ความเชื่อของคนไทย
คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา
ความ เชื่อของมนุษย์ส่วนใหญ่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีผลต่อวิถีชีวิตมนุษย์ ทั้งให้คุณประโยชน์และให้โทษ แล้วมนุษย์ไม่สามารถค้นหาสาเหตุมาอธิบายได้ ทำให้เกิดความหวาดกลัว
สำหรับบริบทของสังคมไทยในทุกภาคส่วน มีความเชื่อที่หลากหลาย อันเป็นที่มาของความเชื่อและพิธีกรรมตามประเพณี มีธรรมเนียมและรูปแบบการปฏิบัติที่แปลกแตกต่างกัน
ความเชื่อที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทย สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มของความเชื่อ ดังนี้
1. ความเชื่อทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากคนไทยนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ความเชื่อจึงมุ่งเน้นพระรัตนตรัยหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา คือ
ก) ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ใครทำกรรมใดไว้ ผลกรรมนั้นจะตามสนอง ซึ่งมีความเชื่อว่า ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
ข) ความเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเวียนว่ายตายเกิดวัฏสงสาร ตามผลแห่งกรรมของตน เป็นความเชื่อตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา
ค) ความเชื่อเรื่องกฎแห่งธรรมชาติ
ง) ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์
2. ความเชื่อเกี่ยวกับวิทยาคม เป็นความเชื่อเรื่องสิ่งลึกลับที่เหนือธรรมชาติ ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ แยกออกได้เป็น 2 เรื่อง คือ
ความเชื่อเรื่องเวทมนตร์คาถา เป็นจำพวกตัวอักษรหรืออักขระที่ผูกเป็นข้อความ ถือว่ามีอำนาจลึกลับแฝงเร้นอยู่ เมื่อนำไปใช้ตามที่กำหนด เช่น นำไปบริกรรม เสกเป่าหรือสวด เชื่อว่าจะเกิดความศักดิ์สิทธิ์หรือเกิดความขลัง ปัจจุบันความเชื่อประเภทนี้ได้ลดน้อยลง ด้วยเหตุความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่
ความเชื่อเรื่อง เครื่องรางของขลัง เป็นความเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น เชื่อว่า สามารถป้องกันอันตราย ยิง แทง ฟันไม่เข้า ตัวอย่างเช่น เหล็กไหล เขี้ยวเสือ ฯลฯ
3. ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อประเภทนี้น่าจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาแต่อดีต ส่วนมากจะพบเห็นได้จากพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง รูปเหมือนพระสงฆ์ที่เคารพเลื่อมใส เป็นพระเกจิอาจารย์ อาจกล่าวรวมไปถึงศาลปู่ตา ศาลหลักเมือง ศาลเจ้าพ่อ ศาลเจ้าแม่ ความเชื่อประเภทนี้ยังคงมีปรากฏให้เห็นในสังคมไทยยุคปัจจุบัน
4. ความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา สิ่งลึกลับที่มองไม่เห็นตัวตน ถือว่ามีอิทธิฤทธิ์และอำนาจเหนือมนุษย์ สามารถให้คุณให้โทษก็ได้ สิ่งเหล่านี้ ทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถหาบทสรุปได้แน่ชัดว่ามีจริงหรือไม่ บางครั้งในสิ่งที่เกิดขึ้นก็มีเหตุอันน่าเชื่อถือ
5. ความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ หมายถึง วิชาว่าด้วยการพยากรณ์ โดยอาศัยดาราศาสตร์เป็นหลัก ความเชื่อเช่นนี้ปรากฏแพร่หลายในทุกชนชั้นของสังคมไทย จนกระทั่งมีการเรียนการสอน สืบทอดอย่างเป็นทางการ และยึดถือเป็นอาชีพ
วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553
ความโลภ
"มหาตมะ คานธีพูดว่า ทรัพยากรในโลกเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก แต่ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนที่มีความโลภเพียงคนเดียว"
วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553
สลากภัต (ข่าวสด)
สลากภัต
คอลัมน์ ศาลาวัด
ประเพณี สลากภัต เป็นประเพณีทำบุญที่คนในปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักกันดีนัก เพราะมิใช่ประเพณีใหญ่โตแบบตรุษจีนหรือสารท มักจะทำตามบ้านที่นิยมเลื่อมใสหรือมีสิ่งของพอที่จะรวบรวมมาถวายพระหรือเข้า สลากภัตได้ก็จะมีพิธีนี้ขึ้น
ในทางภาคเหนือจะเรียกพิธีนี้ว่า "ทานก๋วยสลาก" ภาคอีสานจะเรียกว่า "งานบุญข้าวสาก" ทางภาคใต้จะเป็นประเพณีบุญเดือนสิบ คำว่า "ก๋วย" แปลว่า ตะกร้า หรือ ชะลอม
สลากภัต หมายถึง อาหารที่ทายกถวายพระตามสลาก นับเข้าเป็นเครื่องสังฆทาน
ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ในคำสอนนิสัยว่าเป็นอดิเรกลาภ ส่วนหนึ่งถวายได้ไม่จำกัดฤดูกาล สุดแต่ศรัทธา
อานิสงส์หรือผลดีของการถวายสลากภัต ผู้ทำบุญสบายใจที่ได้นำพืชผลที่ตนลงแรงปลูกมาทำบุญ เป็นการบำรุงพระพุทธศาสนา โดยถวายภัตตาหาร ผลไม้ เครื่องไทยธรรมแก่พระภิกษุสามเณร ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้เป็นกำลังสืบพระพุทธศาสนา
อีกทั้ง เป็นการปลูกฝังคุณธรรม คือขจัดความเห็นแก่ตัว โดยเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาทำบุญ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับ ชุมชนอีกด้วย ในปัจจุบันการถวายสลากภัต จัดว่าเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย ด้วยเพราะเป็นการถวายโดยไม่เจาะจง
สำหรับในปัจจุบันนิยมทำในฤดูที่มีผลไม้อุดมสมบูรณ์ ในระหว่างเดือน 6 จนถึงเดือน 8 เมื่อวัดใดจะจัดให้มีการถวายสลากภัต ทายกผู้เป็นหัวหน้าก็จะกำหนดวันและหาเจ้าภาพด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทำใบปิดไปปิดไว้ หรือไปประกาศป่าวร้องหาเจ้าภาพร่วม ผู้ใดต้องการเป็นเจ้าภาพก็แจ้งชื่อไว้
ครั้นถึงวันกำหนดผู้เป็นเจ้าภาพก็จะมีการเตรียมสำรับกับข้าวและเครื่อง ไทยทานตามกำลังของตน เช่น หมาก เมี่ยง บุหรี่ ไม้ขีดไฟ หอม กระเทียม สบู่ แปรงสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล และน้ำอ้อย เป็นต้น ต่างก็จะนำมารวมกันไว้ในบริเวณวัด
จากนั้นทายกผู้เป็นหัวหน้า ก็จะนำเบอร์มาติดที่สำรับกับข้าวของเจ้าภาพแต่ละรายแล้วเขียนเบอร์หมายเลข ให้พระจับ ถ้าจับได้เบอร์ของเจ้าภาพคนใด ก็ไปฉันสำรับกับข้าวที่เจ้าภาพนำมา
ส่วนใหญ่ของที่เตรียมไว้จะพอดีระหว่างเจ้าภาพและพระที่นิมนต์มา
ข้อสำคัญในการทำบุญสลากภัตก็คือ เป็นการถวายทานแบบไม่เจาะจงตัวผู้รับ เมื่อพระองค์ใดจับได้เบอร์ของเจ้าภาพ เจ้าภาพไม่ควรแสดงความยินดียินร้ายในผู้รับ ก่อนที่จะมีการเส้นสลาก (จับสลาก) ก็จะมีการฟังเทศน์อย่างน้อย 1 กัณฑ์
ต่อจากนั้นก็จะมีการยกของประเคนตามสลาก เมื่อพระฉันเสร็จแล้วก็จะอนุโมทนาและให้พร
เจ้าภาพกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
หน้า 29
คอลัมน์ ศาลาวัด
ประเพณี สลากภัต เป็นประเพณีทำบุญที่คนในปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักกันดีนัก เพราะมิใช่ประเพณีใหญ่โตแบบตรุษจีนหรือสารท มักจะทำตามบ้านที่นิยมเลื่อมใสหรือมีสิ่งของพอที่จะรวบรวมมาถวายพระหรือเข้า สลากภัตได้ก็จะมีพิธีนี้ขึ้น
ในทางภาคเหนือจะเรียกพิธีนี้ว่า "ทานก๋วยสลาก" ภาคอีสานจะเรียกว่า "งานบุญข้าวสาก" ทางภาคใต้จะเป็นประเพณีบุญเดือนสิบ คำว่า "ก๋วย" แปลว่า ตะกร้า หรือ ชะลอม
สลากภัต หมายถึง อาหารที่ทายกถวายพระตามสลาก นับเข้าเป็นเครื่องสังฆทาน
ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้ในคำสอนนิสัยว่าเป็นอดิเรกลาภ ส่วนหนึ่งถวายได้ไม่จำกัดฤดูกาล สุดแต่ศรัทธา
อานิสงส์หรือผลดีของการถวายสลากภัต ผู้ทำบุญสบายใจที่ได้นำพืชผลที่ตนลงแรงปลูกมาทำบุญ เป็นการบำรุงพระพุทธศาสนา โดยถวายภัตตาหาร ผลไม้ เครื่องไทยธรรมแก่พระภิกษุสามเณร ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้เป็นกำลังสืบพระพุทธศาสนา
อีกทั้ง เป็นการปลูกฝังคุณธรรม คือขจัดความเห็นแก่ตัว โดยเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาทำบุญ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่คณะและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับ ชุมชนอีกด้วย ในปัจจุบันการถวายสลากภัต จัดว่าเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย ด้วยเพราะเป็นการถวายโดยไม่เจาะจง
สำหรับในปัจจุบันนิยมทำในฤดูที่มีผลไม้อุดมสมบูรณ์ ในระหว่างเดือน 6 จนถึงเดือน 8 เมื่อวัดใดจะจัดให้มีการถวายสลากภัต ทายกผู้เป็นหัวหน้าก็จะกำหนดวันและหาเจ้าภาพด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทำใบปิดไปปิดไว้ หรือไปประกาศป่าวร้องหาเจ้าภาพร่วม ผู้ใดต้องการเป็นเจ้าภาพก็แจ้งชื่อไว้
ครั้นถึงวันกำหนดผู้เป็นเจ้าภาพก็จะมีการเตรียมสำรับกับข้าวและเครื่อง ไทยทานตามกำลังของตน เช่น หมาก เมี่ยง บุหรี่ ไม้ขีดไฟ หอม กระเทียม สบู่ แปรงสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล และน้ำอ้อย เป็นต้น ต่างก็จะนำมารวมกันไว้ในบริเวณวัด
