้เหตุรู้ผล สามารถอธิบายให้เด็กรู้ด้วยว่า ที่เราทำกันอย่างนี้ ประพฤติอย่างนี้ มีเหตุผลอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร มีคุณค่าอย่างไร เด็กก็ได้พัฒนาปัญญาไปด้วย ทำให้พฤติกรรมยิ่งแนบแน่นสนิท เพราะฉะนั้น องค์ประกอบข้อกัลยาณมิตรจึงสำคัญมาก
2. ฉันทะ คือความรักดี ใฝ่ดี ใฝ่รู้ ใฝ่สร้างสรรค์ เด็กที่มีฉันทะจะใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ ปรารถนาในสิ่งที่ดีงาม ต้องการให้ชีวิตของตนดีงาม ต้องการให้ทุกสิ่งที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องดีงามไปหมด ต้องการให้สังคม ชุมชน โรงเรียนของตนดีงาม อยากให้ชั้นเรียนเรียบร้อยดีงาม อยากให้ความดีงามเกิดขึ้นในชีวิตในสังคม ความใฝ่ดีคือฉันทะนี้สำคัญมาก จัดเป็นแสงเงินแสงทองอีกอย่างหนึ่ง
ในข้อแรก เด็กยังต้องอาศัยกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก แต่พอฉันทะเกิดขึ้น เด็กก็ได้ปัจจัยภายในตัวเอง ตอนนี้เด็กมีแรงจูงใจใฝ่ดีใฝ่สร้างสรรค์อยู่ในตัว เด็กจะอยากทำทุกอย่างที่ดีงามและทำทุกอย่างที่ตนเข้าไปเกี่ยว ข้องให้ดีไปหมด
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต ป.ธ.๙)
วินัย ในฐานะ...คนที่ยังไม่พัฒนา ไม่มีการศึกษา มองวินัยเป็นเรื่องของการบังคับ พอเริ่มมีการพัฒนา ก็มองว่าเป็นเครื่องฝึก เพื่อชีวิตในสังคมที่ดีงาม รับการฝึกด้วยใจยินดี เพื่อให้ชีวิตเจริญพัฒนา และสังคมมีสันติสุข พอพัฒนาดีแล้ว วินัยกลายเป็นเครื่องหมายรู้ร่วมกัน สำหรับการเป็นอยู่ร่วมในสังคม เพื่อให้ชีวิตและสังคมประสานสอดคล้องและเกื้อกูลกลมกลืน
ในสังคม ประชาธิปไตยที่แท้ วินัยจะเป็นอย่างนี้ ถ้าเราไม่พัฒนาคน สังคมประชา ธิปไตยซึ่งอยู่ได้ด้วยกฎ เกณฑ์ กติกา ก็จะเกิดมีความขัดแย้งกันระหว่างความหมายของ เสรีภาพกับวินัย แล้วสังคมนั้นก็จะต้องปั่นป่วน
ถ้าจะให้คนมีเสรีภาพในความหมายว่า ทำอะไรได้ตามชอบใจเท่าที่ไม่ละเมิดกฎหมาย หรือไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น มนุษย์ก็จะต้องวางกฎเกณฑ์กติกามากขึ้นๆ แล้วคนก็จะต้องอยู่ด้วยกฎ
พอ อยู่ด้วยกฎต่อไปนานๆ เข้า คำว่า กฎ ก็กลายเป็น กด กลายเป็นกดดัน หรือกดบีบบังคับ แล้วกดไปกดมา ในที่สุดสังคมประชา ธิปไตยก็ต้องยุติด้วยการเอากฎมากดแบบนี้ แล้วก็หนีการใช้อำนาจลงโทษไปไม่พ้น ผลที่สุดก็กลายเป็นเผด็จการด้วยกฎ/กด
ฉะนั้น ประชาธิปไตยนั้น ในที่สุด ถ้าคนไม่เข้าถึงสาระของประชาธิปไตย ก็จะกลายเป็นเผด็จการชนิดหนึ่ง คือเผด็จการด้วยกฎ อย่างที่ว่ามาแล้ว
องค์ประกอบร่วมในการเสริมสร้างวินัย
ขอ ทบทวนเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความมีวินัย หรือตั้งอยู่ในวินัย ที่เรียกว่าศีลนั้น เป็นแสงเงินแสงทองอย่างหนึ่งของชีวิตที่ดีงาม หรือเป็นรุ่งอรุณของการศึกษา