จากนั้นทายกผู้เป็นหัวหน้า ก็จะนำเบอร์มาติดที่สำรับกับข้าวของเจ้าภาพแต่ละรายแล้วเขียนเบอร์หมายเลข ให้พระจับ ถ้าจับได้เบอร์ของเจ้าภาพคนใด ก็ไปฉันสำรับกับข้าวที่เจ้าภาพนำมา
ส่วนใหญ่ของที่เตรียมไว้จะพอดีระหว่างเจ้าภาพและพระที่นิมนต์มา
ข้อสำคัญในการทำบุญสลากภัตก็คือ เป็นการถวายทานแบบไม่เจาะจงตัวผู้รับ เมื่อพระองค์ใดจับได้เบอร์ของเจ้าภาพ เจ้าภาพไม่ควรแสดงความยินดียินร้ายในผู้รับ ก่อนที่จะมีการเส้นสลาก (จับสลาก) ก็จะมีการฟังเทศน์อย่างน้อย 1 กัณฑ์
ต่อจากนั้นก็จะมีการยกของประเคนตามสลาก เมื่อพระฉันเสร็จแล้วก็จะอนุโมทนาและให้พร
เจ้าภาพกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
หน้า 29
เหตุที่จะทำให้สมานฉันท์ (ข่าวสด)
เหตุที่จะทำให้สมานฉันท์
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
สังคมไทยของเราในปัจจุบันนี้ กำลังประสบปัญหานานาประการ ปัญหาเดิมๆ ก็ยังแก้ไม่หาย ปัญหาใหม่มากมายก็เกิดขึ้นเป็นระยะๆ นำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย และความรุ่มร้อนของผู้คนในสังคม
สาเหตุสำคัญ ก็คือความขัดแย้งภายในใจ หรือความไม่พอใจในแนวคิดภาวะเช่นนี้เรียกว่า ไม่มีสมานฉันท์ เพราะฉะนั้น เราจะต้องพยายามที่จะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม
ในทางพระพุทธศาสนา หลักธรรมที่จะทำให้เกิดความสมานฉันท์มี ๖ ประการ คือ
ประการที่ ๑ เมตตากายกรรม หมายถึง การแสดงออกต่อกันทางกายด้วยเมตตา หรือการกระทำที่เป็นไปด้วยความหวังดีต่อกัน ไม่เบียดเบียนชีวิต ไม่เบียดเบียนทรัพย์สินกรรมสิทธิ์ และไม่ประพฤติผิดในคู่ครองของผู้อื่น ในทางตรงกันข้าม ก็พยายามแสดงออกในทางที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามวิกฤต และนับถือให้เกียรติต่อกันและกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ประการที่ ๒ เมตตาวจีกรรม หมายถึง การแสดงออกต่อกันทางวาจาด้วยความเมตตาหรือมีวาจาที่ประกอบไปด้วยความหวังดี ไม่พูดโกหกหลอกลวง ไม่พูดคำส่อเสียดเหยียดหยาม ไม่พูดคำหยาบและไม่พูดวาจาไร้สาระ พูดแต่ความจริง คำอ่อนหวาน คำสมานสามัคคี และคำที่มีสารประโยชน์
ประการที่ ๓ เมตตามโนกรรม หมายถึง การมีความรู้สึกนึกคิดที่ประกอบด้วย ความเมตตา หรือมีใจประกอบด้วยความเมตตานั่นเอง ใจที่ประกอบด้วยความเมตตาก็คือ ใจที่ไม่คิดอิจฉาริษยา ปรารถนาอยากได้ของเขา ไม่คิดพยาบาทปองร้ายเขา และไม่หลงผิด เห็นชั่วเป็นดี เห็นดีเป็นชั่ว
ประการที่ ๔ สาธารณโภคี หมายถึง การแบ่งบันกันบริโภคอุปโภคปัจจัยใช้สอยต่าง ๆ อย่างทั่วถึง กล่าวคือ เมื่อได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาโดยชอบธรรม ก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว รู้จักจ่ายแจกแบ่งปันแก่กันและกัน มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเอื้ออาทรต่อกันและกัน ตระหนักอยู่เสมอๆ ว่า "น้ำบ่อน้ำคลอง ยังไม่เป็นรองน้ำใจ กระจกเงาที่ว่าใส ยังเป็นรองน้ำใจที่ว่างาม"
ประการที่ ๕ สีลสามัญญตา หมายถึง ความเป็นผู้เสมอกันด้วยศีล หรือ กฎกติกา กฎหมายที่ดีงามในหมู่คณะ กล่าวคือ สมาชิกในสังคมต้องตั้งมั่นอยู่ในกฎกติกาที่ดีงามทั้งในทางศาสนาคือศีล และทางสังคมคือกฎหมาย มีความเท่าเทียมกันในการแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์ตามกรอบตามกติกาของสังคม รวมไปถึงการสร้างกฎกติกาที่เท่าเทียมกันให้เกิดมีและปฏิบัติตามอย่างจริงจัง
ประการที่ ๖ ทิฏฐิสามัญญตา หมายถึง ความเป็นผู้เสมอกันด้วยความคิดเห็น มีความเห็นที่ดีงามเสมอกัน ข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญของหลักความสมานฉันท์ เพราะหากมีความเห็นไม่ตรงกัน ขัดแย้งกันทางความคิดเห็นไม่ยอมลงรอยกันเสียที ก็ยากที่จะมีพฤติกรรมที่เป็นไปเพื่อความสมานฉันท์ได้ ปรับความเห็นให้สอดคล้องกันในทางที่ดี เรียกว่า สมานจุดร่วมสงวนจุดต่าง ร่วมแนวทางที่สร้างสรรค์
เพราะฉะนั้น บ้านเมืองของเราที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินเดียวกัน แต่หากไม่ตั้งอยู่ในสาราณียธรรม คือ ขาดการแสดงออกที่ดีด้วยทางกาย ทางวาจา ทางใจ และมีความเห็นที่เสมอกัน เป็นไปในทางเดียวกันแล้ว ก็ย่อมยากที่จะสร้างความสมานฉันท์หรือนำมาซึ่งความสามัคคีในหมู่คณะได้ ทุกฝ่ายควรมาคิดกันว่า เราจะสร้างจิตสำนึกแห่งหลักธรรมนี้ให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างไร หากสามารถช่วยกันอย่างจริงจัง เชื่อว่าสังคมแห่งความสมานฉันย่อมมีขึ้นและมั่นคงยั่งยืนอย่างแน่นอน
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรฯ / watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting
คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
สังคมไทยของเราในปัจจุบันนี้ กำลังประสบปัญหานานาประการ ปัญหาเดิมๆ ก็ยังแก้ไม่หาย ปัญหาใหม่มากมายก็เกิดขึ้นเป็นระยะๆ นำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย และความรุ่มร้อนของผู้คนในสังคม
สาเหตุสำคัญ ก็คือความขัดแย้งภายในใจ หรือความไม่พอใจในแนวคิดภาวะเช่นนี้เรียกว่า ไม่มีสมานฉันท์ เพราะฉะนั้น เราจะต้องพยายามที่จะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคม
ในทางพระพุทธศาสนา หลักธรรมที่จะทำให้เกิดความสมานฉันท์มี ๖ ประการ คือ
ประการที่ ๑ เมตตากายกรรม หมายถึง การแสดงออกต่อกันทางกายด้วยเมตตา หรือการกระทำที่เป็นไปด้วยความหวังดีต่อกัน ไม่เบียดเบียนชีวิต ไม่เบียดเบียนทรัพย์สินกรรมสิทธิ์ และไม่ประพฤติผิดในคู่ครองของผู้อื่น ในทางตรงกันข้าม ก็พยายามแสดงออกในทางที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามวิกฤต และนับถือให้เกียรติต่อกันและกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
ประการที่ ๒ เมตตาวจีกรรม หมายถึง การแสดงออกต่อกันทางวาจาด้วยความเมตตาหรือมีวาจาที่ประกอบไปด้วยความหวังดี ไม่พูดโกหกหลอกลวง ไม่พูดคำส่อเสียดเหยียดหยาม ไม่พูดคำหยาบและไม่พูดวาจาไร้สาระ พูดแต่ความจริง คำอ่อนหวาน คำสมานสามัคคี และคำที่มีสารประโยชน์
ประการที่ ๓ เมตตามโนกรรม หมายถึง การมีความรู้สึกนึกคิดที่ประกอบด้วย ความเมตตา หรือมีใจประกอบด้วยความเมตตานั่นเอง ใจที่ประกอบด้วยความเมตตาก็คือ ใจที่ไม่คิดอิจฉาริษยา ปรารถนาอยากได้ของเขา ไม่คิดพยาบาทปองร้ายเขา และไม่หลงผิด เห็นชั่วเป็นดี เห็นดีเป็นชั่ว
ประการที่ ๔ สาธารณโภคี หมายถึง การแบ่งบันกันบริโภคอุปโภคปัจจัยใช้สอยต่าง ๆ อย่างทั่วถึง กล่าวคือ เมื่อได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาโดยชอบธรรม ก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว รู้จักจ่ายแจกแบ่งปันแก่กันและกัน มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเอื้ออาทรต่อกันและกัน ตระหนักอยู่เสมอๆ ว่า "น้ำบ่อน้ำคลอง ยังไม่เป็นรองน้ำใจ กระจกเงาที่ว่าใส ยังเป็นรองน้ำใจที่ว่างาม"
ประการที่ ๕ สีลสามัญญตา หมายถึง ความเป็นผู้เสมอกันด้วยศีล หรือ กฎกติกา กฎหมายที่ดีงามในหมู่คณะ กล่าวคือ สมาชิกในสังคมต้องตั้งมั่นอยู่ในกฎกติกาที่ดีงามทั้งในทางศาสนาคือศีล และทางสังคมคือกฎหมาย มีความเท่าเทียมกันในการแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์ตามกรอบตามกติกาของสังคม รวมไปถึงการสร้างกฎกติกาที่เท่าเทียมกันให้เกิดมีและปฏิบัติตามอย่างจริงจัง
ประการที่ ๖ ทิฏฐิสามัญญตา หมายถึง ความเป็นผู้เสมอกันด้วยความคิดเห็น มีความเห็นที่ดีงามเสมอกัน ข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญของหลักความสมานฉันท์ เพราะหากมีความเห็นไม่ตรงกัน ขัดแย้งกันทางความคิดเห็นไม่ยอมลงรอยกันเสียที ก็ยากที่จะมีพฤติกรรมที่เป็นไปเพื่อความสมานฉันท์ได้ ปรับความเห็นให้สอดคล้องกันในทางที่ดี เรียกว่า สมานจุดร่วมสงวนจุดต่าง ร่วมแนวทางที่สร้างสรรค์
เพราะฉะนั้น บ้านเมืองของเราที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินเดียวกัน แต่หากไม่ตั้งอยู่ในสาราณียธรรม คือ ขาดการแสดงออกที่ดีด้วยทางกาย ทางวาจา ทางใจ และมีความเห็นที่เสมอกัน เป็นไปในทางเดียวกันแล้ว ก็ย่อมยากที่จะสร้างความสมานฉันท์หรือนำมาซึ่งความสามัคคีในหมู่คณะได้ ทุกฝ่ายควรมาคิดกันว่า เราจะสร้างจิตสำนึกแห่งหลักธรรมนี้ให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างไร หากสามารถช่วยกันอย่างจริงจัง เชื่อว่าสังคมแห่งความสมานฉันย่อมมีขึ้นและมั่นคงยั่งยืนอย่างแน่นอน
พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรฯ / watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430 begin_of_the_skype_highlighting 0-2281-2430 end_of_the_skype_highlighting
วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553