ได้บอกไว้แล้วว่า แสงเงินแสงทอง นี้มี 7 อย่าง เหมือนกับสเปกตรัม คือ แสงนั้นประกอบด้วยสีต่างๆ 7 สี แสงอาทิตย์ตอนรุ่งอรุณ ก็ประกอบด้วยแสงเงินแสงทอง 7 สี กล่าวคือองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ในที่นี้จะไม่พูดหมด เพียงแต่ให้หลักการว่า องค์ประกอบอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นโดยสัมพันธ์กับองค์ประกอบอื่น ซึ่งจะมาช่วยเสริมกัน ฉะนั้น ในการสร้างวินัย เราก็อาศัยองค์ประกอบในชุดของมันนี้มาช่วยหนุน องค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดมาก ขอพูดในที่นี้ 3 อย่าง คือ
1. กัลยาณมิตร ความมีกัลยาณมิตรนี้ช่วยมาก เพราะเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่าง เริ่มตั้งแต่การช่วยสร้างพฤติกรรมเคยชิน
กัลยาณมิตร เป็นบุคคลที่มีการฝึกฝนพัฒนาดีแล้ว ในความหมายหนึ่งก็คือ เขามีศีล มีวินัย ทำให้เด็กได้แบบอย่างที่ดี ถึงแม้เด็กไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่พอกัลยาณมิตรทำอะไร แกก็ทำตาม แกก็ได้พฤติกรรมเคยชินที่มีวินัยไปเอง
กัลยาณมิตร นอกจากให้แบบอย่างที่ดีในด้านพฤติกรรมเคยชินแล้ว กัลยาณมิตรยังมีคุณสมบัติทางจิตใจด้วย โดยมีคุณธรรม เช่นเมตตา มีความรักความปรารถนาดี ทำให้เด็กศรัทธา เกิดความรัก อบอุ่นใจ สนิทใจ เมื่อคุณครูที่รักบอกให้ทำอะไร เด็กก็ยินดีปฏิบัติตามด้วยความรัก ด้วยศรัทธา จิตใจก็อบอุ่น มีความสุข
นอกจากนั้น คุณครูผู้เป็นกัลยาณมิตรก็มีปัญญารู้เหตุรู้ผล สามารถอธิบายให้เด็กรู้ด้วยว่า ที่เราทำกันอย่างนี้ ประพฤติอย่างนี้ มีเหตุผลอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร มีคุณค่าอย่างไร เด็กก็ได้พัฒนาปัญญาไปด้วย ทำให้พฤติกรรมยิ่งแนบแน่นสนิท เพราะฉะนั้น องค์ประกอบข้อกัลยาณมิตรจึงสำคัญมาก
2. ฉันทะ คือความรักดี ใฝ่ดี ใฝ่รู้ ใฝ่สร้างสรรค์ เด็กที่มีฉันทะจะใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ ปรารถนาในสิ่งที่ดีงาม ต้องการให้ชีวิตของตนดีงาม ต้องการให้ทุกสิ่งที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องดีงามไปหมด ต้องการให้สังคม ชุมชน โรงเรียนของตนดีงาม อยากให้ชั้นเรียนเรียบร้อยดีงาม อยากให้ความดีงามเกิดขึ้นในชีวิตในสังคม ความใฝ่ดีคือฉันทะนี้สำคัญมาก จัดเป็นแสงเงินแสงทองอีกอย่างหนึ่ง
ในข้อแรก เด็กยังต้องอาศัยกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก แต่พอฉันทะเกิดขึ้น เด็กก็ได้ปัจจัยภายในตัวเอง ตอนนี้เด็กมีแรงจูงใจใฝ่ดีใฝ่สร้างสรรค์อยู่ในตัว เด็กจะอยากทำทุกอย่างที่ดีงามและทำทุกอย่างที่ตนเข้าไปเกี่ยว ข้องให้ดีไปหมด
วินัย (13) เรื่องใหญ่กว่าที่คิด khaosod
วินัย (13) เรื่องใหญ่กว่าที่คิด
คอลัมน์ พระพรหมคุณาภรณ์
(ป.อ.ปยุตโต ป.ธ.๙)