ภัยจากการทะเลาะวิวาท (ข่าวสด)
ภัยจากการทะเลาะวิวาทคอลัมน์ธรรมะวันหยุดพระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร/ watdevaraj@hotmail.com 0-2281-2430การพูดขัดแย้งกัน พูดไม่ตรงกัน โต้เถียงกัน ทะเลาะวิวาทกัน พูดไม่ถูกใจกัน ขัดผลประโยชน์กัน เป็นเหตุให้เกิดความบาดหมางกัน เป็นเหตุทำร้ายร่างกาย จิตใจ ทรัพย์สิน วงศ์ตระกูลเผ่าพันธุ์และประเทศชาติของกันและกัน ท่านกล่าวว่ามูลเหตุสำคัญๆ ของการทะเลาะวิวาท มี 3 ประการ คือ1.วิวาทกันเพราะทรัพย์สมบัติ ผลประโยชน์ 2.วิวาทกันเพราะเชื้อชาติ ผิวพรรณ วงศ์ตระกูล3.วิวาทกันเพราะลัทธิความเชื่อถือทางศาสนาและการเมืองประการที่ 1 วิวาทกันเพราะทรัพย์สมบัติ เพราะคนเราต่างก็มีความโลภปรารถนาเพื่อความสุขความสบายของตน ของครอบครัว ของหมู่ชน ของตนเอง มีความเห็นแก่ตน เห็นแก่ได้ด้วยกันเป็นส่วนมาก ถ้าการแสวงหาเพื่อให้ได้มาโดยทางธรรม โดยสัมมาชีพ ไม่แย่งชิงเบียดเบียนเอาของคนอื่นมาเป็นของตนโดยไม่ชอบธรรม การวิวาทกัน การทะเลาะกันก็ไม่เกิดขึ้น แต่ตรงกันข้าม ความวิวาทบาดหมางกันก็เกิดขึ้น เป็นภัยเบียดเบียนกัน แท้ที่จริงวัตถุสมบัติต่างๆ นี้ก็เป็นของมีประจำโลก เป็นเสมือนของที่ยืมเขามาใช้ชั่วคราว ถ้าหากว่าเราจะไปเอามาโดยไม่ชอบธรรม บาปกรรมก็จะเกิดตามเราไป ก่อให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนสิ้นกาลนาน หลายภพหลายชาติประการที่ 2 วิวาทกันเพราะเชื้อชาติ ผิวพรรณ วงศ์ตระกูล อันนี้เป็นภัยอันตรายก่อให้เกิดความไม่สงบสุข อาฆาตพยาบาทเบียดเบียนกันโดยถือว่าคนชาตินั้น คนผิวสีนั้น คนที่เกิดในวงศ์ตระกูลนั้น เคยทะเลาะกันมา เคยรบกันมา คนยุคต่อมาหรือคนรุ่นหลังบางทีก็เกิดไม่ทันเหตุการณ์เหล่านั้นก็ยังเอามาเป็นข้อพิพาทบาดหมางกัน วิวาทกันทำร้ายทำลายกันไม่มีความสงบสุข ไม่สามารถจะปรองดองสามัคคีกันได้ มีให้เห็นเป็นตัวอย่างมากมาย คนต่างเชื้อชาติกันบางทีก็รบราฆ่าฟันกันมาเป็นหลายชั่วอายุคน หลายร้อยปี บ้านเมืองอยู่กันอย่างไม่สงบสุข บางทีก็ปรารภผิวพรรณ ชาติตระกูลที่แตกต่างกัน เกิดการดูถูกกัน ทำร้ายกันไม่รู้จักจบจักสิ้น ประการที่ 3 วิวาทกันเพราะลัทธิความเชื่อถือทางศาสนาและการเมือง การวิวาทกันด้วยเหตุนี้ ย่อมรุนแรง ยิ่งลึก เพราะเป็นเรื่องของทิฐิมานะ อาศัยอำนาจของอวิชชาความไม่รู้เข้าต่อสู้ประหัตประหารกัน ใครที่ไม่มีความเชื่อเหมือนตนก็กล่าววิวาทะกัน ไม่ได้พูดกันอย่างมีเหตุมีผล เอาความเชื่อเป็นที่ตั้ง เมื่อพวกชนหมู่อื่นไม่เชื่อเหมือนตนก็ถือเป็นศัตรู แม้จะไม่รู้จักกันก็ต้องเบียดเบียนรบรากันมาเป็นร้อยเป็นพันปี ขาดสันติภาพ สันติสุข องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสความวิวาทโดยความเป็นภัย เพราะย่อมก่อให้เกิดแต่ทุกข์โทษโดยประการต่างๆ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นแก่ครอบครัว หมู่คณะ ชุมชน และประเทศชาติฉะนั้น การทะเลาะวิวาทเป็นภัยเป็นไปเพื่อความหายนะอย่างใหญ่หลวง เป็นการทำลายความสามัคคี ความสงบสุข หยุดการพัฒนา มีแต่ความหวาดระแวง การทำมาหากินก็ลำบาก เกิดความทุกข์ยาก ทำให้โลกไม่น่าอยู่ เต็มไปด้วยภัยอันตราย เป็นการก่อเวรให้แก่กันและกัน ยากที่จะสงบสุขลงได้เพราะกลายเป็นการจองเวรแก่กันและกันไป
อวิโรธนะ (ข่าวสด)
อวิโรธนะ-ความไม่ผิดคอลัมน์ศาลาวัด"ความไม่ผิด" หรือคำว่า "อวิโรธนะ" ธรรมะข้อนี้ ควรหมาย ความว่า รู้ผิดแล้วไม่ดื้อขืนทำ คือ ไม่ยอมทำผิดทั้งรู้ รู้ผิดในที่นี้หมายถึงผิดจากข้อที่ถูกที่ควรทุกอย่าง เช่นผิดจากความยุติธรรมด้วยอำนาจอคติ ผิดจากปกติ คือเมื่อประสบความเจริญหรือความเสื่อม ก็รักษาอาการกายวาจาไว้ให้คงที่ ไม่ให้ขึ้นลงเพราะยินดียินร้าย คนสามัญทั่วไปในชั้นต้นยังทำผิดอยู่เพราะไม่รู้ว่าผิด ถ้ายอมปล่อยไปเช่นนั้น ไม่ศึกษา ก็จักเป็นผู้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี และไม่อาจปฏิบัติให้ถูกต้องดีงามได้ ผู้ปกครองผู้เป็นหัวหน้า เมื่อทำผิดด้วยอำนาจรักชอบ อำนาจชัง อำนาจหลง อำนาจกลัว ผู้อยู่ในปกครองก็เดือดร้อนอยู่เป็นทุกข์ ผู้อยู่ในปกครองเมื่อทำผิดเช่นนั้น ผู้อยู่ในปกครองด้วยกันตลอดถึงผู้ปกครองเองก็เดือดร้อนอยู่เป็นทุกข์ แต่ถ้าผู้ปกครองผู้เป็นหัวหน้ามีใจกอปรด้วยธรรม มุ่งความถูก พยายามศึกษาพิจารณาให้รู้จักผิดและชอบแล้ว พยายามทำการงานให้ถูกต้องตามคลองธรรมไม่ให้ผิด และแนะนำพร่ำสอนผู้อยู่ในอำนาจปกครองให้ประพฤติเช่นนั้นด้วย ผู้อยู่ในปกครองก็พยายามทำให้ถูกต้องตามคลองธรรม ไม่ให้ผิด ต่างฝ่ายก็จักอยู่ด้วยความสงบสุข กล่าวโดยเฉพาะ ข้อที่พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทรงตั้งอยู่ในขัตติยราชประเพณี ไม่ทรงประพฤติผิดจากราชธรรมจรรยานุวัตร นิติศาสตร์ ราชศาสตร์ ไม่ทรงประพฤติให้คลาดจากความยุติธรรม ทรงอุปถัมภ์ ยกย่องคนผู้มีคุณความชอบ ควรอุปถัมภ์ยกย่อง ทรงกำราบคนมีความผิด ควรบำราบในทางที่เป็นธรรม ไม่ทรงอุปถัมภ์ยกย่องและบำราบคนนั้นๆ ด้วยอำนาจอคติ พระอาการคงที่อยู่ ไม่แสดงให้ผิดจากปรกติเดิมจัดเป็นอวิโรธนะ ที่แปลว่า ความไม่ผิดอันเป็นทศพิธราชธรรมข้อที่ 10 เมื่อพิจารณาดูแล้วก็จะเห็นว่าทศพิธราชธรรมข้อนี้ เป็นที่รวมของทุกๆ ข้อได้ด้วย เพราะธรรมะทุกข้อที่เป็นราชธรรมนั้น ล้วนเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดทั้งนั้น คือเป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้องสมควร ถ้าได้ปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติในข้อนั้น แต่ถ้าได้ปฏิบัติในข้อนั้นและทุกๆ ข้อได้แล้ว ก็ได้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติได้ถูกต้องไม่ผิดตามหลักธรรมข้ออวิโรธนะ ซึ่งหมายถึงความเป็นผู้ประพฤติมิให้ผิดพลาดจากศีลธรรม กฎหมาย ระเบียบ วินัย ประเพณี อันดีงามของบ้านเมือง ถือประโยชน์สุขความดีงามของรัฐและประชาราษฎร์เป็นที่ตั้งสถิตมั่นในธรรมทั้งส่วนยุติธรรม คือ ความเที่ยงธรรม นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ไม่ประพฤติให้คลาดเคลื่อนวิบัติ
วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553
พุทธวิธีแก้ทุกข์ (ข่าวสด)
คนไม่ดื้อเป็นใหญ่ได้/อย่าให้ชาติ ศาสนาพัง เพราะความหวังดี
พุทธวิธีแก้ทุกข์
ศาตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก / ราชบัณฑิต
คนไม่ดื้อเป็นใหญ่ได้
อตฺถทฺโธ ลภเต ยสํ
คนไม่ดื้อ เป็นใหญ่ได้
ท่านที่เลี้ยงแมว จะเห็นว่า แมวเป็นสัตว์ที่ไม่ควรเอาอย่างอยู่อย่างหนึ่งคือ ความดื้อ ลองจับหลังให้มันโก่งขึ้น มันจะแอ่นลงหาพื้น ถ้ากดให้มันแอ่นลง มันจะโก่งขึ้น ดึงไปข้างหน้า มันจะพยายามถอยหลัง ดึงหางให้มันถอยมาข้างหลัง มันจะตะกายไปข้างหน้า
ช่างดื้ออะไรเช่นนั้น นี่คือสิ่งที่ไม่ควรเอาอย่าง
ความดื้อของคนมีอยู่สองชนิดคือ ดื้อด้าน กับ ดื้อดึง
คนดื้อด้านส่วนมากเป็นคนหัวอ่อน ไม่ชอบเถียง ไม่ชอบให้เหตุผลใครเขาจะว่าจะสอนอะไรอย่างไร ก็ยิ้มเสมอหรือนิ่งเงียบ แต่ไม่ทำตาม
คนดื้อดึง ชอบเถียง ชอบขัดคำสั่ง ชอบทำอะไรตรงข้ามกับที่เราอยากให้ทำ คนดื้อดึงนี้จะเกลียดคำสั่งที่สุด สั่งอะไรเขาเป็นไม่ได้ นอกจากไม่ทำตามแล้วยังจะ "ลองดี" อีกด้วย
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคน "ดื้อดึง" หรือ "ดื้อด้าน" ต่างก็ไม่ชอบคำสั่งสอน หรือโอวาททั้งนั้น
ป้ายห้ามเดินลัดสนาม ปักไว้ที่สนามหญ้าสาธารณสถานแห่งหนึ่งนานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจปฏิบัติตาม เพราะสังคมมีแต่คน "ดื้อ" เต็มบ้านเต็มเมือง
วันดีคืนดีป้าย "ห้ามเดินลัดสนาม" ก็หาย (เผลอๆ อาจมีป้ายใหม่ว่า "ลัดสนามได้" มาปักแทน)
คนดื้อด้านแกจะไม่สนใจป้ายห้ามเดินลัดสนาม ป้ายก็คือป้าย ฉันจะเดินเสียอย่าง มัวแต่เดินอ้อมมันช้า ลัดไปนี่แหละเร็วดี
คนดื้อดึง นอกจากจะไม่สนใจป้ายแล้ว ยังโกรธป้าย โกรธคนเอาป้ายมาปักอีกด้วย "มันเรื่องอะไรต้องมาห้าม แล้วคนมาปักป้ายเอง มันก็ต้องเดินลัดมาเหมือนกันจึงจะปักป้ายได้" ว่าแล้วแกก็ยกป้ายทิ้งไป หรือถ้าโกรธมากๆ ก็อาจหาป้าย "เดินลัดสนามได้" มาปักแทนเป็นการประชด
ความดื้อดึง เป็นอาการของจิตแล้วแสดงออกทางพฤติกรรม มีกันทุกคน มากน้อยนั้นอีกเรื่องหนึ่ง พ่อแม่ครูอาจารย์ควรรู้ว่าลูกหรือศิษย์ของตนเป็นคนดื้อชนิดไหน ดื้อด้าน หรือดื้อดึง แล้วจะได้แก้นิสัยหรือสอนเขาได้ถูกทาง
คนดื้อด้านนั้นเกลียดคำสอนมากกว่าคำสั่ง จะให้เขาทำอะไรให้สั่งเป็นข้อๆ เลย ป่วยการชักแม่น้ำทั้งห้า ส่วนคนดื้อดึง เกลียดคำสั่งมากกว่าคำสอน จะให้คนดื้อดึงทำตามให้แปลงคำสั่งเป็นคำสอน อธิบายให้เข้าใจเหตุผล คนดื้อดึงพร้อมจะทำตาม และคนไม่ดื้อด้าน มีทางก้าวไปเป็นใหญ่ได้ในภายหน้า
ลูกหรือลูกศิษย์ดื้อแก้ได้ขอแต่พยายามแก้ให้ถูกทาง ที่สำคัญพ่อแม่หรือครูอย่าดื้อเสียเอง!