วินัย ในฐานะ...วินัยนั้น เป็นเครื่องทำให้สังคมดีงาม ทำให้ชีวิตดีงาม พอเด็กรู้อย่างนี้เขามีความใฝ่ดีอยู่แล้ว ก็ปฏิบัติตามหรือฝึกตัวตามวินัยนั้นทันที
คนที่มีฉันทะนี้ อยากให้ทุกสิ่งที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ในภาวะที่ดีที่สุดของมัน เมื่อเห็นเพื่อนมนุษย์ก็อยากให้เพื่อนมนุษย์นั้นอยู่ในภาวะที่ดีที่สุดของ เขา ความมีฉันทะต่อเพื่อนมนุษย์ก็แสดงออกเป็นเมตตา คืออยากให้เพื่อนมนุษย์อยู่ในภาวะที่เอิบอิ่มแข็งแรงสมบูรณ์มีความสุขอย่าง ดีที่สุดของเขา
ฉันทะนี้ดีอย่างยิ่ง จึงต้องสร้างขึ้นมา ถ้าฉันทะเกิดขึ้นก็เป็นแสงเงินแสงทองของชีวิต ไม่ว่าจะปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมอะไร ก็มีหวังสำเร็จ ถ้าฉันทะเกิดขึ้น
3.อัต ตสัมปทา แปลว่า การทำตนให้ถึงพร้อม หรือการทำตนให้เพียบพร้อมสมบูรณ์ หมายถึงการทำตนให้เข้าถึงความพร้อมสมบูรณ์แห่งศักยภาพของตน คือต้องการจะพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ หรือต้องการทำชีวิตของตนให้ถึงความสมบูรณ์ ซึ่งจะเกิดเป็นจิตสำนึกในการฝึกฝนพัฒนาตน หรือจิตสำนึกในการศึกษา
เมื่อ เด็กมีจิตสำนึกในการศึกษา มีจิตสำนึกในการพัฒนาตน หรือจิตสำนึกในการฝึกตน หรือจิตสำนึกในการเรียนรู้ขึ้นมาเมื่อไร ก็มีหวังที่จะก้าวหน้า เพราะเขาพร้อมที่จะรับและบุกฝ่าเดินหน้าไปในสิ่งที่ดีงามทุกอย่าง
ฉันทะนั้นใฝ่ดีอยู่แล้ว คราวนี้ยังแถมมีจิตสำนึกในการที่จะฝึกฝนพัฒนาตนอีก เด็กจะเรียนรู้ว่ามนุษย์เรานี้ไม่เหมือนสัตว์ทั้งหลายอื่น มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกต้องพัฒนา เราจะต้องฝึกฝนพัฒนาตน
พระ พุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์เป็น "ทัมมะ" คือเป็นสัตว์ที่จะต้องฝึกหรือฝึกได้ พระพุทธเจ้ามีพุทธคุณข้อหนึ่งว่า อนุตตโร ปุริส-ทัมมสารถิ ซึ่งเราท่องกันแม่น แปลว่า ทรงเป็นสารถีฝึกทัมมะ คือฝึกบุคคลหรือสัตว์ที่ต้องฝึก ผู้ยอดเยี่ยม
มนุษย์เรานี้จะดี จะประเสริฐ ก็ด้วยการฝึก มนุษย์มีศักยภาพในการฝึกสูงสุด ฝึกแล้วจะประเสริฐจนเป็นพุทธะก็ได้ ซึ่งแม้แต่เทวดาและพระพรหมก็น้อมนมัสการ
ฉะนั้นมนุษย์จะต้องมีความภูมิใจและมั่นใจในศักยภาพนี้ โดยมีจิตสำนึกในการฝึกตนและจะต้องพยายามฝึกตน
พอ สร้างจิตสำนึกในการฝึกตนขึ้นมาได้แล้วก็สบาย จิตสำนึกในการฝึกตนนี้เป็นแกนของการศึกษา ไม่ว่าจะเจออะไรก็จะมองเป็นเวทีของการฝึกตนไปหมด งานการ วิชาการ บทเรียน หรือประสบการณ์ สถาน การณ์อะไรก็ตาม เขาจะมองเป็นเครื่องฝึกตัวไปหมด
เมื่อ เด็กมีตัวอัตตสัมปทาแล้วเราก็สบายใจได้ คราวนี้ไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไชอะไรอีก เขาเจออะไรเขาจะมองเป็นโอกาสที่จะฝึกตน ที่จะทำให้เขาได้เรียนรู้ เขาจะสู้หมด งานยาก วิชาการยาก เขาจะชอบ เพราะอะไรก็ตามที่ยากก็จะยิ่งช่วยให้เขาได้ฝึกตนมาก
คนที่มี จิตสำนึกในการฝึกตน เจออะไรยากยิ่งวิ่งเข้าหา ส่วนคนทั่วไปที่ไม่มีจิต สำนึกนี้ พอเจองานยาก เจอวิชายากก็ถอย แล้วก็มีแต่ผลร้ายตามมา คือ
1.ไม่เต็มใจทำ เกิดความท้อแท้ ท้อถอย แล้วก็ขาดความสุข เสียสุขภาพจิต
2.ไม่ตั้งใจทำ ก็เลยทำอะไรไม่ค่อยได้ผล
ส่วน คนที่มีจิตสำนึกในการฝึกฝนพัฒนาตน พอเจออะไรที่ยากก็มองเห็นว่าเป็นเครื่องฝึกตัวที่จะทำให้พัฒนาตนได้มาก และเกิดความรู้สึกว่ายิ่งยากยิ่งได้มาก
ระหว่างของยากกับของง่าย เด็กพวกนี้จะเข้าหาของยาก เพราะยิ่งยากยิ่งได้มาก ทำให้ฝึกตนได้ดี เขาจะมองเห็นว่า ถ้าเราผ่านสิ่งที่ยากได้แล้วเราก็จะทำสิ่งที่ง่ายได้แน่นอน และจะทำให้เราได้สะสมประสบ การณ์ความชำนาญในการทำงานเพิ่มขึ้นๆ
ผลดีที่เกิดขึ้น คือ
1.มีความเต็มใจ พอใจ ยินดีที่จะทำ ซึ่งทำให้เขามีความสุขในการที่จะทำงาน หรือเล่าเรียนศึกษา
2.มีความตั้งใจ ซึ่งทำให้ทำได้ผล
พูดสั้นๆ ว่า งานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข นี้คือสิ่งที่พึงปรารถนาในการทำงาน
ถ้า ปลูกจิตสำนึกในการฝึกตนนี้ขึ้นมา แล้ว วินัยก็จะมีความหมายเป็นการฝึกตน ซึ่งทำให้การฝึกวินัยเป็นเรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร
เป็นอันว่าต้องสร้างจิตสำนึกในการฝึกตนนี้ เพื่อทำให้เด็กสู้กับสิ่งที่ยาก และเข้าหาสิ่งที่ยาก โดยมีความเต็มใจ และความสุข
คอลัมน์ พระพรหมคุณาภรณ์
(ป.อ.ปยุตโต ป.ธ.๙)
วินัย ในฐานะ...วินัยนั้น เป็นเครื่องทำให้สังคมดีงาม ทำให้ชีวิตดีงาม พอเด็กรู้อย่างนี้เขามีความใฝ่ดีอยู่แล้ว ก็ปฏิบัติตามหรือฝึกตัวตามวินัยนั้นทันที
คนที่มีฉันทะนี้ อยากให้ทุกสิ่งที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ในภาวะที่ดีที่สุดของมัน เมื่อเห็นเพื่อนมนุษย์ก็อยากให้เพื่อนมนุษย์นั้นอยู่ในภาวะที่ดีที่สุดของ เขา ความมีฉันทะต่อเพื่อนมนุษย์ก็แสดงออกเป็นเมตตา คืออยากให้เพื่อนมนุษย์อยู่ในภาวะที่เอิบอิ่มแข็งแรงสมบูรณ์มีความสุขอย่าง ดีที่สุดของเขา
ฉันทะนี้ดีอย่างยิ่ง จึงต้องสร้างขึ้นมา ถ้าฉันทะเกิดขึ้นก็เป็นแสงเงินแสงทองของชีวิต ไม่ว่าจะปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมอะไร ก็มีหวังสำเร็จ ถ้าฉันทะเกิดขึ้น
3.อัต ตสัมปทา แปลว่า การทำตนให้ถึงพร้อม หรือการทำตนให้เพียบพร้อมสมบูรณ์ หมายถึงการทำตนให้เข้าถึงความพร้อมสมบูรณ์แห่งศักยภาพของตน คือต้องการจะพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์ หรือต้องการทำชีวิตของตนให้ถึงความสมบูรณ์ ซึ่งจะเกิดเป็นจิตสำนึกในการฝึกฝนพัฒนาตน หรือจิตสำนึกในการศึกษา
เมื่อ เด็กมีจิตสำนึกในการศึกษา มีจิตสำนึกในการพัฒนาตน หรือจิตสำนึกในการฝึกตน หรือจิตสำนึกในการเรียนรู้ขึ้นมาเมื่อไร ก็มีหวังที่จะก้าวหน้า เพราะเขาพร้อมที่จะรับและบุกฝ่าเดินหน้าไปในสิ่งที่ดีงามทุกอย่าง