อย่าให้ชาติ ศาสนาพัง เพราะความหวังดี
วิคฺคยฺห นํ วิวทนฺติ
ชนา เอกงฺคทสฺสิโน
คนที่ยึดมั่น มองอะไรในแง่เดียว
ไม่แคล้วต้องทะเลาะกัน
มีผู้กล่าวว่า เวลาสุนัขอยู่ด้วยกันหลายตัว มันก็ดูสงบดี ต่างตัวต่างอยู่ในมุมของตน แต่พอมีใครโยนกระดูกให้มันเท่านั้น มันจะแยกเขี้ยวยิงฟัน ยื้อแย่งกระดูกชิ้นนั้นทันที ตัวที่ได้กระดูกไปก็จะส่งเสียงขู่ตัวอื่นไม่ให้เข้ามาใกล้ ตัวที่แย่งไม่ได้ก็จะร้องแฮ่ๆ เข้าใส่หมายจะยื้อยุดเอามาให้ได้
กระดูกชิ้นเดียวแท้ๆ ทำให้พวกมันซึ่งตามปกติก็ดูปรองดองกันดี ต้องมารุมกัดกันบาดเจ็บไปตามๆ กัน
ในหมู่มนุษย์ผู้ที่ยกย่องตัวเองว่าผู้มีจิตใจสูงเล่า พฤติกรรมก็ไม่แตกต่างไปจากนี้มากนัก ที่ใดมีผลประโยชน์ ที่นั่นก็เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็อยากได้มาเพื่อตัวหรืออยากได้มากกว่าคนอื่น
ความขัดแย้งเพราะผลประโยชน์ส่วนตัว อยู่ในวงแคบ ไม่กระทบกระเทือนอะไรมากนัก ถ้ามีคนเอารัดเอาเปรียบหรือเบียดเบียนกันก็มีหน่วยงานหรือสถาบันช่วยระงับ ความขัดแย้งและให้ความยุติธรรมได้ เช่น ตำรวจ ศาลสถิตยุติธรรม
ส่วนความขัดแย้งเพราะผลประโยชน์ของส่วนรวม เช่น ประเทศชาติและพระศาสนา เป็นความขัดแย้งที่แผ่กว้าง และมีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ จะว่าไปแล้วความขัดแย้งนี้ ล้วนเกิดจากความปรารถนาดีด้วยกันทั้งนั้น
ไม่มีใครอยากเห็นประเทศเราล้าหลัง ป่าเถื่อน ไร้ขื่อแป ไร้ระบอบการปกครองที่ดี ต่างก็อยากให้ประเทศชาติเจริญพัฒนา อยากให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขตามอัตภาพ อยากให้ศาสนาเจริญรุ่งเรืองให้ความสุขทางใจแก่ประชาชน อยากเห็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขพัฒนาก้าวหน้าสม กับเป็นอารยประเทศ ประเทศหนึ่งในโลก
ทั้งๆ ที่ทุกคนปรารถนาดีต่อชาติ ต่อพระศาสนา แต่ก็ยังขัดแย้งทะเลาะกัน บางครั้งก็รุนแรงถึงขั้นฟาดฟัน ห้ำหั่นกัน ดังเช่น กรณีพระกับการอนุรักษ์ป่า และกรณีร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะต่างฝ่ายต่างมองคนละมุม ยึดมั่นในมุมมองของตนเท่านั้นว่าถูกต้อง ไม่ยอมรับฟังความเห็นของอีกฝ่ายหนึ่งเลยใช่ไหม? บรรยากาศการสมัครสมาน ร่วมมือกันประสานประโยชน์จึงไม่เกิดขึ้น
แม้จะหวังดี แต่ถ้าหวังดี "ด้วยความสามัคคี" ก็ทำลายชาติศาสนาได้เช่นกัน!
พุทธวิธีแก้ทุกข์
ศาตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก / ราชบัณฑิต
คนไม่ดื้อเป็นใหญ่ได้
อตฺถทฺโธ ลภเต ยสํ
คนไม่ดื้อ เป็นใหญ่ได้
ท่านที่เลี้ยงแมว จะเห็นว่า แมวเป็นสัตว์ที่ไม่ควรเอาอย่างอยู่อย่างหนึ่งคือ ความดื้อ ลองจับหลังให้มันโก่งขึ้น มันจะแอ่นลงหาพื้น ถ้ากดให้มันแอ่นลง มันจะโก่งขึ้น ดึงไปข้างหน้า มันจะพยายามถอยหลัง ดึงหางให้มันถอยมาข้างหลัง มันจะตะกายไปข้างหน้า
ช่างดื้ออะไรเช่นนั้น นี่คือสิ่งที่ไม่ควรเอาอย่าง
ความดื้อของคนมีอยู่สองชนิดคือ ดื้อด้าน กับ ดื้อดึง
คนดื้อด้านส่วนมากเป็นคนหัวอ่อน ไม่ชอบเถียง ไม่ชอบให้เหตุผลใครเขาจะว่าจะสอนอะไรอย่างไร ก็ยิ้มเสมอหรือนิ่งเงียบ แต่ไม่ทำตาม
คนดื้อดึง ชอบเถียง ชอบขัดคำสั่ง ชอบทำอะไรตรงข้ามกับที่เราอยากให้ทำ คนดื้อดึงนี้จะเกลียดคำสั่งที่สุด สั่งอะไรเขาเป็นไม่ได้ นอกจากไม่ทำตามแล้วยังจะ "ลองดี" อีกด้วย
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคน "ดื้อดึง" หรือ "ดื้อด้าน" ต่างก็ไม่ชอบคำสั่งสอน หรือโอวาททั้งนั้น
ป้ายห้ามเดินลัดสนาม ปักไว้ที่สนามหญ้าสาธารณสถานแห่งหนึ่งนานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจปฏิบัติตาม เพราะสังคมมีแต่คน "ดื้อ" เต็มบ้านเต็มเมือง
วันดีคืนดีป้าย "ห้ามเดินลัดสนาม" ก็หาย (เผลอๆ อาจมีป้ายใหม่ว่า "ลัดสนามได้" มาปักแทน)
คนดื้อด้านแกจะไม่สนใจป้ายห้ามเดินลัดสนาม ป้ายก็คือป้าย ฉันจะเดินเสียอย่าง มัวแต่เดินอ้อมมันช้า ลัดไปนี่แหละเร็วดี
คนดื้อดึง นอกจากจะไม่สนใจป้ายแล้ว ยังโกรธป้าย โกรธคนเอาป้ายมาปักอีกด้วย "มันเรื่องอะไรต้องมาห้าม แล้วคนมาปักป้ายเอง มันก็ต้องเดินลัดมาเหมือนกันจึงจะปักป้ายได้" ว่าแล้วแกก็ยกป้ายทิ้งไป หรือถ้าโกรธมากๆ ก็อาจหาป้าย "เดินลัดสนามได้" มาปักแทนเป็นการประชด
ความดื้อดึง เป็นอาการของจิตแล้วแสดงออกทางพฤติกรรม มีกันทุกคน มากน้อยนั้นอีกเรื่องหนึ่ง พ่อแม่ครูอาจารย์ควรรู้ว่าลูกหรือศิษย์ของตนเป็นคนดื้อชนิดไหน ดื้อด้าน หรือดื้อดึง แล้วจะได้แก้นิสัยหรือสอนเขาได้ถูกทาง
คนดื้อด้านนั้นเกลียดคำสอนมากกว่าคำสั่ง จะให้เขาทำอะไรให้สั่งเป็นข้อๆ เลย ป่วยการชักแม่น้ำทั้งห้า ส่วนคนดื้อดึง เกลียดคำสั่งมากกว่าคำสอน จะให้คนดื้อดึงทำตามให้แปลงคำสั่งเป็นคำสอน อธิบายให้เข้าใจเหตุผล คนดื้อดึงพร้อมจะทำตาม และคนไม่ดื้อด้าน มีทางก้าวไปเป็นใหญ่ได้ในภายหน้า
ลูกหรือลูกศิษย์ดื้อแก้ได้ขอแต่พยายามแก้ให้ถูกทาง ที่สำคัญพ่อแม่หรือครูอย่าดื้อเสียเอง!
อย่าให้ชาติ ศาสนาพัง เพราะความหวังดี
วิคฺคยฺห นํ วิวทนฺติ
ชนา เอกงฺคทสฺสิโน
คนที่ยึดมั่น มองอะไรในแง่เดียว
ไม่แคล้วต้องทะเลาะกัน
มีผู้กล่าวว่า เวลาสุนัขอยู่ด้วยกันหลายตัว มันก็ดูสงบดี ต่างตัวต่างอยู่ในมุมของตน แต่พอมีใครโยนกระดูกให้มันเท่านั้น มันจะแยกเขี้ยวยิงฟัน ยื้อแย่งกระดูกชิ้นนั้นทันที ตัวที่ได้กระดูกไปก็จะส่งเสียงขู่ตัวอื่นไม่ให้เข้ามาใกล้ ตัวที่แย่งไม่ได้ก็จะร้องแฮ่ๆ เข้าใส่หมายจะยื้อยุดเอามาให้ได้
กระดูกชิ้นเดียวแท้ๆ ทำให้พวกมันซึ่งตามปกติก็ดูปรองดองกันดี ต้องมารุมกัดกันบาดเจ็บไปตามๆ กัน
ในหมู่มนุษย์ผู้ที่ยกย่องตัวเองว่าผู้มีจิตใจสูงเล่า พฤติกรรมก็ไม่แตกต่างไปจากนี้มากนัก ที่ใดมีผลประโยชน์ ที่นั่นก็เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็อยากได้มาเพื่อตัวหรืออยากได้มากกว่าคนอื่น
ความขัดแย้งเพราะผลประโยชน์ส่วนตัว อยู่ในวงแคบ ไม่กระทบกระเทือนอะไรมากนัก ถ้ามีคนเอารัดเอาเปรียบหรือเบียดเบียนกันก็มีหน่วยงานหรือสถาบันช่วยระงับ ความขัดแย้งและให้ความยุติธรรมได้ เช่น ตำรวจ ศาลสถิตยุติธรรม
ส่วนความขัดแย้งเพราะผลประโยชน์ของส่วนรวม เช่น ประเทศชาติและพระศาสนา เป็นความขัดแย้งที่แผ่กว้าง และมีผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ จะว่าไปแล้วความขัดแย้งนี้ ล้วนเกิดจากความปรารถนาดีด้วยกันทั้งนั้น
ไม่มีใครอยากเห็นประเทศเราล้าหลัง ป่าเถื่อน ไร้ขื่อแป ไร้ระบอบการปกครองที่ดี ต่างก็อยากให้ประเทศชาติเจริญพัฒนา อยากให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขตามอัตภาพ อยากให้ศาสนาเจริญรุ่งเรืองให้ความสุขทางใจแก่ประชาชน อยากเห็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขพัฒนาก้าวหน้าสม กับเป็นอารยประเทศ ประเทศหนึ่งในโลก
ทั้งๆ ที่ทุกคนปรารถนาดีต่อชาติ ต่อพระศาสนา แต่ก็ยังขัดแย้งทะเลาะกัน บางครั้งก็รุนแรงถึงขั้นฟาดฟัน ห้ำหั่นกัน ดังเช่น กรณีพระกับการอนุรักษ์ป่า และกรณีร่างรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะต่างฝ่ายต่างมองคนละมุม ยึดมั่นในมุมมองของตนเท่านั้นว่าถูกต้อง ไม่ยอมรับฟังความเห็นของอีกฝ่ายหนึ่งเลยใช่ไหม? บรรยากาศการสมัครสมาน ร่วมมือกันประสานประโยชน์จึงไม่เกิดขึ้น
แม้จะหวังดี แต่ถ้าหวังดี "ด้วยความสามัคคี" ก็ทำลายชาติศาสนาได้เช่นกัน!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)