ฉันทะนั้นใฝ่ดีอยู่แล้ว คราวนี้ยังแถมมีจิตสำนึกในการที่จะฝึกฝนพัฒนาตนอีก เด็กจะเรียนรู้ว่ามนุษย์เรานี้ไม่เหมือนสัตว์ทั้งหลายอื่น มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องฝึกต้องพัฒนา เราจะต้องฝึกฝนพัฒนาตน
พระ พุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์เป็น "ทัมมะ" คือเป็นสัตว์ที่จะต้องฝึกหรือฝึกได้ พระพุทธเจ้ามีพุทธคุณข้อหนึ่งว่า อนุตตโร ปุริส-ทัมมสารถิ ซึ่งเราท่องกันแม่น แปลว่า ทรงเป็นสารถีฝึกทัมมะ คือฝึกบุคคลหรือสัตว์ที่ต้องฝึก ผู้ยอดเยี่ยม
มนุษย์เรานี้จะดี จะประเสริฐ ก็ด้วยการฝึก มนุษย์มีศักยภาพในการฝึกสูงสุด ฝึกแล้วจะประเสริฐจนเป็นพุทธะก็ได้ ซึ่งแม้แต่เทวดาและพระพรหมก็น้อมนมัสการ
ฉะนั้นมนุษย์จะต้องมีความภูมิใจและมั่นใจในศักยภาพนี้ โดยมีจิตสำนึกในการฝึกตนและจะต้องพยายามฝึกตน
พอ สร้างจิตสำนึกในการฝึกตนขึ้นมาได้แล้วก็สบาย จิตสำนึกในการฝึกตนนี้เป็นแกนของการศึกษา ไม่ว่าจะเจออะไรก็จะมองเป็นเวทีของการฝึกตนไปหมด งานการ วิชาการ บทเรียน หรือประสบการณ์ สถาน การณ์อะไรก็ตาม เขาจะมองเป็นเครื่องฝึกตัวไปหมด
เมื่อ เด็กมีตัวอัตตสัมปทาแล้วเราก็สบายใจได้ คราวนี้ไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไชอะไรอีก เขาเจออะไรเขาจะมองเป็นโอกาสที่จะฝึกตน ที่จะทำให้เขาได้เรียนรู้ เขาจะสู้หมด งานยาก วิชาการยาก เขาจะชอบ เพราะอะไรก็ตามที่ยากก็จะยิ่งช่วยให้เขาได้ฝึกตนมาก
คนที่มี จิตสำนึกในการฝึกตน เจออะไรยากยิ่งวิ่งเข้าหา ส่วนคนทั่วไปที่ไม่มีจิต สำนึกนี้ พอเจองานยาก เจอวิชายากก็ถอย แล้วก็มีแต่ผลร้ายตามมา คือ
1.ไม่เต็มใจทำ เกิดความท้อแท้ ท้อถอย แล้วก็ขาดความสุข เสียสุขภาพจิต
2.ไม่ตั้งใจทำ ก็เลยทำอะไรไม่ค่อยได้ผล
ส่วน คนที่มีจิตสำนึกในการฝึกฝนพัฒนาตน พอเจออะไรที่ยากก็มองเห็นว่าเป็นเครื่องฝึกตัวที่จะทำให้พัฒนาตนได้มาก และเกิดความรู้สึกว่ายิ่งยากยิ่งได้มาก
ระหว่างของยากกับของง่าย เด็กพวกนี้จะเข้าหาของยาก เพราะยิ่งยากยิ่งได้มาก ทำให้ฝึกตนได้ดี เขาจะมองเห็นว่า ถ้าเราผ่านสิ่งที่ยากได้แล้วเราก็จะทำสิ่งที่ง่ายได้แน่นอน และจะทำให้เราได้สะสมประสบ การณ์ความชำนาญในการทำงานเพิ่มขึ้นๆ
ผลดีที่เกิดขึ้น คือ
1.มีความเต็มใจ พอใจ ยินดีที่จะทำ ซึ่งทำให้เขามีความสุขในการที่จะทำงาน หรือเล่าเรียนศึกษา
2.มีความตั้งใจ ซึ่งทำให้ทำได้ผล
พูดสั้นๆ ว่า งานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข นี้คือสิ่งที่พึงปรารถนาในการทำงาน
ถ้า ปลูกจิตสำนึกในการฝึกตนนี้ขึ้นมา แล้ว วินัยก็จะมีความหมายเป็นการฝึกตน ซึ่งทำให้การฝึกวินัยเป็นเรื่องง่าย ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร
เป็นอันว่าต้องสร้างจิตสำนึกในการฝึกตนนี้ เพื่อทำให้เด็กสู้กับสิ่งที่ยาก และเข้าหาสิ่งที่ยาก โดยมีความเต็มใจ และความสุข
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)